Perfect Area : พลิกดินไต่สวรรค์

    ตอนที่ 27 ประตูเจิ้งหยางเหมิน

    จอมยุทธเจ็ดกล่าวเพียงเท่านั้นก็อัดน่องทั้งซ้ายขวาข้างลำตัวม้าเพื่อบังคับม้าสีดำทมิฬประจำกายให้ออกแรงที่ขาหลังทั้งเพื่อเพื่อยกตัวลอยขึ้นสูง พร้อมด้วยกับกิริยาพยศร้องอย่างก้าวร้าวดุดันนัก!! ฮี้ ฮี้ ฮี้!!!จากนั้นเผ่นทโมนเพื่อกระโจนไปด้านหน้าของประตูเมืองประดุจดังม้าปีศาจตนหนึ่ง ฝ่ายเจ้านายของม้านักเลงตัวนี้ก็ใช่เล่น เพราะเมื่อผ่านคูเมืองไปแล้ว จนกระทั่งควบม้าผ่านมาประตูเมืองบานใหญ่ยักษ์แล้ว ก็สบัดมือเพื่อส่งพลังวัตรกระแทกเข้ากับประตูโลหะบานนั้นอย่างไม่เกรงใจผู้ใด ทั้งความเร็วจากม้า ทั้งพลังฝ่ามือของคน จึงเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทิศ ปัง ๆ ๆ ๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังร้องตะโกนด้วยเสียงที่ดังสนั่นว่า“สายจนป่านฉะนี้แล้ว นายประตูทักษิณที่ ๑ ไปมุดหัวอยู่ที่กันเล่า!!” จนหยางไคอดคิดมิได้ว่า ณ นาทีข้างหน้านี้ ย่อมจะเกิดเรื่องราววุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน ..แต่ทันใดนั้นเอง กลับมีเสียงร้องตะโกนตอบกลับมาว่า“จอมยุทธเจ็ดท่านมาอีกแล้ว โปรดรอสักครู่หนึ่ง ให้พวกข้าพเจ้าเตรียมม้าและลาเพื่อดึงประตูให้แล้วเสร็จเสียก่อนเถิด” ช่างเป็นคำตอบที่ฟังดูงง ๆ ดีแท้ แต่สำหรับจอมยุทธเจ็ดนั้นสามารถเข้าใจมันได้เป็นอย่างดี จึงอาสาว่า“วันนี้มีจอมยุทธมาด้วยจำนวนมาก เจ้ารีบถอนกลอนประตูเถิด เราจะเปิดประตูกันเข้าไปกันเอง” จากนั้นก็ขี่ม้ากลับมาเชื้อเชิญทุกคนว่า“ประตูบานนี้ลำบากในการเปิดนัก จึงขอแรงท่านพี่ทุกคนด้วยเถิด” ครั้นทุกคนได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ้ม พร้อมกับเกร็งพลังวัตรขึ้นมาถึง 10 ส่วน แล้วควบม้าออกไปจากนั้นก็ต่างเข้าไปฟาดประตูเข้าเต็มแรง กุบ ๆ ๆ ๆ ปัง!..กุบ ๆ ๆ ๆ ปัง!... ..กุบ ๆ ๆ ๆ ปัง!.... คลือด…คลาดด.. เสียงร้องของประตูนั้น ช่างฟังดูเหมือนมันกับว่ามันทรมานมาอย่างยาวนานเกินไปนัก ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นเพราะความเก่าแก่ของมัน หรือการบำรุงรักษาที่ผิดพลาดก็เป็นไปได้ ประตูโลหะแห่งเมืองเป่ยจิงนั้นมี 2 บาน เหล่าจอมยุทธจึงแบ่งกันกระแทกประตูบานซ้ายมือ 4 คน กับบานขวามือ 3 คน จนประตูใกล้จะเปิดออกได้แล้ว แต่แม้พลังลมปราณมังกรไฟจะสามารถฟื้นฟูพลังวัตรได้อย่างรวดเร็วสักเพียงใด แต่ก็ต้องใช้ระยะเวลาส่วนหนึ่งอยู่ดี..ต่างคนก็พักหอบหายใจกันทั่วหน้า คงอีกราวๆ 1 เค่อ 刻 / 15 นาที จนกว่าจะฟื้นฟูสำเร็จ ฝ่ายหยางไคเห็นเช่นนั้นก็ต้องการช่วยอีกแรง จึงควบม้าเข้าไปที่หน้าประตูบานขวามือจนได้ระยะ จากนั้นก้มตัวใช้มือขวาตบเข้าที่น่องขาขวาส่วนหน้าของม้า ส่วนมือซ้ายนั้นแตะที่หน่องซ้ายขาหลังของเจ้าขาว ทันใดนั้นเองม้าขาวที่กำลังวิ่งเข้าไปถึงประตูก็เอี้ยวเพื่อพลิกตัวกลับแบบ 180 ํ จากนั้นใช้ขาคู่หลังของมันเตะเข้าที่บานประตูโลหะอย่างรุนแรงนัก จนประตูบานใหญ่ก็ถูกเปิดออกได้สำเร็จในที่สุด เฮ เฮ เฮ!! “ม้าของท่านอาจารย์น้อยช่างเก่งฉกาจนัก”“ท่านตาถึงนัก ที่เลือกเอาม้าตัวนี้”“ว่ากันว่าม้าเต๊กเลานั้นเป็นยอดอาชาก็เห็นจะจริงในวันนี้” จอมยุทธทั้ง 7 หาได้สงสัยในพลังฝีมือของหยางไคไม่ เพราะต่างทราบดีว่าคุณสมบัติพิเศษจากทักษะขี่ม้าของลมปราณมังกรไฟนั้นเพียงสามารถแผ่รัศมีธาตุร้อนออกมาได้เท่านั้น หาใช่การควบคุมม้าเพื่อโจมตีเช่นปราณพยัคฆ์ก็หาไม่ จึงคะเนไปว่าทักษะเหล่านี้ย่อมมีในตัวของม้าขาวตัวนั้นเองอย่างแน่นอนแล้ว หยางไคจึงได้แต่ยิ้ม จากนั้นลงจากม้าเพื่อไปดูที่บานพับของประตูโลหะที่น่าจะมีปัญหาจึงได้แต่เก็บข้อสงสัยเอาไว้ จากนั้นขึ้นม้าแล้วกลับไปยังกลุ่มของตน หลังจากทุกคนผ่านการตรวจสอบอาวุธอันตรายอันได้แก่ดินปืนและสารประกอบต่าง ๆ เช่นประสิวและกำมะถันในสัมภาระเดินทางกันเป็นที่เรียบร้อยดีแล้ว ก็ลงชื่อเข้าเมืองแล้วจึงสามารถผ่านเข้าไปด้านในของประตูเมืองเป่ยจิงได้ในที่สุด.....ราชธานีอันกว้างใหญ่แห่งนี้มีกำแพงเมืองที่ทั้งสูงใหญ่และแข็งแรงล้อมรอบอยู่หลายชั้น ทั้งประกอบด้วยหอธนูและประตูเมืองด้านละ 3 จุด โดยเมืองชั้นนอกที่พวกเขาผ่านเข้าได้นั้น ประกอบไปด้วยร้านค้าและที่พักอาศัยของราษฎรมีชุมชนที่อยู่อาศัยอยู่จำนวนมาก ทั้งยังปรากฏตรอกซอกซอยจนสุดลูกหูลูกตา ส่วนเมืองชั้นในนั้นเป็นที่พักอาศัยของขุนนางและชนชนชั้นสูง ซึ่งล้อมรอบเขตพระราชวังต้องห้ามเอาไว้อีกชั้นอย่างรัดกุมนัก แต่แค่เฉพาะเมืองชั้นนอกนั้น มันก็ทำให้เด็กบ้านนอกอย่างหยางไคได้รู้สึกตื่นตาตื่นใจจนเกินพอเสียแล้ว เขาจึงพยายามจะข่มกั้นความอยากรู้อยากเห็นของตนเองเอาไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วคอยชำเลืองมองเหล่าจอมยุทธทั้งหลาย ที่น่าจะมีประสบการณ์กว่าเขาพอสมควร แต่ก็เปล่าเลย!!เพราะแม้พวกเขาส่วนใหญ่จะเคยเข้ามาที่นี่ไม่ต่ำกว่า 2 ครั้งแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่อาจปกปิดสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดีเป็นมิได้ ยกเว้นแค่เพียงน้องเจ็ดของพวกเขา ที่เข้ามาเที่ยวเล่นในเมืองชั้นนอกนี้เกือบทุก ๆ สัปดาห์ จนมีความเชี่ยวชาญเป็นอันมาก จึงรับทำหน้าที่เป็นไกด์ชั้นดีสำหรับการนำเที่ยวในครั้งนี้ “ทางซ้ายมือนั่นคือประตูเจิ้งหยางเหมิน ซึ่งเป็น 1 ใน 9 ของประตูเมืองชั้นใน”  
    error loadedภาพประตูเจิ้งหยางเหมิน ถ่ายขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง บริเวณโดยรอบประตูเฉียนเหมินนี่เอง ก็กลายเป็นเขตการค้าขายขนาดใหญ่ จนเรียกเขตนี้ว่า ‘หน้าวังหลังตลาด’ จากนั้นน้องเจ็ดยังคุยโวโอ้อวดไปอีกว่า“น่าเสียดายนักหากว่าเป็นเวลาค่ำคืน ข้าพเจ้าจะพาพวกท่านเปิดหูเปิดตาให้มากกว่านี้อีก!!” พี่ใหญ่หวัง ซึ่งบัดนี้อายุจะถึงวัยเบญจเพส (25 ปี)แล้ว แต่ยังไม่เคยมีประสบการณ์อย่างว่าเลยสักครั้งก็ถึงกับตาลุกวาว แต่จะถึงอย่างไรตนนั้นก็ต้องรีบไปสอบถงชื่อที่บ้านเกิด หนำซ้ำยังมีภารกิจคุ้มครองอาจารย์น้อยของพวกเขาไปอีกด้วย จึงรีบปรับอารมณ์ลงโดยเร็วที่สุด แต่กระนั้นพี่ใหญ่ของเรา ก็ยังกล่าวไปอีกว่า“หากดื่มกิน ..หากดื่มกินเท่านั้น ก็คงไม่เสียหายอันใดดอกกระมัง ?” กล่าวเพียงเท่านั้นน้องเจ็ดของเขา ก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจเพราะเข้าช่องทางอย่างที่สุดแล้ว..