เฟิ่งหยูออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ เหลือเวลาอีกหกวันที่การประชุมครั้งประวัติศาสตร์จะเริ่มขึ้นกิจกรรมต่างๆ ที่เหล่าองค์ราชันย์ทั้งหลายจัดขึ้นมากก่อนการประชุมทำให้สีสันการประชุมในครั้งนี้มีมากขึ้น
เหล่าผู้เยาว์ต่างได้แสดงความสามารถ นักหลอมโอสถหลายคนประสบความสำเร็จจากการแข่งขันในครั้งนี้หลายคนมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว การประมูลก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีการจัดการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
ผู้คนที่นำของมาประมูลต่างพออกพอใจกันเป็นอย่างยิ่งชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งไปพบสมุนไพรอายุหมื่นปีโดยบังเอิญในตอนแรกเขาไม่กล้านำมันออกมาจำหน่าย แต่หลังจากเขาได้ยินว่าจะมีการประมูลเกิดขึ้นเขาจึงตัดสินใจลองนำสมุนไพรต้นนั้นเข้าร่วมเมื่อสมุนไพรต้นนั้นถูกประมูลไปด้วยราคาที่สูงลิ่ว
เมื่อเขาไปรับเงินเขากลับถูกปกป้องและปิดบังสถานะอย่างเข้มงวดจนกระทั่งเงินทุกเหรียญทองที่เขาได้รับหลังจากหักค่าใช้จ่ายๆ ต่าง ไปแล้วสามารถทำให้เขาและตระกูลร่ำรวยขึ้นมาได้ภายในพริบตา ระยะเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาในเมืองดาราทมิฬกันอย่างไม่ขาดสายจนมาถึงวันประชุมครั้งประวัติศาสตร์
เหล่าเจ้าเมืองเล็กใหญ่พร้อมคณะเริ่มเดินทางเข้ามายังห้องโถงขนาดใหญ่ที่ติดตั้งค่ายกลไว้รอบๆ มีการจัดโต๊ะเก้าอี้ไว้อย่างเป็นระเบียบ แบ่งตามระดับความสำคัญของบุคคลโดยลูกหลานและผู้ติดตามของเหล่าเจ้าเมืองจะอยู่รอบนอกสุดถัดมาจะเป็นเจ้าเมืองขนาดเล็กและใหญ่นั่งรวมกันโดยเจ้าเมืองขนาดเล็กมีจำนวนสองร้อยสี่สิบเมืองที่เข้าร่วม และเจ้าเมืองขนาดใหญ่จำนวนหนึ่งร้อยแปดเมือง ตรงหน้าสุดจะเป็นกษัตริย์ทั้งสองทวีปจำนวนสิบห้าพระองค์และยังมีเก้าอี้ที่อยู่ตรงกลางอีกหนึ่งตัว
เจ้าเมืองทั้งหมดทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้โดยไม่มีเมืองไหนปฏิเสธเลยเพราะพวกเขารู้ความสำคัญของการประชุมในครั้งนี้เป็นอย่างดี เฟิ่งหยูเดินนำกษัตริย์ทั้งห้าพระองค์ของทวีปฟ้าครามกษัตริย์ทวีปวายุเพลิงห้าพระองค์พร้อมกับกษัตริย์ที่ถูกแต่งตั้งให้ไปปกครองยังอาณาจักรดาราทมิฬเข้ามายังห้องโถงใหญ่ทุกสายตาจับจ้องไปยังพวกเขาทั้งสิบหกคนเมื่อทั้งสิบห้าคนนั่งลงยังประจำตำแหน่งของพวกเขา
“คารวะ องค์กษัตริย์” เฟิ่งหยูกล่าวขึ้นเป็นคนแรก
“คารวะองค์กษัตริย์”ทุกคนในห้องโถงต่างกล่าวออกมาพร้อมกันเสียงดังกึกก้อง
กษัตริย์เหวินฉิงลุกขึ้นพร้อมกับกล่าว
ทุกท่านเชิญนั่งได้ เฟิ่งหยูเชิญนั่งประจำตำแหน่งของเจ้าด้วย
“ขอบพระทัย ฝ่าบาท”
“ขอบพระทัย ฝ่าบาท”
กษัตริย์เหวินฉิงจึงเริ่มกล่าวนำ
“ที่พวกเราจัดการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์อยู่สองประการที่ต้องการความร่วมมือจากทุกคนในที่นี้พวกท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าตอนนี้ทวีปดาราทมิฬถูกหลอมรวมเข้ากับทวีปฟ้าครามของเราแล้วตอนนี้พวกเราปรึกษาหารือและได้รับความเห็นชอบจากกษัตริย์ทั้งสิบพระองค์ที่อยู่ด้านหน้าเรียบร้อย”
“พวกเราอยากจะขอถามความสมัครใจจากพวกท่านทุกคนที่มาจากทวีปวายุเพลิงว่าจะเป็นไปได้ไหมที่พวกเราจะหลอมรวมให้กลายเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้มาตราฐานเดียวกันในการปกครองจะไม่มีทวีปใด ๆ ในโลกนี้อีกต่อไป จะมีเพียงชื่อของโลกใบนี้เป็นสัญลักษณ์หากพวกท่านยินดีที่จะร่วมเป็นหนึ่งกับพวกเรา พวกเรารับรองว่าจะไม่มีการแบ่งแยกใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่ชื่อทวีปทั้งสองจะหายไป และจะไม่มีสงครามระหว่างทวีป หรือระหว่างเมืองอีกต่อไป”
เสียงดังไปทั่วบริเวณที่นั่งของทวีปพายุเพลิงต่างคนต่างคิดเห็นต่างกันออกไป บางคนกล่าวว่า พวกเขาสามารถดูแลตัวเองได้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทวีปฟ้าคราม บางคนก็สนับสนุนให้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน
“ส่วนเรื่องที่สองเป็นเรื่องที่จะช่วยให้ท่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นเรื่องนี้มีคนที่รู้เรื่องดีที่สุดคือเจ้าเมืองจินเฟิงเฟิ่งเจ้าช่วยอธิบายให้พวกเขาได้เข้าใจหน่อย”
“ขอรับองค์กษัตริย์”
“ข้าเฟิ่งหยู เจ้าเมืองจินเฟิง”
เพียงเฟิ่งหยูประกาศตัวออกมาเสียงทุกเสียงเงียบกริบพวกเขาหันมามองยังเฟิ่งหยู พวกเขารับรู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับวีรกรรมของเฟิ่งหยูแต่ไม่เคยพบเจอหรือเห็นตัวจริงของเฟิ่งหยู
“เรื่องที่ข้าจะกล่าวต่อไปนี้ไม่ได้บังคับให้พวกท่านเชื่อแต่มันคือเรื่องจริง โลกของเราใบนี้ถูกผนึกมานานนับล้านปีแล้ว และสาเหตุก็เนื่องมาจากโลกของพวกเราอ่อนแอมีผู้ที่แข็งแกร่งน้อยมาก พวกเขาจึงใช้วิธีผนึกโลกใบนี้และทำให้มันกลายเป็นโลกที่หายสาบสูญไป”
“แต่อีกไม่นาน อย่างเร็ว ก็ภายในห้าปีนี้ อย่างช้าก็ร้อยปีโลกของเราจะถูกคลายจากผนึก โลกใบอื่นจะรับรู้ถึงการมีตัวตนของโลกใบนี้หากพวกท่านคิดว่าพวกเราแข็งแกร่งแล้วพอจะสู้กับพวกเขาได้ ข้าขอบอกว่าพวกท่านคิดผิด เพราะเพียงแค่พวกเขาเกิดมาระดับต่ำสุดของเด็กทารกของโลกอื่นก็อยู่ในระดับราชันย์เทวะแล้ว”
เสียงพูดคุยกันดังสนั่นไปทั่ว มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อในสิ่งที่เฟิ่งหยูพูดหลายคนพยายามจะลุกขึ้นถามเฟิ่งหยู เมื่อเห็นดังนั้น กษัตริย์เหวินฉิงจึงได้เอ่ยขึ้น
“ทุกท่านเงียบก่อน ฟังเฟิ่งหยูให้จบก่อน แล้วค่อยตัดสินใจตอนนี้อย่าเพิ่งพูดแทรก”
“สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือทรัพยากรในการบ่มเพาะทุกอย่างที่สามารถทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นพวกเขาจะไม่สนใจว่าพวกเราจะร้องขอยังไง แม้จะสังหารพวกเราหมดทั้งโลกพวกเขาก็ทำมาแล้วดังนั้น พวกท่านก็อย่าได้คิดเลยว่าพวกเขาจะสงสารหรือเวทนาพวกท่าน”
“ข้าได้ทราบเรื่องนี้มาหลายปีแล้วตลอดระยะเวลาข้าพยายามหาหนทางแก้ไขและสิ่งหนึ่งที่ข้าสามารถทำได้คือข้าสามารถฝึกฝนคนของพวกท่านให้สามารถแข็งแกร่งได้ภายในระยะเวลาอันสั้น หากพวกท่านต้องการให้คนของท่านแข็งแกร่งขึ้นพวกท่านก็มาเข้าร่วมกับพวกเรา หากพวกท่านไม่เข้าร่วมกับพวกเราข้าก็ไม่อาจจะช่วยเหลือพวกท่านได้”
“เมื่อถึงเวลาที่โลกของเราคลายผนึกข้าจะไม่ส่งกองกำลังใด ๆไปช่วยเหลืออย่างเด็ดขาด เพราะพวกท่านไม่เคยให้ความสำคัญกับพวกเราตั้งแต่แรกข้าขอให้พวกท่านคิดไตร่ตรองให้ดีก่อนให้คำตอบกับพวกเรา”
“แล้วพวกเราจะรู้ได้ยังไงว่าเรื่องที่เจ้าพูดเป็นความจริงเจ้าสามารถพิสูจน์ให้พวกเราเห็นได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เจ้าพูดมาทั้งหมดเป็นความจริง”กษัตริย์องค์หนึ่งของทวีปวายุเพลิงกล่าวถาม
“สิ่งที่ข้ากล่าวมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริงแต่ข้าไม่อาจจะบอกท่านได้ว่าข้าได้รู้ข้อมูลพวกนี้มาจากที่ใดแต่ข้าสามารถพิสูจน์ให้พวกท่านทุกคนได้เกี่ยวกับเรื่องที่ข้าสามารถทำให้คนของพวกท่านสามารถแข็งแกร่งได้ภายในระยะเวลาอันสั้นเพื่อป้องกันเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้ก่อน”
“ข้าจีกวานอู่ เจ้าเมืองกวานอู ขอถามท่านเฟิ่งหยูสักนิดท่านจะพิสูจน์ยังไง ให้พวกเราเชื่อถือท่านได้ท่านบอกจะฝึกคนให้แข็งแกร่งภายในระยะเวลาอันสั้น ข้าเองยังคงไม่เชื่อ ขอให้ท่านทำให้พวกเราได้เปิดหูเปิดตาหน่อยจะได้ไหม?”จีกวานอู่พูดด้วยน้ำเสียงที่เย่อหยิ่ง
“ท่านคงเป็นบิดาของจีกวานใช่หรือไม่?”
“ใช้บุตรชายของข้า คือจีกวานเขามีพลังยุทธ์ระดับนภาตั้งแต่อายุสิบสี่ปีนับเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของทวีปวายุเพลิงของพวกเราแล้ว”
“ท่านคงภูมิใจในตัวบุตรของท่านมากสินะ ถึงได้กล่าวเช่นนี้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า มันแน่นอนอยู่แล้ว บุตรของข้าอายุเพียงแค่สิบสี่ปีสามารถก้าวไปถึงระดับนี้ได้ข้าขอถามว่ายังมีใครที่สามารถเติบโตได้ไวกว่าเขาไหมในทวีปฟ้าครามของท่าน”จีกวานอู่พูดด้วยน้ำเสียงอันมั่นใจ จีกวานลุกขึ้นยืนพร้อมกับโค้งคับนับไปทั่วให้ทั้งท้องโถงนั้นได้รับรู้ตัวตนของเขา
“เช่นนั้นก็ดี ท่านรู้จักเด็กที่ชื่อเซียนหงหรือไม่ถ้าข้าเดาไม่ผิดเขาน่าจะเป็นบุตรของเจ้าเมืองเช่นเดียวกับเจ้า”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้ารู้จักดีเจ้าเด็กขยะนั่น เป็นบุตรของเซียนจงหยู เจ้าเมืองจงหยูอาณาจักรเดียวกับข้า นั่นไง เขานั่งตรงนั้นไง”จีกวานอู่พูดพลางชี้มือไปยังเซียนจงหยู ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลจากเขามากนัก
เซียนจงหยูลุกขึ้นพร้อมกับโค้งคำนับไปยังทุกคน
“เซียนหงเป็นบุตรของข้าเองข้าขออภัยที่ทำให้ทวีปวายุเพลิงของเราต้องอับอาย บุตรชายของข้าตั้งใจฝึกฝนแต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดฝีมือของเขาก้าวหน้าไปช้ามาก ข้าต้องขออภัยทุกท่านที่ทำให้ทวีปของเราต้องอับอายเช่นนี้”
“ท่านกล่าวผิดแล้ว ท่านเซียนจงหยู บุตรชายของท่านข้านำเขาไปฝึกฝนตั้งแต่ห้าวันที่แล้ว ตอนนี้ ข้าอยากรู้ว่าในห้องนี้ ใครในทวีปวายุเพลิงอยากจะประลองกับเขาบ้างหากใครสามารถชนะเขาได้ ข้าจะมอบโอสถระดับแปดให้จำนวนสิบเม็ด”
“อะไรนะ โอสถระดับแปดสิบเม็ด ท่านพูดเล่นหรือเปล่า?”จีกวานเอยขึ้นด้วยความตกตะลึง
เฟิ่งหยูนำโอสถระดับแปดจำนวนสิบเม็ดออกมาวางตรงหน้า พร้อม ๆกับเอ่ยขึ้นมา
“ข้าไม่จำกัดระดับพลังยุทธ์ พวกเจ้ามีความสามารถเอาชนะเขาได้ พวกท่านก็รับโอสถพวกนี้ไปได้เลย”
เฟิ่งหยูให้คนไปเรียกเซียนหงซึ่งอยู่ในห้องถัดไป เขาออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ตั้งแต่ตอนเช้าตรู่ของวันนี้เนื่องจากเขาได้ดื่มสุราเซียนหมื่นปีเพื่อเปิดจุดชีพจรทั้งหมดภายในครั้งเดียวโชคของเขายังถือว่าดีอีกด้วยเพราะภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ตอนนี้มีพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดหนาแน่นเป็นอย่างมากทำให้การฝึกฝนของเซียนหงก้าวหน้าเร็วกว่าปกติ หลายคนในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เริ่มก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองเลื่อนระดับกันอย่างถ้วนหน้า
พวกเขาทั้งหมดเดินออกมายังลานหน้าห้องโถงหลักที่ใช้ประชุมด้านหน้าจะเป็นลานโล่งกว้าง พอที่จะเป็นสนามประลองให้พวกเขาได้เซียนหงเดินตามเฟิ่งหยูมาด้วยความมั่นใจ เขาเดินไปตรงกลางลานประลองพร้อมกับกล่าว
“ข้าน้อยเซียนหง อายุสิบห้าปียินดีประลองกับทุกท่านที่อยู่ในทวีปวายุเพลิง”เซียนหงเอ่ยด้วยความมั่นใจ จีกวานกระโดนขึ้นไปพร้อมกับกล่าว
“ เช่นนั้นก็ดีวันนี้ข้าจะทำให้ขยะอย่างเจ้าอับอายจนไม่กล้ากลับทวีปวายุเพลิงของเรา”