จำเลยเถื่อน_End

    บทที่ 14 กลับบ้าน.... 50%

            “พี่เดฟพาลันกลับมาแล้ว!!....”


            เดซี่เห็นอัศม์เดชโอบประคองณัฐวลัญช์ เดินผ่านประตูบ้านเข้ามาอย่างระมัดระวัง ก็เปิดยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจ รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคนทั้งสองในทันที อย่างไม่รอช้า มณีวรรณซึ่งก็นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยกันกับเดซี่ ก็ลุกขึ้นเดินตามไปบ้างอีกคน


            “เดซี่ดีใจจังเลยที่พี่เดฟตามหาลันจนเจอ และพาลันกลับมาบ้านแล้ว”


            เดซี่ยื่นมือไปจับมือของณัฐวลัญช์เอาไว้มั่น พูดอย่างกระตือรือร้น ดีอกดีใจเป็นที่สุด


            “ลันก็ดีใจที่ได้เจอคุณเดซี่อีกครั้งค่ะ”


            ณัฐวลัญช์ก็ยื่นมือเรียวเล็กไปโอบกุมทาบทับมือของเดซี่เอาไว้ กล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่มีสีหน้าท่าทางเศร้าหมอง ให้เห็นเลยแม้แต่น้อย และพอหันไปเห็นมณีวรรณเดินมาทางด้านหลังของเดซี่ ณัฐวลัญช์ก็ส่งยิ้มไปให้มณีวรรณบางๆ


            “สวัสดีค่ะคุณท่าน หนูขอโทษนะคะที่หนีไปอย่างนั้นน่ะค่ะ”


            ณัฐวลัญช์ยกมือเรียวเล็กขึ้นไหว้ กล่าวขอโทษขอโพยมณีวรรณ เมื่อเห็นว่ามณีวรรณเดินเข้ามาใกล้ๆ  ซึ่งมณีวรรณนั้นเป็นผู้หญิงที่มีเหตุมีผล ไม่คิดร้าย ไม่อาฆาตพยาบาท จึงทำให้ณัฐวลัญช์เคารพและนับถือ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกันก็ว่าได้


            “มาขอโท้งขอโทษทำไมกัน หนูไม่ได้ทำผิดอะไร ลูกชายแม่ต่างหากล่ะที่ผิด ทำตัวไม่ดี ลูกเมียจึงหนีหายไม่อยากอยู่ด้วยอย่างนี้น่ะ และต่อไปนี้ก็อย่าเรียกแม่ว่าคุณเคิณเลยนะ หนูก็เป็นลูกสะใภ้ของแม่ เราถือเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ให้เรียกว่าแม่อย่างที่ตาเดฟเรียกเถอะ ไป ไป... เข้าไปนั่งพูดคุยกันที่ที่ห้องนั่งเล่นกันดีกว่า”


            มณีวรรณยิ้มบางๆ อย่างผู้ใหญ่ใจดี ยกมือขึ้นรับไว้ ก่อนชักชวนกันเข้าไป พูดคุยไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันที่ห้องนั่งเล่น


            อัศม์เดชไม่คิดจะปล่อยมือใหญ่จากการ โอบประคองณัฐวลัญช์เลย คงโอบประคองอยู่อย่างนั้น และพาเดินไปยังห้องนั่งเล่น ตามคำชักชวนของผู้เป็นมารดาบังเกิดเกล้า ด้วยท่าทีที่ทะนุถนอมเอาอกเอาใจณัฐวลัญช์อย่างเต็มที่ ทั้งสีหน้าของเขา ก็ไม่มีความเศร้าหมองอมทุกข์ให้เห็นกันอีกเหมือนวันก่อนๆ


            “ไหนเล่ามาสิว่าเราไปอยู่ไหน ทำอะไรยังไง”


            เมื่อทุกคนได้พากันเข้าไปนั่งในห้องนั่งเล่นกันเรียบร้อยแล้ว มณีวรรณจึงถามณัฐวลัญช์อย่างใคร่รู้ และเป็นห่วงเป็นใย เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ แถมตั้งครรภ์ด้วย หนีออกไปอย่างนี้ ถือว่าค่อนข้างอันตรายอยู่พอสมควร


            “คือ!!... ลันออกจากโรงพยาบาลไปก็................ ซึ่งก็ตามนี้แหละค่ะ”


            ณัฐวลัญช์เล่าเรื่องราวความหลัง ให้มณีวรรณและเดซี่รับฟัง คนทั้งสองรวมทั้งอัศม์เดชด้วยที่อยากรู้ ก็ตั้งใจฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จนกระทั่งณัฐวลัญช์เล่าจนจบ


            “พี่มันไม่ดี เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีเหตุผล อาฆาตแค้นไปทั่ว จนทำให้ลูกเมียต้องไปตกระกำลำบากอย่างนี้”


            อัศม์เดชมีสีหน้าหม่นหมองเศร้าสลดใจ และรู้สึกผิดไปกับเรื่องราวที่ณัฐวลัญช์เล่ามา จึงได้พูดต่อว่าต่อขานตัวเองออกมา


            “พึ่งรู้หรือยะ!! ว่าตัวเองไม่ดี เอาแต่ใจตัวเองน่ะฮึ!!”


            มณีวรรณพูดกระแนะกระแหนเจ้าลูกชาย อย่างเหลืออด เพราะที่ตอนที่มณีวรรณเคยเตือนก่อนหน้านี้ ไม่คิดจะยอมฟังกันบ้างเลย จะต้องให้เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาซะก่อนถึงจะยอมสำนึก ดีเท่าไรแล้วที่ณัฐวลัญช์ยอมให้โอกาส และกลับบ้านด้วยกันอย่างนี้น่ะ


            “แหม! คุณแม่ครับ ตอนนี้ผมสำนึกผิดแล้วนะครับ ผมจะปรับปรุงตัวเองใหม่ และผมจะดูแลลูกเมียเป็นอย่างดี ไถ่โทษที่ผมเคยทำไม่ดีกับเขาเอาไว้”


            อัศม์เดชพูดไปก็กระชับอ้อมแขนแกร่ง ที่โอบกอดเอวที่ขยายของณัฐวลัญช์เข้าหาตัวมากขึ้นอีก


            ณัฐวลัญช์นั่งฟังสองแม่ลูกพูดคุย ต่อล้อต่อเถียงกันไปมา ก็ได้แต่ยิ้มบางๆ ให้คนนั้นทีคนนี้ที ไม่ออกความคิดเห็นอะไรออกมา ซึ่งเธอก็จะคอยดู ตามที่อัศม์เดชพูดว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาจะทำได้จริงตามที่พูดเอาไว้นั้นหรือไม่



    ๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘๑๘

    คล้ายกับเรื่องจำเลยเถื่อน_End ที่คุณอ่าน