เล่มที่ 1 บทที่ 25 ก็ข้ารอเจ้าอยู่ไงเล่าอู๋ซ๋าจ่าย
บนเส้นทางที่มุ่งสู่มณฑลใหญ่ภาคกลาง.... เหงื่อของอู๋ซ๋ายจ่ายหยดลงติ๋งๆ ปานไม่รู้จักหมดสิ้น" อ๋อยย เหนื่อยสุดท้ายก็ถึงที่พอให้ได้พักบ้าง " กล่าวพลางปาดเหงื่อไปพลาง แม้เส้นทางสายนี้จะมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่เป็นระยะแต่กลับไม่อาจปิดกั้นความร้อนที่ส่องลงมาจากเบื้องบนได้ ร้อนปานนี้หากมีนกบินตกลงมาตายก็มิใช่เรื่องแปลก ที่ไกลออกไปเป็นเพิงพักที่เคยเป็นร้านอาหารเล็กๆให้ผู้คนสัญจรผ่านไปมาได้แวะพัก แต่กลับกลายเป็นเพิงร้างไปเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ เพราะมีข่าวว่าเส้นทางที่ทอดสู่มณฑลใหญ่ภาคกลางเส้นนี้มีมารร้ายที่ชนชาวยุทธ์เรียกว่ามารด้ายแดงออกอาละวาดคอยสังหารผู้คน แต่เมื่ออู๋ซ่าจ่ายมองไปคล้ายมีคนอยู่ภายในเพราะเห็นเป็นจุดดำๆห้าหกจุดเพียงแต่ยังอยู่ในระยะที่ไกลอยู่มากเขาจึงเห็นไม่ชัดสภาพภายในที่อยู่ภายในเพิงร้างชัดเจน ขณะอู๋ซ๋าจ่ายเร่งรีบเดินออกไปเพื่อให้ถึงเพิงพักร้างโดยไว เพียงแวบเดียวที่เขาหันไปปาดเหงื่อที่หยดไหลลงดวงตาจนแสบแปล๊บขึ้นมา พอเขาหันกลับมาที่ด้านหน้าพลันปรากฏร่างชายชราผู้หนึ่งที่มีรูปร่างเล็กตัวเตี้ยเครายาวสะพายภาชนะที่สานจากไม้ไผ่ปุเปื่อยคล้ายย่ามไว้ข้างหลังมีแผ่นหนังเก่าๆม้วนอยู่ภายใน ท่าทางการเดินเหินของชายชราก็เต็มไปด้วยความอ่อนล้าอยู่บ้าง " อายุก็ปูนนี้แล้วถึงกับมาเดินอยู่บนเส้นทางเปลี่ยวเช่นนี้ "อู๋ซ๋าจ่ายมองดูชายชราที่เดินอยู่เบื้องหน้า เหตุที่ตัวเขาเองต้องมาเดินบนเส้นทางที่ผู้คนไม่ใคร่สัญจรกันนักในเวลานี้ เนื่องเพราะเป็นเส้นทางที่ช่วยย่นระยะทางที่สุด หากเขาเลือกใช้เส้นทางอื่นก็ต้องเสียเวลาเป็นสองเท่าจากแปดวันเพิ่มเป็นสิบหกวัน ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะใช้เส้นทางนี้เพื่อเดินทางไปยังมณฑลใหญ่ภาคกลาง เมื่ออู๋ซ่าจ่ายเดินไปจนทันชายชราร่างเล็กจนเห็นเสื้อผ้าที่ทั้งซีดและมีรอยปุอยู่หลายที่ของเขา จึงร้องทักไปว่า " ท่านลุง ไฉนเดินช้านักเล่า " ชายชราร่างเล็กผู้นั้นถึงกลับตอบโดยไม่หันมามองเขาว่า " ก็..ข้ารอเจ้าอยู่ไงเล่า..อู๋ซ๋าจ่าย " น้ำเสียงที่ลากยาวเล็กน้อยและแผ่วเบาแฝงไปด้วยความอ่อนล้าและระโหยโรยแรง เขามองดูชายชราร่างเล็ก ‘พูดแปลก’ เขาคิดแถมท่านลุงคนนี้ยังรู้อีกว่าเขาชื่ออู๋ซ๋าจ่าย แต่เขาเป็นคนกว้างขวางตระเวนไปทั่วสารทิศ ลุงคนนี้อาจเคยเห็นหรือรู้จักเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดเขาคิด เมื่อเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วยกัน อู๋ซ๋าจ่ายเพิ่งพบว่าชายชราผู้นี้ถึงกับตาปิดลงข้างหนึ่ง ลืมตาเพียงข้างเดียว เขาสำรวจมองชายชราให้ละเอียดกว่าเดิม ทำให้อู๋ซ๋าจ่ายคิดถึงยอดคนผู้หนึ่งขึ้นมาในใจ ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง เขาถึงกับหลุดเสียงหัวเราะที่พยายามกลั้นไว้ออกมา " อุ๊บ!! ฮ่าๆๆ ขออภัย อุ๊บฮ่าๆๆๆๆ "เขาถึงกับหลุดขำออกมาจนแทบจะหยุดไม่ได้ " อย่าบอกนะว่าลุงคือเซียนฟ้าพยากรณ์ ฮ่าๆๆ " " ถ้า...ข้าบอกว่าใช่ ถ้าเจ้าเชื่อก็คือใช่ ถ้า..ข้าบอกว่าใช่ เจ้ามิเชื่อ มีอันใดต่าง..กัน " ชายชราร่างเล็กตอบ " ช่างเหมือนนักๆ ฮ่าๆๆอุ๊บ! "อู๋ซ๋าจ่ายขนาดปิดปากตนเองไว้ยังไม่อาจห้ามเสียงขบขันออกมาได้ ชายชราผู้นี้ถึงกับกล้าปลอมเป็นเซียนฟ้าพยากรณ์ ถึงกับมีคนกล้าคิดเช่นนี้อยู่จริงๆ ขนาดเขายังไม่กล้าใช้คำเซียนฟ้าพยากรณ์ เพียงใช้เทพพยากรณ์เท่านั้น " ข้าอู๋ซ๋าจ่ายนับถือลุงจริงๆ ถึงกลับลืมตาข้างเดียวได้เหมือนนัก ลุงอย่าบอกนะว่าข้างหลังในย่ามไม้ไผ่นั้นเป็นแผ่นยันต์ 12 นักษัตร " อู๋ซ๋าจ่ายถามขึ้น เนื่องจากเขาทราบดีว่าเซียนฟ้าพยากรณ์ที่เป็นหนึ่งในหนึ่งหลวงจีน สองมาร สามเซียน สี่อสูร เป็นผู้ที่มีร่องรอยเร้นลับที่สุด ปรากฏตัวในสถานที่ต่างกันไป รู้เพียงว่าเป็นชายที่ปิดตาลงข้างหนึ่งที่แสดงความเคารพฟ้า ให้คอยย้ำเตือนตนเองว่าอย่าได้เปิดเผยความลับของฟ้า ยอดคนประหลาดผู้นี้ใช้ยันต์สิบสองนักษัตรเป็นเครื่องมือทำนายโชคชะตาโดยคำนวณจากรอยพับของแผ่นยันต์ทั้ง 12 ใบ ทั้งยังใช้เป็นอาวุธนอกสารบบ อู๋ซ๋าจ่ายเมื่อเขาเห็นชายชราร่างเล็กผู้นี้หลับตาลงข้างหนึ่ง กับม้วนหนังที่อยู่ข้างหลังยังอุตส่าห์สรรหามา จึงนับถือว่าชายชราผู้นี้ช่างกล้าปลอมเป็นเซียนฟ้าพยากรณ์ได้ ชายชราร่างเล็กเตี้ยยังคงไม่ตอบ เพราะที่เบื้องหน้าไกลออกไปคล้ายปรากฏเหตุการณ์วุ่นวายหนึ่งขึ้น อู๋ซ๋าจ่ายเมื่อเดินมาถึงจุดนี้ เริ่มเห็นภายในเพิงร้างชัดขึ้น เขาเพ่งมองเข้าไปภายใน เพิงร้างชั้นเดียวที่เปิดโล่งนั้น เป็นผู้คนห้าหกคนแต่งกายใส่ชุดเกราะของทหารอยู่ ที่เลยห่างออกไปบนเส้นทางที่ทอดยาวมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นทั้งสองฟาก บังเกิดเป็นกลุ่มควันโขมงเหมือนมีขบวนคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวมาด้วยความไวสุดแสน คนห้าหกคนที่แต่งกายใส่ชุดเกราะทหารที่อยู่ในเพิงร้างพลันเคลื่อนออกจากเพิงร้าง ไปตั้งแถวยืนขวางขบวนนี้ไว้ เมื่ออู๋ซ๋าจ่ายเข้าไปใกล้บริเวณเพิงร้างยิ่งขึ้น พอเขาเห็นชัดตาเท่านั้นถึงกับเต้นผางขึ้นทีหนึ่ง กลุ่มควันโขมงเหมือนขบวนคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าเขามองไม่ผิดกลับเป็นชายชราผมเผ้ายาวยุ่งเหยิงจนปลิวไสวไปกับสายลม สะพายกระบี่สีดำที่ด้ามจับยาวไว้ข้างหลังกำลังยืนบนรถลากสีแดงเพลิง ชายชราผู้นั้นชูมือกางกรงเล็บขึ้นเหนือศีรษะตลอดเวลา แต่ที่ทำให้อู๋ซ๋าจ่ายเต้นผางขึ้นคือ ที่มันใช้เทียมรถลากต่างม้าลาของมันกลับเป็นชนชาวยุทธ์ที่คล้ายสติเลื่อนลอยหลายสิบคนทั้งชายหญิงวิ่งอยู่ด้านหน้ารถลากสีแดงเพลิงที่ศีรษะของชนชาวยุทธ์ที่ต่างม้าลาเหล่านี้ถึงกลับมีด้ายแดงเจาะยึดกระโหลกศีรษะของทุกคนไว้ ด้ายแดงบนศีรษะของทุกคนล้วนขึงตึงพุ่งออกจากใต้กรงเล็บที่กางออกของชายชราผมเผ้ายุ่งเหยิงผู้นี้เอง พลันชายชราร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้าอู๋ซ๋าจ่าย ลูบเครายาวตรงคางทอดถอนใจ ก่อนกล่าวเอ่ยเอื้อนขึ้นมาเบาๆ.. " อนิจจา..หรือฟ้าลิขิต..เช่นนี้จริงๆ..." เขาหยุดลงครู่หนึ่ง พอดีมีลมพัดมาวูบหนึ่ง เขาจึงเอ่ยต่อคล้ายรำพึงให้สายลมที่พัดมาฟัง " คัมภีร์สวรรค์ เทพหัศจรรย์จุติ มังกรศิลาเลื้อยคืนขึ้นฟ้า มังกรพสุธาฟื้นตื่นจากหลับ จ้าวกระบี่สวรรค์หวนคืน มหามวลมารกลืนสิ้นเก้าจักรวาล " อู๋ซ๋าจ่ายพอฟังมองแสงแดดที่ร้อนจนร่างเขาจะสุก คำนึงถึงลุงที่ทำตัวประหลาดยังมีอารมณ์สุนทรี ช่างไม่ดูดินฟ้าอากาศเสียบ้างเลย จึงทักท้วงขึ้นว่า " ลุงไฉนมามีอารมณ์ศิลปินในห้วงเวลาเช่นนี้ " ......................................