ฟางไท่หยางลงจากห้องพักในโรงเตี๊ยมั้แ่ฟ้ายังไม่สาง เขาและฮุ่ยเฟินได้สอบถามเฒ่าแก่แล้วว่าแม่นางหลินจิงยังไม่ได้ออกไป จึงมาจิบชารอในบริเวณด้านล่าง ในมุมลับสายตาที่ถ้าไม่สังเกตจะมองไม่เห็น จนสายตาเหลือบเห็นแม่นางผู้นั้นเดินลงบันไดมา..
“ท่านลุง ซาลาเปาที่ข้าสั่งไว้ท่านเตรียมเรียบร้อยหรือยังคะ”
“เสร็จแล้ว..ข้าห่อผ้าให้แล้ว และใส่หมั่นโถวนึ่งใหม่ ๆ ให้เ้าไปอีกสองสามลูกด้วยนะ เอาไว้ทานระหว่างเดินทางนะแม่นาง” เฒ่าแก่กล่าวกับนางด้วยความเอ็นดูและเป็ห่วง
“ขอบคุณท่านลุงกับอาผิงมาก ๆ ถ้าชีวิตนี้มีโอกาส ข้าจะกลับมาเยี่ยมท่านลุงนะคะ” หญิงสาวกล่าวขอบคุณด้วยความตื้นตันในน้ำใจของสองพ่อลูกที่ดูแลช่วยเหลือนางมาั้แ่เมื่อวาน แล้วรีบเดินออกจากโรงเตี๊ยมนั้นไป
เ้าหญิงหนิงอันเดินไปตามทิศทางที่ได้สอบถามมาจากอาผิง นางต้องเดินทางขึ้นทางเหนือไปยังไท่โจว เพราะระยะทางถึงแม้จะไกล แต่ก็ใกล้กว่าเดินทางกลับเหอหนาน อีกทั้งใช้เวลาน้อยกว่าที่จะเดินทางออกนอกเขตแคว้นต้าซื่อ ยิ่งออกจากเขตแดนต้าซื่อได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งปลอดภัยจากอิทธิพลของเ้าชายกวงเฟยหลงมากขึ้นเท่านั้น คงต้องเสี่ยงไปตายเอาดาบหน้าแล้วกัน
เสด็จออกมาจากโรงเตี๊ยมได้เพียงชั่วครู่ ทันทีที่พ้นเขตเมืองพระองค์ก็เจอเข้ากับทหารสามนายที่ไล่ล่าและยังวนเวียนหาพระองค์ในระแวกนี้ เพราะเชื่อว่าผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่กล้าเดินทางออกนอกเมือง ไปพักแรมกลางป่าแน่นอน อย่างไรก็ต้องพักอยู่ในเมือง และก็มีโรงเตี๊ยมไม่กี่แห่ง พวกเขาตระเวนตรวจตราหน้าโรงเตี๊ยมสลับกันไปั้แ่เมื่อวานแล้ว ในที่สุดก็เจอตัวเ้าหญิง พวกเขาสะกดรอยตามเ้าหญิงมาจนพ้นเขตเมือง เมื่อสบโอกาสจังหวะที่ไม่ค่อยมีคนจึงลงมือ
ทหารทั้งสามคนเดินมาขวางหน้าเ้าหญิงไว้ ทรงตกพระทัยและหันหลังกลับจะวิ่งหนี แต่ทหารกลับจับตัวพระองค์ไว้แล้วเอามีดจ่อขู่บังคับให้พระองค์เสด็จตามพวกเขาไป
พวกเขาหยุดพักให้เ้าหญิงที่ไม่คุ้นกับการเดินทางเท้าไกล ๆ ได้ทานอาหารกลางวัน ระหว่างที่เสวย ทรงรู้สึกได้เหมือนมีใครมองอยู่ จึงหันไปทอดพระเนตรเห็นทหารหนึ่งในสามคนที่กำลังจ้องพระองค์ด้วยสายตาที่ทำให้ขนลุกชัน พระองค์รีบหลบสายตาหันกลับมาสนใจที่ซาลาเปาในมือแทน ทหารคนนั้นลุกเดินเข้ามานั่งใกล้พระองค์ ใกล้จนถึงขั้นแขนชนท่อนพระกรเลยทีเดียว แล้วชะโงกหน้ามาพูดข้าง ๆ พระกรรณ
“ไหนไหน พระองค์ก็ต้องตาย ก่อนจะตายอยากลองมีความสุขกับหม่อมฉันหน่อยไหม...เผื่อหม่อมฉันติดใจจะแอบปล่อย ไว้ชีวิตพระองค์นะพระเ้าค่ะ”
เ้าหญิงทรงรีบผุดลุกขึ้นยืน พร้อมกับถอยห่างไปสองก้าว “สารเลว เราเชื่อว่าเ้าชายกวงเฟยหลงสั่งให้พวกเ้าจับตัวข้ากลับไปเพื่อเป็สนมของพระองค์ พวกเ้ากล้าทำเช่นนี้ไม่เกรงอาญาเ้าชายหรืออย่างไร”
“ทรงมีรับสั่งว่า...หากจับเป็ไม่ได้ ก็ให้จับตาย แล้วเอาพระศพกลับไปให้พระองค์ใช้งาน เพื่อป้ายความผิดให้กับไท่โจวต่อไปอย่างไรล่ะพระเ้าค่ะ...ทีนี้ทรงเห็นแล้วว่า หม่อมฉันก็ต้องกราบทูลว่าทรงต่อสู้ หม่อมฉันพยายามจับเป็แต่อาวุธมันไม่เข้าใครออกใคร หม่อมฉันจึงพลั้งมือฆ่าฝ่าาไงล่ะ...พระเ้าค่ะ” เมื่อมีอำนาจต่อรองสูงกว่า น้ำเสียงที่ใช้ตลอดจนสีหน้าจึงยียวน ไร้สิ้นซึ่งความยำเกรงในศักดินาเ้าหญิง
“ถอยไปนะ ข้าไม่ใช่เพื่อนเล่นที่เ้าจะมาหยอกล้อเล่นได้นะ” ทรงตวาดด้วยพระโทสะรุนแรง
“จุ๊จุ๊จุ๊...พระองค์คิดว่ามีอำนาจอะไรมาต่อรองหม่อมฉัน” พูดจบทหารผู้นั้นก็ใช้มือข้างหนึ่งคว้าโอบพระอังสาแล้วดึงเข้าประชิดตัว แล้วใช้ดาบในมืออีกข้างบังคับให้ทรงเสด็จเข้าไปในพงหญ้าข้างทาง ทหารอีกสองคนมองตาม แล้วก็หัวเราะให้กันอย่างเห็นเป็เื่สนุก
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ เ้าจะบังอาจเกินไปแล้ว” ทรงขืน และพยายามสะบัดพระวรกายออกจากแขนที่โอบรัดพระอังสาไว้ แต่ก็ไม่สามารถทานแรงของผู้ชายที่แข็งแรงกว่าได้
“ยังคิดว่าเป็เ้าหญิงสูงศักดิ์อยู่อีกหรือ จนขนาดนี้แล้วควรจะอ้อนวอนให้ข้าไว้ชีวิตเ้ามากกว่านะ”
มือใหญ่ หยาบกร้าน พยายามจาบจ้วง กดร่างเ้าหญิงลงกับพื้นหญ้า แล้วเอาตัวขึ้นคร่อมร่างบางเอาไว้ เ้าหญิงทรงทั้งกรีดร้อง ทั้งดิ้น สองมือปัดป้อง ทั้งผลักไสสุดแรง แต่ไม่สามารถสู้แรงชายได้ สุดท้ายจึงคว้าเอาก้อนหินข้าง ๆ องค์ที่ทรงกวาดมือไปเจอ แล้วฟาดไปที่ใบหน้าที่ลอยอยู่เหนือร่าง ทำให้มันโกรธมากจึงชกไปที่พระอุทรอย่างแรงจนพระองค์จุกจนไม่สามารถต่อสู้ และส่งเสียงร้องได้อีกต่อไป ได้แต่นอนนิ่ง พระกรสองข้างกุมพระอุทรที่เจ็บและจุก พระสติเริ่มเลือนราง น้ำพระเนตรไหลเป็ทาง การรับรู้สุดท้ายคือมือหยาบกร้านกำลังลูบไล้ ไหล่ขาวมนของพระองค์...