บทที่ 4 ความหวัง
เมื่อหลี่เซี่ยงอวิ๋นมาถึงยังโถงใหญ่ เขาก็ต้องใจนถอยหลังกรูด เมื่อได้เห็นใบหน้าชวนขนลุกของนักพรตชราอีกครั้ง
"เ้าหนู ดูเหมือนเ้าจะกลัวข้ามากนะ?"
"มะ ไม่ใช่ขอรับ"
"ฮ่า ๆ ไม่ต้องกลัว ข้าเป็นักพรตนะ จะทำร้ายเ้าได้อย่างไร" จางซงเผยรอยยิ้ม เดินเข้ามาใกล้พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "มา กินยานี่เข้าไป ถ้าเ้าทนได้ เ้าก็จะสามารถฝึกตนเป็เซียนได้"
"จริงหรือขอรับ" เมื่อได้ยินว่าสามารถฝึกตนได้ หลี่เซี่ยงอวิ๋นก็เผยสีหน้ากระตือรือร้นออกมาทันที
"แน่นอน ข้าไม่เคยหลอกเด็ก ๆ" จางซงยื่นยาให้
หลี่เซี่ยงอวิ๋นจ้องมองยาเม็ดนั้นอย่างพิจารณา ก่อนจะยื่นมือเล็ก ๆ ออกไปรับมาด้วยความลังเลเล็กน้อย จากนั้นก็โยนเข้าปากทันที
"อ๊าาา!"
ในชั่วพริบตา หลี่เซี่ยงอวิ๋นก็เบ้หน้าอย่างทรมาน ร่างกายล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง ตัวสั่นเทิ้มอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเป็ลมบ้าหมู ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็แน่นิ่งไป
"ท่านอาจารย์" ฟ่านเจิ้งผิงมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความลังเลที่จะเอ่ย
จางซงขมวดคิ้ว "เอาละ! กำจัดมันซะ ข้าจะลงเขาไปหาสมุนไพรต่อ เ้าอยู่เฝ้าวัดไว้ รอข้ากลับมา ถ้าเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ข้าจะเอาผิดกับเ้า"
"ขอรับท่านอาจารย์"
จางซงสะบัดแขนเสื้อ หันหลังกลับเข้าห้องไปเก็บข้าวของ ครู่ต่อมาก็เดินออกมาจากห้องพร้อมกับห่อผ้าสะพายหลัง จ้องมองไปที่ฟ่านเจิ้งผิง "เจิ้งผิง ข้ารู้ว่าเ้าเป็คนใจดี แต่เ้าต้องจำไว้ว่าเ้าเป็ผู้ฝึกตน ใจดีเกินไปไม่มีทางทำเื่ใหญ่ได้ ครั้งหน้าที่ข้ากลับมา ข้าหวังว่าเ้าจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว..."
“ขอรับ ท่านอาจารย์”
รอจนกระทั่งจางซงจากไป ฟ่านเจิ้งผิงก็ถอนหายใจอีกรอบ ก่อนจะอุ้มร่างของหลี่เซี่ยงอวิ๋นออกไป
ทางด้านซ้ายของลานบ้านมีประตูเล็กบานหนึ่ง ฟ่านเจิ้งผิงผลักประตูออกเบา ๆ ข้างหน้าปรากฏเป็หลุมขนาดใหญ่ หลุมนั้นส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว ฝูงแมลงวันบินว่อนราวกับก้อนเมฆ ศพจำนวนนับไม่ถ้วนกองทับถมกันอยู่ภายใน
ศพบางส่วนเพิ่งเริ่มเน่าเปื่อย ในขณะที่บางส่วนก็กลายเป็โครงกระดูกขาวโพลนไปแล้ว
ฟ่านเจิ้งผิงมองดูเพียงแวบเดียว ก่อนจะโยนร่างของหลี่เซี่ยงอวิ๋นลงไป เด็กน้อยที่เคยร่าเริงน่ารักในพริบตากลับกลายเป็อาหารโอชะของฝูงแมลงวันและมด
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาก็ผ่านไปเจ็ดวันแล้ว
“เ้าลิงโคลน เ้าอ้วนเฉิน บอกว่าเซี่ยงอวิ๋นเงียบไปหลายวันแล้ว เหมือนไม่อยู่ในห้องเลย”
ภายในห้องหมายเลขหนึ่ง ลู่หลีเอนกายพิงกำแพง ด้านข้างมีรูขนาดเล็กกว่ากำปั้น เสียงของฉินโซ่วเหรินที่เต็มไปด้วยความกังวลดังเล็ดลอดออกมาจากรูนั้น
หลังจากผ่านไปหลายวัน ทุกคนก็เปลี่ยนจากความหวาดกลัวในตอนแรกกลายเป็ความชาชิน
ทั้งสามคนต่างก็ใช้กำปั้นทุบกำแพงห้องที่อยู่ติดกันจนเป็รูเล็ก ๆ ส่วนห้องข้าง ๆ เฉินจงก็คือห้องของหลี่เซี่ยงอวิ๋น หลายวันมานี้ ไม่ว่าเฉินจงจะะโเรียกหลี่เซี่ยงอวิ๋นอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่มีเสียงตอบรับ
“ข้ารู้แล้ว” ลู่หลีตอบกลับอย่างแ่เบา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ภายในห้องนี้ นอกจากกำแพงที่กั้นระหว่างห้องซึ่งก่อด้วยอิฐแล้ว กำแพงทั้งสี่ด้านที่เหลือล้วนสร้างจากหินก้อนใหญ่ ไม่สามารถทำลายได้ เขาจนปัญญาที่จะหาวิธีหนีออกไปจากที่นี่
“พวกเรา… จะต้องตายหรือ?” เสียงของฉินโซ่วเหรินสั่นเล็กน้อย
“ไม่รู้” ลู่หลีไม่รู้จะปลอบใจอีกฝ่ายอย่างไร หากเขาเดาไม่ผิด คงจะเกิดเื่ไม่ดีกับหลี่เซี่ยงอวิ๋นขึ้นแล้ว อีกไม่นานก็คงจะเป็คราวของพวกเขา
อาศัยแสงสลัว ๆ ลู่หลียกมือซ้ายขึ้น จ้องมองลวดลายรูปหอคอยเล็ก ๆ บนฝ่ามือ พึมพำกับตัวเองว่า “เ้า… แท้จริงแล้วคืออะไรกันแน่”
เมื่อพิจารณาดูใกล้ ๆ เขาก็พบว่าบนหอคอยเล็ก ๆ นี้มีตัวอักษรสลักอยู่ นอกจากฐานหอคอยที่สลักว่า ‘แก้วสามสมบัติ’ สี่คำแล้ว จากล่างขึ้นบนทั้งสามชั้นยังสลักคำว่า ‘ดินแดน’ ‘มิติ’ ‘เวลา’อีกด้วย
“หอแก้วสามสมบัติ?” ลู่หลีพูดออกมาอย่างลืมตัว ในใจคิดว่า หรือว่านี่จะไม่ใช่ผี แต่เป็ของวิเศษอะไรสักอย่างกันนะ?
กริ๊ก...
ในขณะที่ลู่หลีกำลังจะพิจารณาดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
นักพรตหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดปีคนหนึ่งยืนอยู่ที่ประตู มองลู่หลีที่อยู่บนพื้นแล้วพูดว่า "ท่านอาจารย์ไม่อยู่ ออกไปสูดอากาศข้างนอกกันเถิด"
เขาคือฟ่านเจิ้งผิง
ออกไปได้?
อากาศบริสุทธิ์ที่ไม่ได้ััมานานไหลเข้ามาในห้อง ลู่หลีรีบลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ก้าวสามสี่ก้าวก็พุ่งออกมา หายใจเอาอากาศภายนอกเข้าไปเต็มปอด
ไม่นานนักฉินโซ่วเหรินและเฉินจงก็วิ่งออกมา
"ข้าจะฆ่าเ้า!" ทันใดนั้นเฉินจงก็ะโคำรามพร้อมกับโบกกำปั้นพุ่งเข้าหาฟ่านเจิ้งผิง
คิ้วของฟ่านเจิ้งผิงขมวดเล็กน้อย ในขณะที่อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาใกล้เขา ทันใดนั้นเขาก็ยกเท้าขึ้น เตะเข้าที่หน้าอกของเฉินจงอย่างแรงจนกระเด็นไปกระแทกกับกำแพงด้านหลัง
เฉินจงร้องออกมาคำหนึ่ง เืสด ๆ พุ่งออกมาจากปาก
สีหน้าของลู่หลีและฉินโซ่วเหรินเปลี่ยนไป รีบวิ่งเข้าไปพยุงเฉินจง
ฟ่านเจิ้งผิงส่ายหัว มองไปที่ทั้งสามคน "ข้าปล่อยพวกเ้าออกมาก็ถือว่าขัดคำสั่งอาจารย์แล้ว ถ้าพวกเ้ายังไม่เจียมตัว ข้าก็ทำได้แค่ขังพวกเ้าไว้เหมือนเดิม"
"เซียงอวิ๋นล่ะ พวกเ้าทำอะไรเซียงอวิ๋น!" เฉินจงยังคงดิ้นรนที่จะพุ่งเข้าไปหา ปากก็คำรามออกมา
"ถ้าเ้าหมายถึงเด็กคนนั้น ข้าบอกได้เลยว่า เขาตายแล้ว"
“ว่าอย่างไรนะ!”
ได้ยินดังนั้น ทั้งฉินโซ่วเหรินและลู่หลีต่างก็ชะงักงัน แม้ทั้งสองพอจะคาดเดาไว้บ้างแล้ว แต่พอได้ยินเช่นนี้ก็ยังรู้สึกรับไม่ได้
ฉินโซ่วเหรินกำหมัดแน่น กำลังจะพุ่งตัวออกไป แต่ลู่หลีก็คว้าตัวไว้ก่อน ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “กลับไป”
ฉินโซ่วเหรินทำสีหน้าไม่สบอารมณ์ เดินตรงดิ่งกลับห้องแล้วปิดประตูกระแทกดังปัง
เฉินจงมองลู่หลีอย่างตำหนิ สายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง ก่อนจะสะบัดตัวกลับห้องเช่นกัน
“เ้าฉลาดมาก แม้ข้าจะเป็แค่ขอบเขตก่อปราณระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่คนที่เด็กน้อยอย่างพวกเ้าจะรับมือได้” ฟ่านเจิ้งผิงมองเด็กหนุ่มผอมผิวคล้ำที่เตี้ยกว่าตนด้วยสายตาชื่นชม ก่อนจะหันหลังเดินไปยังเก้าอี้หินกลางลานพลางกล่าวว่า “คุยกันหน่อยเถิด”
ลู่หลีสูดหายใจเข้าลึก ๆ เดินตามไปช้า ๆ
เมื่อมาถึงเก้าอี้หิน ฟ่านเจิ้งผิงก็ตบไปที่ข้าง ๆ “นั่งลงสิ”
ลู่หลีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมนั่งลงโดยไม่เอ่ยคำใด
เมื่อเห็นว่าลู่หลีไม่พูด ฟ่านเจิ้งผิงจึงเริ่มพูดขึ้นเอง “จริง ๆ แล้วข้าก็เคยเป็เหมือนพวกเ้า โดนจับมาทดลองยา แต่ข้าโชคดีกว่าหน่อย เขาเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้เลยให้ยาปลุกรากิญญากับข้า และข้าก็ดันมีรากิญญาห้าธาตุ เขาจึงรับข้าเป็ศิษย์ คอยช่วยงานเขา หลายปีมานี้เขาสอนวิชาข้ามากมาย ข้ารู้สึกขอบคุณเขามาก แต่ก็ไม่อยากให้เขาฆ่าคนอีก... ข้าสับสน”
ลู่หลีเบิกตากว้างมองฟ่านเจิ้งผิงด้วยความประหลาดใจ คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายก็เคยโดนจับตัวมาเช่นกัน เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากขอร้อง “ในเมื่อเป็เช่นนี้ ท่านแอบปล่อยพวกข้าไปมิได้หรือ?”
ฟ่านเจิ้งผิงส่ายหน้า “ไม่ใช่ข้าไม่อยากปล่อยพวกเ้าไป แต่ข้าทำไม่ได้ พูดได้ว่าอาจารย์มีบุญคุณกับข้านัก หากข้าปล่อยพวกเ้าไป เมื่อเขากลับมาข้าคงไม่รอดแน่”
“ไปด้วยกันมิได้หรือ?”
ฟ่านเจิ้งผิงมองลู่หลีด้วยสายตาแปลก ๆ “เหตุใดข้าต้องไปด้วยเล่า อาจารย์กำลังทดลองการยาอยู่ หากสำเร็จเมื่อใด ข้าย่อมต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอน... บางทีอาจารย์อาจจะพูดถูก มนุษย์ควรภาคภูมิใจที่ได้เป็บันไดให้พวกเราก้าวเดิน”
ที่แท้ก็เพราะความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ความเมตตาที่มีเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไม่ขัดผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น
จากการพูดจาสองสามคำของอีกฝ่าย ลู่หลีก็เข้าใจความหมายของอีกฝ่ายแล้ว ที่แท้ ‘เซียน’ ก็ไม่ได้ไร้ความ้าอย่างที่ตนเองจินตนาการ บางทีอาจจะมีความโลภมากกว่ามนุษย์ธรรมดาเสียอีกกระมัง
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่หลีก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ทั้งสองเงียบไปครู่หนึ่ง ฟ่านเจิ้งผิงก็พูดขึ้นอีกว่า “ถึงข้าจะปล่อยพวกเ้าไปไม่ได้ แต่ข้าก็สามารถให้ความหวังแก่พวกเ้าได้...”