29 1-2
ตอนที่ 37 วิหคยักษ์สีคราม
เหลิงเจียวเหนียงแหงนศีรษะสูงสู่ฟ้า ทอดมองไปยังวิหคยักษ์สีครามที่กำลังสยายปีกลู่ลมลงจอดต่อหน้าต่อตา ภายในใจเริ่มรู้สึกหวั่นวิตกหนักขึ้นเรื่อยๆ
รอบตัวเวลานี้มีแต่ซากศพไม่สมประกอบของเหล่าองครักษ์ยาม ที่นี่ได้กลายมาเป็นทะเลสีเลือดประดุจนรกโลกันตร์
ขนนกสีครามน้ำเงินที่เรียงตัวเป็นระเบียบบนปีกปักษาเหล่านั้น ยามส่องกระทบกับแสงตะวันเบื้องบนฟากฟ้า ก่อให้เกิดเป็นความสวยงามปนพิสดารพันธุ์ลึกอย่างน่าประหลาด เหลิงเจียวเหนียงรู้สึกประหม่ากังวลจัด จนเหงื่อเย็นทะลักล้นไปทั่วฝ่ามือและหน้าผาก
แต่เมื่อเห็นขนนกสีครามน้ำเงินเปล่งประกายภายใต้แสงตะวันเหล่านี้แล้ว หัวใจดวงน้อยของเหลิงเจียวเหนียงกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างพรรณนาไม่ถูก
“แม่จ๋า...”
เด็กชายตัวน้อยนั่งขดตัวกอดเข่าแน่น ก้มศีรษะร้องห่มร้องไห้ออกมาด้วยหลายหลากอารมณ์ที่ซับซ้อน ทั้งรู้สึกหวาดกลัวและโหยหาคิดถึงผู้เป็นแม่ นัยน์ตาสีทองคู่นั้นสั่นไสวพร้อมมีหยดน้ำตาใสบริสุทธิ์รินไหลออกมา แต่ทันใดนั้นเอง คล้ายได้ยินสุ้มเสียงเหยียบพื้นหญ้าดังกรอบแกรบอยู่เบื้องหน้า ทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองก็พบว่าเป็น หมาป่าขนเทาตัวหนึ่งที่กำลังย่างกรายมาทางนี้
หมาป่าขนเทาตัวนั้นแหงนหน้าชูจมูกยาวขึ้นสูง มองไปที่วิหคยักษ์สีครามบนฟากฟ้า ก่อนเริ่มย่ำสี่ขาเดินตรงเข้าไปใกล้เหลิงเจียวเหนียงมากขึ้นและมากขึ้น
เหลิงเจียวเหนียงใจสั่นขวัญหนีดีฝ่อ กรีดร้องเสียงดังทั้งน้ำตา
“ไม่ ฮึก...ฮึก... อย่าเข้ามานะ...”
“วี๊ดดด!!”
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงกู่ร้องขับขานของวิหคยักษ์สีครามก็แผดดังสนั่นขึ้นเหนือหัว ทำเอาหมาป่าขนเทาตนนั้นและสมุนเคียงข้างถึงกับแตกฝูง แยกย้ายกระจัดกระจายกลับเข้าป่าลึกกันไปคนละทิศละทาง ไม่กล้ารั้งรออยู่ต่อ
เหลิงเจียวเหนียงยิ่งทวีความตกใจขวัญเสียอย่างหนัก ร้องห่มร้องไห้น้ำตาไหลพรากเสียงดังกล่าวเดิม
“ฮือออ...แม่จ๋า! แม่จ๋าอยู่ที่ไหน! ฮืออออ...”
วิหคยักษ์สีครามตนนั้นเอียงศีรษะปั้นหน้าฉงนใจเล็กน้อย ขณะเดียวกันก็ยกปีกปักษาอันนุ่มฟูทรงสง่า ยื่นออกไปลูบไล้ศีรษะน้อยๆของเหลิงเจียวเหนียงอย่างอ่อนโยน
ทว่าเด็กชายตัวน้อยกลับชะงักค้างแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินทันตา เนื้อตัวสั่นเทาไม่หยุดเนื่องด้วยความตกใจ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงด้วยซ้ำ อย่างไรเสีย สภาวะจิตตกขวัญผวาปานนี้ เขาหรือจะสามารถควบคุมอาการสะอื้นน้ำตาแตกของตนได้เยี่ยงไร?
ธารน้ำตาสองสายไหลอาบทั่วใบหน้าจนวิสัยทัศน์การมองเห็นพร่ามัวไปหมด แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังคงตระหนักได้ลึกๆภายในใจว่า วิหคยักษ์สีครามตนนี้คล้ายกับกำลังลูบไล้ศีรษะของตนอยู่
แม้อาการขวัญเสียจะดีขึ้นกว่าก่อนหน้า แต่ทว่าความกลัวที่มีต่อวิหคยักษ์สีครามก็ยังคงมีอยู่ไม่จางหายไปไหน
“อย่ากินข้าเลย ขะ-ข้า...แม่จ๋าของข้าทรงพลังไร้เทียมทาน หากเจ้ากล้ารังแกข้าเมื่อใด แม่จ๋าของข้าจะ...จะ...”
เหลิงเจียวเหนียงสำลักพูดต่อไม่ออก เหม่อมองวิหคยักษ์สีครามตัวใหญ่มหึมาตรงหน้าด้วยความยำเกรง
แค่ตัวมันก็มีขนาดใหญ่กว่าเรือนพิรุณจรัสทั้งหลังแล้ว ต่อให้ท่านแม่ของเขาปรากฏกายอยู่ตรงนี้ ก็เกรงว่ายากเกินกว่าจะเอาชนะได้...
แต่ถึงแบบนั้นก็เถอะ! ในเมื่อปากเก่งพูดจาขู่ไปแล้วตั้งครึ่งทาง จะให้หยุดกลางคันเช่นนี้ถือว่าเสียศักดิ์ศรี!
“แม่จ๋าจะจับเจ้าถอนขนให้หมดตัวเลย!”
วิหคยักษ์สีครามตนนั้น “....”
ต่างฝ่ายต่างมองหน้าสบตากันอยู่สักครู่ สรรพสิ่งรอบตัวประหนึ่งหยุดนิ่ง
ภายหลังไม่กี่อึดใจ จู่ๆวิหคยักษ์สีครามตนนั้นก็ลดศีรษะลงเข้าชิดใกล้ ทั้งยังใช้หน้าผากขนปุยสีครามน้ำเงินขนาดใหญ่ยักษ์ลูบไล้ไปตามใบหน้าของเหลิงเจียวเหนียง เพื่อเช็ดคราบน้ำตาที่เปรอะเปื้อนให้
เหลิงเจียวเหนียงพูดไม่ออก “....”
หรือเป็นไปได้ไหมว่า วิหคยักษ์ตนนี้กำลังต้องการเช็ดเนื้อเช็ดตัวเขาให้สะอาดก่อนกิน? เหมือนกับเวลาเราทำอาหาที่ต้องล้างผักล้างเนื้อก่อน?
แต่...แต่ข้าตัวเล็กแค่นี้เอง มันจะอิ่มเหรอ? แน่ใจรึว่าจะกินน่ะ?? แน่ใจแล้วจริงๆนะ??!
“ฮือออ...ฮือออ...ฮือออ.... แม่จ๋า! แม่จ๋าช่วยลูกด้วย!! ฮือออ...”
ยิ่งเห็นว่าเหลิงเจียวเหนียงร้องไห้หนักขึ้น วิหคยักษ์สีครามก็ยิ่งเอียงศีรษะ คู่คิ้วเรียงยาวขมวดแน่นเจือแวววิตกกังวล
ทันใดนั้นเอง มันได้ใช้จะงอยปากคาบร่างของเหลิงเจียวเหนียงโยนขึ้นไปบนแผ่นหลังของมัน แล้วกางปีกปักสาคู่สง่างดงามพร้อมบินทะยานสู่ห้วงนภาสูงในทันใด
เหลิงเจียวเหนียงหวาดกลัวจนแทบอยากกรีดร้องออกมา เนื้อตัวแข็งเกร็งไปทั้งร่าง มือไม้ทั้งสองข้างกุมจับขนนกสีครามน้ำเงินบนแผ่นหลังที่อ่อนนุ่มของวิหคยักษ์สีครามเอาไว้แน่น
“กรี๊ดดด!!”
ด้วยความวิตกจริตเกินกักเก็บภายในใจได้ไหว สุดท้ายเขาก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมาโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
แต่อย่างไร ทั้งความกลัวและกังวลก่อนหน้าที่คิดจินตนาการไว้กลับมิได้เกิดขึ้นจริง ในทางตรงกันข้าม บนแผ่นหลังของวิหคยักษ์สีครามตนนี้กลับให้ความรู้สึกนุ่มสบายและปลอดภัยเป็นอย่างมาก
เขาค่อยๆลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ ก่อนพบว่าตัวเองกำลังขี่หลังของเจ้าวิหคยักษ์ตนนี้อยู่
“จิ๊บ..จิ๊บ...”
เหลิงเจียวเหนียงแอบตกใจกับตัวเองไม่น้อย เสียงร้องขับขานของมันในคราวนี้ฟังดูอ่อนโยนและน่ารัก แตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่ทั้งดุร้ายกร้าวร้าวโดยสิ้นเชิง หรือข้ากำลังขวัญเสียจนเห็นภาพหลอนเข้าแล้ว?