ผมก็แค่เชฟที่ผ่านทางมา

    บทที่26 อา...อร่อยชิบหาย...ชิบหาย !

    ‘ ที่นี่ค่อนข้างแคบมากเลย พื้นที่ก็น้อย โต๊ะเก้าอี้ก็ไม่ค่อยเยอะ ไม่ว่าอะไรก็ดูธรรมดาไปหมด ยังดีที่ภายในร้านค่อนข้างสะอาด หากไม่แล้วคงเป็นร้านห่วยๆร้านหนึ่ง ’ ฟิวเจอร์กวาดตามองประเมินรอบๆด้วยสายตาอันหยิ่งยโส
    สําหรับการประเมินครั้งนี้จัดได้ว่าธรรมดาเกินไป เขาชักสงสัยซะแล้วสิว่าไอ้เหตุการณ์เมื่อเช้านี้เป็นเรื่องจริงหรือเป็นแค่การแสดงกันแน่
    “ สั่งอาหารหน่อย ” ฟิวเจอร์ยังไม่เห็นใครเดินมาบริการ เขาก็เริ่มส่งเสียงเรียกด้วยความหงุดหงิดเล็กน้อย
    นี่ยังหาพนักงานบริการไม่ได้อีกเหรอไง ?
    เขารู้ดีว่าพนักงานบริการทั้งหมดของภัตตาคารบัวสวรรค์นั้นได้ละทิ้งไปอยู่กับทางฝั่งภัตตาคารกุหลาบแดงของเขาหมดแล้ว
    แต่นี่มันจะไม่เกินไปหน่อยเหรอไง ? 
    เปิดร้านทั้งๆที่ไม่มีพนักงานบริการนี่นะ ร้านนี้คิดอะไรอยู่กันแน่ !
    หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานต่างชะงัก พวกเขารู้สึกว่าคนๆนี้ไม่ได้มาดีแน่ๆ แต่ยังไงเขาก็เป็นลูกค้า ดังนั้นพวกเขาจึงต้องบริการให้สุดความสามารถ 
    แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดอะไร เสียงดังฟังชัดเสียงหนึ่งก็ได้ดังขึ้นมาจากภายในครัว
    “ ใครจะสั่งอะไรก็สั่งมา ! ”
    “ ตอนนี้ข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาพร้อมเสิร์ฟแล้ว ! ”
    เสียงๆนี้เป็นเสียงของยูหมิง มันเป็นเสียงที่ราบเรียบและสบายๆราวกับว่าไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น
    ฟิวเจอร์ที่ได้ยินถึงกับผงะ 
    ใครจะสั่งอะไรก็สั่งมา ?
    นี่มันร้านอาหารนะเฟ้ย เมนูก็ยังไม่รู้ด้วยซํ้าแล้วจะให้สั่งยังไง !
    อีกด้านหนึ่งทางฝั่งของนักรบตวัดลิ้นทั้งหนึ่งร้อยคน พวกเขาไม่ลังเลเลยที่จะเริ่มสั่ง
    “ ข้าวผัดไข่สามจาน ! เสี่ยวหลงเปาสามเข่ง ! ” คุณลุงนักตวัดลิ้นเป็นแกนนําในการสั่งคนแรก เขาพอเดาออกถึงนํ้าเสียงของชายหนุ่มคนนั้น
    ในเมื่อทําอาหารอร่อยซะขนาดนั้นจะดูนิสัยแปลกๆแบบนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยนี่ อย่างน้อยพวกเขาก็แค่กินแล้วจ่ายเงินก่อนกลับบ้านก็พอแล้ว
    จะไปคิดอะไรให้มากความไปทําไม !
    “ ข้าวผัดไข่สองจาน ! เสี่ยวหลงเปาสองเข่ง ! ” เถ้าแก่ร้านซักรีดตะโกนสั่ง เขานั่งอยู่ข้างๆคุณลุงนักตวัดลิ้นขณะครุ่นคิด เขากําลังนึกถึงรสชาติของเสี่ยวหลงเปาสุดบางเฉียบนั่นอยู่
    มันเป็นรสชาติที่ค่อนข้างเลิศลํ้าจนแทบไม่สามารถลืมเลือนได้เลย ในตอนนี้เขาพยาเตรียมใจเผื่อเอาไว้ว่าอาจจะเกิดสถานการณ์ที่คล้ายๆกันกับเมื่อเช้านี้ขึ้นได้
    เพราะเขาไม่อยากเจออะไรที่เหมือนอย่างการตวัดลิ้นอีกแล้ว นั่นมันช่างน่าอับอายเกินไป !
    ต่อมานักรบตวัดลิ้นคนอื่นๆก็เริ่มสั่งตาม พวกเขาไม่อยากคิดอะไรมาก เพราะพวกเขาก็แค่มาที่นี่เพื่อลิ้มลองรสชาติสุดลํ้า !
    “ ข้าวผัดไข่ห้าจาน เสี่ยวหลงเปาสองเข่ง ”
    “ ข้าวผัดไข่สองจาน เสี่ยวหลงเปาสี่เข่ง ”
    “ ข้าวผัดไข่สามจาน เสี่ยวหลงเปาหกเข่ง ”
    “ … ”
    เหล่าลูกค้าใหม่เองก็สั่งตามด้วยท่าทางประหลาดใจ พวกเขาคิดว่าการที่คนพวกนี้สั่งกันเยอะขนาดนี้ บางทีมันอาจจะอร่อยก็ได้ 
    แน่นอนว่าพวกเขาสั่งกันอย่างละหนึ่ง เพราะพวกเขายังไม่ทราบราคาของอาหารทั้งสองอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเกิดมันแพงมากๆจะทําอย่างไร ?
    พวกเขาไม่ต้องการล้างจานให้ร้านนะเฟ้ย !
    “ ข้าวผัดไข่หนึ่งจาน เสี่ยวหลงเปาหนึ่งเข่ง ” ฟิวเจอร์นิ่วหน้าสั่ง นี่มันบ้าอะไรกัน ? ทําไมคนพวกนี้ถึงสั่งกันอย่างนี้ ? แล้วใครเป็นคนมารับออเดอร์ ? อากาศหรือผี ?
    ชักจะไปกันใหญ่แล้ว !
    ฟิวเจอร์สั่งอาหารเพราะหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานอยู่ข้างๆ ถ้าสองคนนี้ไม่อยู่เขาคงไม่คิดจะสั่ง
    บ้ารึไงจะให้เขาสั่งกับผีเรอะ ?
    เขาไม่ได้บ้าเหมือนคนพวกนี้ซักหน่อยนี่
    หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานได้แต่พยักหน้ารับออเดอร์ไปอย่างงงๆ พวกเขาไม่เข้าใจว่าทําไมยูหมิงถึงพูดแบบนั้นออกมา แล้วยังมีคนพวกนี้อีก สั่งอาหารอย่างนั้นใครเขาจะไปได้ยินเล่า ?
    สงสัยคงโดนอํานาจของข้าวผัดไข่จนเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ !
    ฟรึ่บ
    ขณะที่คนอื่นๆกําลังสับสนว่าเกิดอะไรขึ้น จานสีขาวจานหนึ่งก็ได้พุ่งออกมาจากครัว มันตรงไปยังโต๊ะของคุณลุงนักตวัดลิ้นก่อนจะหยุดลงบนโต๊ะอย่างเบาๆ
    “ สุดยอด…  ” คุณลุงนักตวัดลิ้นรู้สึกทึ่งที่ได้เห็นการเสิร์ฟแบบอัศจรรย์นี้อีกครั้ง 
    “ มาแล้ว ! ” เถ้าแก่ร้านซักรีดข้างๆโพล่งขึ้นมา
    คุณลุงนักตวัดลิ้นและคนอื่นๆที่เหลือจึงหันไปมองกลุ่มจานบินและเข่งติ่มซําที่ลอยละลิ่วเข้ามา 
    “ ไม่ว่าจะเห็นกี่ครั้งก็รู้สึงทึ่งไม่หายจริงๆ ” นักรบตวัดลิ้นคนหนึ่งพึมพํา
    “ ช่างเป็นทักษะการเสิร์ฟที่ไม่เหมือนใคร ! ” ลูกค้าหน้าใหม่พอเดาสถานการณ์ออก จึงพูดออกมาด้วยความชื่นชม
    แม้แต่ในเวลานี้ฟิวเจอร์ก็ยังต้องตกตะลึงเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ เขาตกตะลึงเป็นอย่างมากที่ได้มาเจออะไรแบบนี้ที่ไม่คิดจะเจอ
    เพราะจากการดูวิดีโอ เขาได้คาดเดาว่ามันจะต้องเป็นมายากลหรืออะไรซักอย่างแน่ ไม่งั้นจานและเข่งติ่มซํามันจะลอยมาหยุดอยู่กับที่ได้อย่างไร ?
    แต่เมื่อมาเจอกับตัวเองแบบนี้มันก็ทําให้เขารู้สึกช็อคไม่ใช่น้อยเหมือนกัน ไม่นานเขาก็พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับอาหารและยังไม่ได้รับ ล้วนหยิบช้อนส้อมขึ้นมาเตรียมพร้อม นอกจากนี้ยังมีตะเกียบอีกด้วย 
    แต่เรื่องเล็กน้อยพวกนี้เขาก็ไม่ได้ประหลาดใจอะไร เพราะนี่มันร้านอาหาร จะเตรียมช้อนส้อมหรือตะเกียบก่อนกินอาหารมันก็เรื่องปกติ
    ในตอนนี้ลูกค้าทั้งหมดล้วนได้รับอาหารกันครบหมดแล้ว พวกเขามองดูอาหารบนโต๊ะด้วยความอัศจรรย์ใจจนเผลอนํ้าลายไหล
    โดยไม่รอช้า นักรบตวัดลิ้นทั้งหนึ่งร้อยคนและลูกค้าหน้าใหม่อีกสี่สิบเก้าคนที่ไม่สามารถทนต่อการยั่วยวนได้ ก็ได้เริ่มลงมือกิน
    แน่นอนว่ากินอย่างปกติ !
    ตลอดการกิน พวกเขาล้วนต้องส่งเสียงชื่นชมออกมาด้วยใบหน้าที่เพลิดเพลิน 
    ฟิวเจอร์มองดูคนเหล่านั้นด้วยใบหน้าที่ตะลึงงัน 
    เฮ้ย !
    สีหน้าพวกคุณมันเวอร์เกินไปหรือเปล่า ?
    นี่ไม่ใช่เรื่องยอดกุ๊กแดนมังกรซักหน่อยนะ !
    ทําไมถึงได้เพลิดเพลินขนาดนั้น ? มันอร่อยขนาดนั้นเลยรึไง ?
    ฟิวเจอร์เริ่มอดใจไม่ไหวที่จะลิ้มลอง ใบหน้าหยิ่งยโสของเขาในตอนนี้ไม่หลงเหลือความหยิ่งยโสเอาไว้แม้แต่น้อย กลับกันใบหน้าของเขาแสดงให้เห็นถึงความสับสนและสงสัย 
    ทว่าเมื่อเขามองดูและยังพบว่าโต๊ะของตัวเองยังคงว่างเปล่าอยู่ เขาก็เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาและเตรียมจะลุกขึ้นโวย
    แต่ทันใดนั้นเองเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นขัดเขาเอาไว้เสียก่อน 
    “ อาหารสองอย่างนี้คุณช่วยมาเอามันไปเสิร์ฟแทนที ผมจะไปเข้าห้องนํ้า ! ” ยูหมิงเดินออกมาจากครัวพูดกับเชฟเจิ้งฝานที่อยู่ไกลๆ หลังจากนั้นโดยไม่ต้องรอคําตอบ เขาก็เดินขึ้นไปชั้นสองทันที
    เชฟเจิ้งฝานรีบเดินไปยังครัวอย่างรวดเร็ว เขากลับออกมาพร้อมกับจานข้าวผัดไข่และเข่งติ่มซําที่มีเสี่ยวหลงเปา
    เขาค่อยๆเดินมาที่โต๊ะของฟิวเจอร์อย่างช้าๆด้วยความระมัดระวัง 
    ฟิวเจอร์มองไปยังข้าวผัดไข่ที่อยู่ในจานบนมือของเชฟเจิ้งฝานด้วยความตื่นเต้น เขาได้กลิ่นหอมยั่วยวนของมันมาจากรอบๆข้าง ดังนั้นเขาจึงคาดหวังมันเอาไว้สูงว่าจะอร่อยคู่ควรกับกลิ่นที่หอมหวนของมัน
    แต่ทันใดนั้นก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ชายที่อยู่ข้างๆฟิวเจอร์ อยู่ดีๆเขาก็ลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันและยื่นมือไปตบพุงของเขาด้วยความเพลิดเพลินเบาๆ “ อา…อร่อยชิบหาย…ชิบหาย ! ” 
    นัยน์ตาของชายอ้วนหดวูบลง เขารู้สึกได้ถึงแรงกระแทกที่แขนของเขา ข้างๆชายอ้วนเชฟเจิ้งฝานที่เดินมาและไม่รู้ว่าชายอ้วนจะลุกขึ้นยืนถึงกับเสียหลักเซถอยหลังเพราะถูกกระแทกจากแขนของชายอ้วน ทว่าแววตาของเชฟเจิ้งฝานในยามนี้กับปรากฏความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว เขามองไปยังฟิวเจอร์ที่ดันแว่นสีแดงอยู่และตะโกนเสียงดัง “ คุณ ! รับข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาด้วย ! ”
    ร่างที่กําลังจะล้มลงก็พลันยื่นมือออกไปพร้อมกับซัดจานและเข่งติ่มซําสุดแรงไปที่โต๊ะของฟิวเจอร์ 
    “ เชี่ย ! ” ฟิวเจอร์สบถออกมาด้วยใบหน้าซีดเผือด เขามองเห็นว่าจานและเข่งติ่มซํามันไม่ได้พุ่งมาที่โต๊ะของเขา แต่มันกับพุ่งมาที่หน้าของเขา !
    เขาก็แค่มาชิมอาหาร แล้วทําไมต้องมาเจอเรื่องเชี่ยไรแบบนี้ด้วย ?