ฝันร้ายที่กลับมาอีกครั้ง
ท่ามกลางความรู้สึกที่พร่ามัวราวกับจมอยู่ในม่านหมอกเขาได้เห็นภาพของฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขามานานหลายสิบปี
ภาพของเด็กหนุ่มที่ร่างกายเหลือเพียงครึ่งซีกและเืที่ไหลทะลักออกมาจากาแราวกับสายน้ำภาพของกลุ่มเด็กสาวที่ส่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
‘ไม่!!!!’
เสียงกรีดร้องของเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวังดังก้องอยู่ในจิตใจของเขาเสียงนี้ราวกับดังขึ้นมาจากรอบตัวของเขา ทำให้เขานึกย้อนไปยัง่เวลาในอดีตที่นานแสนนานที่ไม่อาจลืมเลือน
ฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขามานานแสนนานฝันร้ายที่ไม่เคยสิ้นสุดลงราวกับบาปที่ตามติดตัวเขาไปตลอดกาลโดยไม่อาจลบล้างออกไปได้
‘ท่านพี่!! อย่าทำแบบนั้น!!!’
เสียงะโของเด็กสาวดังขึ้นมาอีกครั้ง เสียงที่มาจากเด็กสาวคนหนึ่งเด็กสาวที่เขาคุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยไปได้มากกว่านี้เด็กสาวที่คงอยู่ในความทรงจำของเขา เป็อีกหนึ่งของความผิดบาปที่ค้างคาอยู่ในใจของเขาเช่นเดียวกับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขามาตลอด
‘ฝันแบบนี้อีกแล้วหรือ..’
เขายังคงสับสนกลิ่นคาวเืที่ข้นคลักแทรกซึมเข้ามาในประสาทััที่พร่ามัว รสชาติของเืที่อยู่ในปากยิ่งทำให้เขาจมอยู่กับฝันร้ายที่น่าหวาดกลัว
ความรู้สึกสะอิดสะเอียนก่อตัวขึ้นมาในใจรสชาติที่เขาเกลียดชังแต่กลับไม่อาจปฏิเสธมันได้ จิตใจของเขารังเกียจรสชาตินี้แต่ร่างกายของเขาเรียกร้องหามันไม่เคยขาด
ความทรมานจากการกระทำที่ไม่ปรารถนาทำให้หัวใจของเขาแทบจะแตกสลาย
‘จบแล้วสินะ..’
เช่นเดียวกับฝันร้ายในครั้งก่อนๆไม่นานนักความรู้สึกทั้งหมดของเขาก็จางหายไปราวกับม่านหมอกที่สูญสลายในยามที่ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า
ทว่าฝันร้ายในครั้งนี้ดูเหมือนจะยาวนานกว่าที่เคยและยังยืดยาวออกไปมากกว่าครั้งก่อนๆ
ััที่เย็นเยียบของโลหะนาบลงที่ข้อมือของเขาทำให้สติที่ดำดิ่งอยู่ในห้วงลึกค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
ความรู้สึกที่พร่ามัวทำให้เขาไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้เขายังคิดว่าตัวเองอยู่ในความฝันทว่ามีหลายสิ่งที่เขาไม่เคยฝันถึงและดูสมจริงยิ่งกว่าความฝัน
เสียงที่ดังก้องอยู่ในหัวเสียงกระซิบที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและการปลอบโยน
‘ลูกต้องไม่เป็อะไร ไม่ต้องกลัวนะพ่อของลูกต้องช่วยลูกได้..’
เสียงของหญิงสาวที่อ่อนโยนที่เขาโหยหามานานดังก้องอยู่ในหัวใจของเขาน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่เป็ดังน้ำทิพย์กำลังปลอบโยนหัวใจที่ปวดร้าวของเขา
‘เสียงนี้มัน..เสียงของท่านแม่..’
เขายังคงสับสนและไม่อาจมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดแปลกจากฝันร้ายที่เขาเคยพบเจอ
ทว่าตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้วฝันร้ายที่เขาพบเจอมานานถูกเขาสลัดทิ้งไปอย่างไม่ไยดีเพื่อัักับความอ่อนโยนของมารดาที่เขาคิดถึง
‘ดูเหมือนว่าวันนี้..จะฝันดีสินะ’
ในขณะที่คิดแบบนั้นอยู่ความเย็นะเืก็วิ่งขึ้นมาจากฝ่าเท้าไปจนถึงกระดูกสันหลังและต้นคอทำให้สติที่พร่ามัวของเขาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่ในทันที
ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตระหนก
“นี่มัน..สภาผู้าุโ..ทำไมกัน ทำไมข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
ความสับสนทำให้เขาเผลอพูดออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจสายตาของเหล่าผู้าุโที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ผู้พิพากษาก็หรี่ลงคล้ายกับไม่พอใจที่ได้เห็นปฏิกิริยาตอบสนองของตัวเขา
“กัสโทนี่ย่า เลโอลอว์ ดิ อันดูวเดธเ้าทราบความผิดของเ้าหรือไม่!!”
เสียงค้อนทุบดังสะท้านไปทั่วทั้งห้องโถงตามติดมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยือกและหนักแน่นของผู้าุโสูงสุด
กัสโทนี่ย่าเลโอลอว์ ดิ อันดูวเดธนั่นคือชื่อเต็มของเขาที่ไม่ได้ถูกเรียกมานานแสนนานจนทำให้เขาเกือบจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำไปว่าตัวเขานั้นคือสายเืของตระกูลอันดูวเดธที่ยิ่งใหญ่
“ข้า..ความผิดของข้า..”
เขายังคงสับสนและจับต้นชนปลายไม่ถูกสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขามันผิดไปจากที่ควรจะเป็ ไม่ว่าจะเป็บรรยากาศโดยรอบสีหน้าของผู้าุโและอายุของเหล่าผู้าุโที่ดูเหมือนจะไม่ได้เปลี่ยนไปจากครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็น
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่..ข้าถูกจับกลับมายังตระกูลงั้นหรือ’
เขายังคงสับสนเพราะไม่คิดว่าตัวเขาที่ตายไปแล้วและกลายเป็าาอันเดธจะได้กลับมายังตระกูลของตัวเองอีกครั้ง
ทั้งที่เขายังจำได้ดีถึงการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนการฆ่าฟันที่บ้าคลั่งและคำสั่งจากเ้านายที่ไม่อาจขัดขืนได้
การเงียบไม่ยอมตอบคำถามของกัสนั้นทำให้เหล่าผู้าุโมีท่าทีที่เปลี่ยนไปความเมตตาที่อยู่ในดวงตาค่อยๆ จางหายและแทนที่ด้วยความดุร้าย
สภาพของผู้กระทำผิดที่ปิดปากเงียบเช่นนี้บ่งบอกถึงสิ่งใดบ้างเหล่าผู้าุโที่ทำหน้าที่พิพากษาความผิดมานานย่อมตระหนักได้เป็อย่างดี
ทว่าพวกมันนั้นไม่คิดเลยว่าการเงียบในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อต้านหรือการปฏิเสธแต่เป็เพราะผู้กระทำผิดกำลังสับสน
คนที่พอจะมองเห็นถึงความผิดปกติในครั้งนี้เกรงว่าจะมีเพียงผู้าุโสูงสุดที่ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
ในขณะที่ผู้สูญเสียซึ่งเฝ้ามองอยู่ด้านหลังเริ่มที่จะไม่พอใจแต่ก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงะโออกมาเพราะเกรงกลัวในอำนาจของเหล่าผู้าุโ
เว้นเพียงเด็กสาวที่ขาดความยับยั้งชั่งใจซึ่งสูญเสียพี่ชายที่รักไปเพราะบุคคลตรงหน้า
“สารเลว!! เอาพี่ชายของข้าคืนมา!!!”
เสียงะโทั้งน้ำตาของเด็กสาวทำให้ตัวเขาหัวใจสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวความสับสนที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นไปอีกจนทำให้เขาหันกลับไปมองด้านหลังโดยไม่รู้ตัว
ทว่าทันทีที่เขาพยายามที่จะหันหลังกลับไปมองเครื่องจองจำที่ตรึงหลังของเขาเอาไว้ก็ออกแรงกดเข้าที่กระดูกสันหลังของเขาจนทำให้เขาเ็ปจนคิ้วกระตุก
ความเ็ปนี้นับว่ารุนแรงมากสำหรับเด็กหนุ่มทั่วไปแต่สำหรับเขาที่ผ่านความเ็ปอย่างแสนสาหัสมามากต่อมาก มันยังไม่นับเป็อะไร
‘ทำไม! ทำไมถึงได้ยินเสียงของเธอคนนั้น..ทำไมละก็ในเมื่อเธอนะตายไปแล้ว!!!’
วินาทีนั้นหัวใจของเขาก็สั่นสะท้านราวกับถูกสายฟ้าฟาดใส่ความสับสนทั้งหมดสูญสลายหายไปในทันที
ดวงตาของกัสกวาดมองออกไปด้านหน้ามองดูเหล่าผู้าุโที่เขาจำหน้าได้โดยไม่มีวันลืม
‘ไม่เปลี่ยนเลย..ไม่สิ เหมือนเดิมเลยต่างหาก เหมือนกับวันนั้นไม่มีผิด!’
ต่อจากนั้นเขาก็ก้มหน้าลงมองดูมือของตัวเองความสงสัยทั้งหมดของเขาก็ได้รับคำตอบ
มือที่ดูบอบบางและอวบอ้วนของเด็กหนุ่มท่อนแขนที่เต็มไปด้วยไขมันราวกับลูกโป่งที่ถูกสูบลมเข้าไปและหน้าท้องที่ยื่นออกมาราวกับห่วงยางกลมๆที่มองเห็นได้เพียงแค่ก้มหน้าลงเพียงเล็กน้อย
‘ร่างกายของเรา..นี่หมายความว่ายังไงกันนี่มันร่างกายตอนที่เรายังมีชีวิต!!’
วินาทีนั้นต่อให้กัสโง่ยิ่งกว่านี้เขาก็ไม่มีทางเลยที่เขาจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นต่อให้เื่ที่คิดออกมาได้จะเหลือเชื่อแค่ไหนก็ตามที
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
เด็กสาวที่น่าจะตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนร่างกายที่อวบอ้วนในวัยเด็ก รวมไปถึงผู้าุโที่ไม่แก่ขึ้นเลยทั้งที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว
ท้ายที่สุดคือสถานการณ์ที่เหมือนกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อนวันที่เขาถูกพิพากษาลงโทษจากสภาผู้าุโ
‘ไม่ผิดแน่..นี่ข้า..ย้อนเวลากลับมางั้นหรือ!!’