ปึ้ง!! ปึ้ง!! เปรี้ยง!! เพล้ง!!!!
เสียงดังจากภายนอกทำให้คนที่นั่งอยู่ข้างในเครื่องหันรีหันขวางกันด้วยความตระหนก เด็ก ๆ หันมองรอบตัวก่อนจะรีบวิ่งกรูกันมาหาผู้ที่พวกเขานับถือเป็เหมือนมารดาทันที เฉินมี่จวนมองออกไปข้างนอกหน้าต่างเครื่องบินขนาดกลางของตน ก่อนจะเห็นว่ามีสายบางอย่างกำลังโยงมารัดรอบเครื่องบินของตัวเองเอาไว้ ดูจากตรงนี้แม้จะไม่มั่นใจนักแต่สายที่จะรับน้ำหนักเครื่องบินได้น่าจะเป็สายเคเบิ้ลขนาดใหญ่พอตัว
...ไฮแจ็ก? ...
เครื่องบินส่วนตัวที่กำลังบินด้วยความเร็วสูงอยู่เหนือน่านฟ้าในระยะหนึ่งหมื่นสามพันฟุตจากระดับน้ำทะเลด้วยความเร็วระดับสองร้อยห้าสิบถึงสามร้อยแปดสิบนอตโดยที่มีการเคลียร์น่านฟ้ากับทางศูนย์ปฏิบัติการทางการบินแล้ว สตรีที่เป็เ้าของทรัพย์สินที่กำลังลอยลำอยู่บนอากาศขมวดคิ้วทันที ไม่มีทางที่จะเกิดการไฮแจ็ก กันกลางอากาศมันเป็เื่บ้า ๆ เท่านั้น
ปึ้ง!! ปึ้ง!!! เปรี้ยง!!! เคร้ง!!!
เสียงนั้นดังอีกครั้ง คล้ายกับว่ามีการยิงสายสลิงขนาดใหญ่มาจากอีกฝั่งเข้ามาพันตัวเครื่องเอาไว้และบางอย่างที่ถ่วงน้ำหนักเอาไว้ที่ปลายสายก็กระแทกเข้ากับหลังตัวเครื่องเต็ม ๆ การยิงอย่างแม่นยำขนาดนี้ในระดับความสูงและความเร็วของเครื่องเท่านี้หากไม่ใช่พวกมืออาชีพแล้วก็คิดเป็อื่นไม่ได้เลย เฉินมี่จวนมองลอดหน้าต่างออกไปทันที ในตอนนี้ทั้งสองข้างของเครื่องบินพาณิชย์ระดับกลางของเธอมีเครื่องบินขนาดเล็กสีกรมท่ากำลังบินประกบอยู่ และจากมุมนี้เธอเห็นได้ชัดเลยว่าสายสลิงนั้นยิงมาจากเครื่องบินที่ประกบอยู่
...บ้าไปแล้ว…
ตามหลักการแล้วความเร็วที่เครื่องบินกำลังบินไปข้างหน้านั้นจะเกิดความเร็วลมรอบตัวเครื่องอยู่แล้ว ทำให้ไม่อาจจะมีวัตถุใดเข้าใกล้เครื่องในระยะที่ก่ออันตรายได้ เพราะเมื่อวัตถุนั้นพุ่งเข้ามาก็จะถูกความเร็วลมที่หมุนจากมวลอากาศร้อนและมวลอากาศเย็นพัดออกไปจนหมด อีกทั้งความเร็วเครื่องบินที่บินด้วยความเร็วเกินกว่า สองร้อยนอตนั้นก็เท่ากับการยิงะุเข้าชนะุ
ไม่มีทางที่จะมีใครทำการปล้นกันบนฟ้าถ้าไม่ใช่แฝงตัวอยู่บนเครื่องั้แ่แรก หรือไม่ก็พวกยิงขีปนาวุธตามวิถีเท่านั้น... มันเป็เื่ที่ใหญ่เกินกว่าที่เธอคาดไว้ ใช่! มันคือ 0.0001 เปอร์เซ็นต์ ของความเป็ไปได้ที่จะเกิดเื่บ้า ๆ อย่างนี้ขึ้น ว่ากันไปแล้วแทบจะหนึ่งในล้านด้วยซ้ำ...
ถ้าไม่ใช่เอฟเฟกต์ในหนังแอคชั่นแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้จริงเพราะการยึดเครื่องด้วยการกระทำเช่นนี้ต่อให้เป็ในหนัง แอคชั่นเขายังถ่ายทำกันในสตูดิโอโดยใช้กรีนสกรีนเลย
นี่มันเื่บ้า ๆ ที่จะมีคนคิดทำอย่างนี้จริง ๆ แต่ด้วยสัญชาตญาณแล้ว แม้ว่าจะรู้สึกว่าเป็เื่บ้าบอแต่เธอก็กดหัวเด็กน้อยทั้งสามคนให้หมอบลงอย่างรวดเร็ว
...่นี้มีคนตามสืบเื่ของลื้ออยู่…
เสียงเตือนของใครบางคนดังเข้ามาในหัวทำให้สตรีที่ถูกนับว่าเป็ Business Queen ยิ่งสับสนเข้าไปใหญ่ ใบหน้าของเฉินมี่จวนแสดงความตึงเครียดออกมาอย่างชัดเจน ในหัวของเธอกำลังไล่เรียงชื่อของพวกขี้แพ้ชวนตีที่คิดจะทำเื่โง่ ๆ แบบนี้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ดันตัวเด็กน้อยให้หมอบคลานไปตามทางเดินฉุกเฉินไปด้วย
“เด็ก ๆ ตั้งสตินะ” มิสเฉินกระซิบกับเด็กทั้งสามอย่างแ่เบา
เพราะเธอรู้ดีว่าหากสลิงที่พวกนั้นวางแผนไว้พันครบทุกเส้นแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อ ไม่ใช่การพลีชีพหรือการก่อการร้ายเพราะหากเป็อย่างนั้นการยิงอาวุธนำวิถีกับเครื่องของเธอเพื่อให้เครื่องตกกลางทะเลนั้นง่ายยิ่งกว่าง่าย คนพวกนี้ไม่ได้้าเธอที่ตายแล้ว แต่้าเธอที่ยังเป็ ๆ อยู่ต่างหาก...
เปรี้ยง!! บึ้ม!!!
เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหวจากเครื่องทางฝั่งซ้าย ทำให้ตัวห้องโดยสารด้านในโคลงเคลงทันที เฉินมี่จวนรีบคว้าตัวของไป๋เตี๋ยเด็กหญิงคนเล็กวัยเจ็ดขวบเอาไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่เด็กน้อยจะกระเด็นไปไกล ไป๋เตี๋ยเริ่มร้องไห้ทันทีเมื่อได้ยินเสียงดังแต่ยังไม่ทันที่จะตั้งตัวได้เสียงนั้นก็ดังอีกครั้ง
เปรี้ยง!! บึ้ม!!!
คราวนี้เด็ก ๆ ทั้งสามยกมือขึ้นปิดหูพร้อม ๆ กัน ไฟในห้องโดยสารตอนนี้กลายเป็ไฟสีแดงฉุกเฉินแล้ว ไป๋ฮวา กอดไป๋เจี้ยนที่เปรียบเสมือนน้องชายตัวเองเอาไว้แน่น เด็กหญิงตัวน้อยวัยเพียงสิบเอ็ดขวบพยายามตั้งสติให้ได้มากที่สุดแต่เธอก็ไม่สามารถจะหยุดอาการตื่นกลัวของตัวเองได้เลย
“ทุกคน ค่อย ๆ คลานไปที่ห้องนักบิน…” เฉินมี่จวนสั่งเสียงเครียด
จากประกายไฟที่ข้างหน้าต่างไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าคนพวกนั้นยิงทำลายส่วนเครื่องยนต์ใต้ปีกเครื่องไปแล้วทั้งสองข้าง เพื่อทำให้เครื่องบินลำนี้ไม่อาจจะหนีไปไหนได้อีก เธอสงสัยว่าคนที่ทำเนี่ยจะรู้บ้างมั้ยว่าของพวกนี้มันราคาเท่าไหร่
“ใส่นี่ไว้” เฉินมี่จวนยื่นเสื้อชูชีพให้กับเด็กในการอุปการะของเธอ
เืทั้งตัวของเฉินมี่จวนพลุ่งพล่านไปหมด หัวใจของเธอเต้นแรงจนน่าใ หูของเธอเริ่มอื้อจากความตื่นเต้น เธอช่วยเด็กน้อยใส่เสื้อชูชีพให้ไวที่สุดเพราะอย่างไรก็ตามหากว่ามันมาตามล่าเธอแล้วเด็กพวกนี้ก็ไม่เกี่ยว เธอต้องให้เด็ก ๆ ออกไปจากเื่นี้ก่อน แม้ว่าการออกจากเื่นี้จะเป็การะโลงทะเลจากความสูงหนึ่งหมื่นสามพันฟุตก็ตาม...
“บ้าจริง” เฉินมี่จวนขมวดคิ้ว
ไม่มีทางที่เธอจะให้เด็ก ๆ ะโออกจากเครื่องบินในความสูงเท่านี้ได้ ต่อให้เป็ผู้ใหญ่ก็ยังต้องใช้เวลาฝึกตั้งนานกว่าจะทำได้ ความกดอากาศที่มาก ปริมาณอากาศที่น้อยกว่าปกติจะทำให้พวกเด็กหมดสติก่อนจะถึงพื้นด้วยซ้ำ เธอต้องหาทางเอาเครื่องลงให้ต่ำกว่านี้ แต่จะทำได้อย่างไรในเมื่อคนที่ไม่หวังดีพันธนาการเครื่องของเธอเอาไว้อย่างนี้ แถมคนพวกนั้นยังยิงเครื่องยนต์ทิ้งอีก ต่อให้คิดจะร่อนเครื่องลงก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ flat ของปีกจะพังหรือยัง...
“ไป๋เจี้ยน...” เฉินมี่จวนใช้มือของตัวเองลูบศีรษะเด็กชายเบา ๆ เมื่อเด็กชายตัวน้อยเข้ามากอดเธอไว้แน่น
ไป๋เจี้ยนเป็เด็กที่เธอสนิทด้วยมากที่สุด เธอหมายถึงเขามักจะแกล้งป่วยเพื่อมานอนที่คอนโดเธออยู่เสมอ เมื่อเด็กชายตัวน้อยเริ่มร้องไห้ฟูมฟาย ไม่นานนักไป๋เตี๋ยตัวน้อยก็ร้องไห้จ้าดังขึ้นกว่าเดิม เฉินมี่จวนเริ่มปลอบเด็ก ๆ ด้วยความร้อนรนทันที ในตอนนี้หากจะให้เด็ก ๆ ะโก็ทำไม่ได้ หากไม่ะโก็เป็ไปได้ว่าคนพวกนั้นอาจจะฆ่าเด็กพวกนี้ทิ้ง นักธุรกิจสาวคนเก่งพยายามอย่างยิ่งที่จะคิดหาทางออกให้กับปัญหาที่แทบจะเป็ไปไม่ได้ตอนนี้
...ไม่มีอะไรที่แก้ไม่ได้หรอก...
เปรี้ยง!! ปึ้ง ๆ ๆ
เสียงเหมือนมีบางอย่างมาเกาะที่ประตูเครื่องเอาไว้ก่อนจะเริ่มเห็นการกระชากออกของประตูห้องโดยสารจากข้างนอก เสียงเครื่องยนต์ที่ดังไม่ห่างนั้นแสดงให้เห็นว่ามีบางคนกำลังพยายามจะดึงประตูขึ้นลงหลักของเครื่องออก คนพวกนี้ต้องบ้าหรือไม่ก็เสียสติไปแล้วแน่ ๆ ที่จะทำการบุกเข้ามาบนเครื่องในตอนที่เครื่องกำลังบินอยู่อย่างนี้ ต่อให้ะโเข้ามาก็ต้องโดนแรงกดอากาศทำลายอยู่ดีนอกจาก...
...คนพวกนั้นต้องมี personal oxygen mask...
เฉินมี่จวนยกยิ้มร้ายกาจทันที เธอดันหลังเด็ก ๆ ให้วิ่งไปที่คอนโซลหน้าใกล้ห้องนักบินมากที่สุดทันทีอย่างทุลักทุเล เพราะในตอนนี้ไป๋เตี๋ยที่ร้องไห้ไม่หยุดเริ่มงอแงไม่ยอมเดินตามแล้ว ในขณะที่ไป๋ฮวาที่พยายามช่วยปลอบน้องชายที่กำลังขวัญเสียก็เริ่มจะสติแตกเช่นกัน
ครืน!!!
เครื่องบินขนาดกลางเซไปข้างขวาทันที เด็ก ๆ เริ่มร้องไห้โยเยกันทุกคนแล้ว ในตอนนี้นักธุรกิจสาวต้องแปรสภาพตัวเองจากควีนแห่งอสังหาริมทรัพย์เป็คุณแม่ลูกสามที่กำลังพาลูกหนีการก่อการร้ายแทน หญิงสาวตัดสินใจยกตัวเด็กน้อยทั้งสองคนที่ไม่ยอมเดินต่อขึ้นมา ก่อนจะลากไป๋ฮวาที่ยังร้องไห้วิ่งตามมาอย่างรวดเร็วเธอได้แต่นึกขอบคุณการเล่นเวทแขนของตัวเองขึ้นมาทันที...
หญิงสาวพาตัวเองวิ่งไปที่ห้องคนขับทันทีโดยที่เครื่องยังเซไปมาอยู่ พร้อมทั้งประกายไฟที่เริ่มจุดติดตามเครื่องนั้นทำให้พวกเธอล้มลงไปหลายครั้ง เฉินมี่จวนพยายามเอาตัวเองกันเด็ก ๆ ไว้ไม่ให้ไปกระแทกสายไฟหรือผนังหรือเก้าอี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
โครม!!!
ประตูเครื่องบินบานที่ถูกกระชากนั้นถูกพัดออกไปแล้วพร้อมกับลมที่พัดเข้ามา ข้าวของในเครื่องเริ่มกระจัดกระจาย เสียงลมหวีดหวิวแข่งกับเสียงเด็กสามคนที่กำลังกรีดร้อง เฉินมี่จวนรีบดันหลังเด็ก ๆ ให้เดินไปข้างหน้าจนกระทั่งถึงประตูห้องนักบิน แขนเล็กที่แข็งแกร่งกว่าภาพลักษณ์ภายนอกวางเด็กน้อยทั้งสองคนลงก่อนจะกระชากประตูห้องนักบินนั้นอย่างแรง แต่ก็ยากเหลือเกินยิ่งในสถานการณ์ที่เครื่องบินทำงานไม่ปกติอย่างนี้ ประตูที่ควรจะเปิดง่ายก็กลับกลายเป็ล็อกไปเสียอย่างนั้น
วื้ด~~ วื้ด~~
เสียงการโล้เชือกดังติดกันจากฝั่งข้างหลัง เฉินมี่จวนเหลือบตาไปมองเพียงครู่เดียวเท่านั้น พอหางตาเห็นคนขึ้นมาบนเครื่องเธอก็ออกแรงกระชากประตูห้องนักบินเต็มแรงจนกระทั่งประตูห้องกัปตันที่ล็อกอยู่เปิด เป็ไปตามที่คิดไว้คนพวกนี้เก็บนักบินของเธอแล้ว เธอไม่มีเวลาพิจารณาสภาพศพว่าบรรดานักบินตายนานแค่ไหนแล้ว แต่ถ้าให้เดาก็อาจจะตายั้แ่เริ่มขึ้นบินได้ไม่นาน
...วางแผนไว้ก่อน...
หญิงสาวเร่งดันตัวเด็ก ๆ เข้าไปในห้องนักบินอย่างรวดเร็วก่อนจะเริ่มกดบางปุ่มบนแผงควบคุมเพื่อเปิดบางอย่าง ทันทีที่กดลงไปประตูฉุกเฉินท้ายเครื่องก็ดีดตัวออกจากเครื่องทันที อากาศจากภายนอกพัดเข้ามาด้านในอย่างรวดเร็วแรงดันภายนอกไหลเข้ามาข้างในตัวเครื่องทำให้คนที่เพิ่งจะโหนเชือกเข้ามาถึงห้องโดยสารสองคนแรกปลิวออกไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
...You messed with the wrong bitch…
หากคิดว่าเธอเป็นักธุรกิจที่ฉลาดเื่บนกระดานหุ้นและที่ดินอย่างเดียวแล้วก็ถือว่าผิดถนัดเลย อย่างไรเสียเธอก็เป็น้องสาวของมาเฟียตระกูลเฉินแห่งเกาะฮ่องกง แม้ว่าเธอจะไม่นิยมเอาชีวิตคนอื่นเป็กิจวัตรอย่างต้าเกอ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะเป็พวกที่ปล่อยให้คนอื่นมาตอแยง่าย ๆ เช่นกัน
“พวกเธอหลบอยู่ในนี้ก่อน” เฉินมี่จวนสั่งเด็ก ๆ เอาไว้
หญิงสาวคว้าร่มชูชีพใต้เบาะของนักบินทั้งสองออกมาก่อนจะส่งมันให้กับไป๋ฮวาและไป๋เจี้ยน หญิงสาวคว้าตัวเด็กทั้งสามคนมากอดเอาไว้ทันทีเธอไม่อยากให้เด็กพวกนี้ต้องเป็อันตรายเพราะเธอ แต่ในสถานการณ์อย่างนี้เธอไม่อาจจะจัดการให้มันกลับไปเป็ความปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ได้ แต่เธอสามารถทำให้มันเป็การรอดตาย 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับพวกเด็ก ๆ ได้เท่านั้น
“ไป๋ฮวาดูแลน้อง ๆ อย่าให้ออกไปไหน” เฉินมี่จวนสั่งเสียงเข้ม “นั่งหมอบอยู่ตรงนี้จนกว่าฉันจะมารับ”
“แล้วมิสจะไปไหนคะ” ไป๋ฮวาถามอย่างใ
อย่างไรเสียไป๋ฮวาก็เป็เพียงเด็กสิบเอ็ดขวบเท่านั้น แม้ว่าเธอจะดูนิ่งกว่าน้องทั้งสองที่เริ่มร้องไห้กระจองอแงกันดังขึ้นเรื่อย ๆ แต่เธอก็ไม่อาจจะวางใจได้หากไม่มีมิสเฉินอยู่ด้วยกัน ผู้ที่เป็ดั่งมารดาและบิดาในคนเดียวกัน สำหรับไป๋ฮวาและน้องทั้งสองแล้วมิสเฉินคือโลกทั้งใบของพวกเขา
“ไปคุยธุระ” เฉินมี่จวนตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
แม้ว่าเธอจะโมโหที่ทุกอย่างไม่เป็ไปตามแผนที่วางไว้ แต่เธอก็ไม่อาจจะดุเด็กน้อยที่กำลังตื่นกลัวได้ หากในตอนนี้เป็เธอเพียงคนเดียวที่อยู่บนเครื่องนี้คงจะรู้ดำรู้แดงกันไปแล้ว แต่เพราะว่ามีเด็กพวกนี้อยู่ด้วยไม่ว่าอย่างไรเด็กที่ไม่รู้อะไรพวกนี้ก็ไม่ควรจะต้องมาโดนหางเลขไปด้วย...
“มิสคะ…” ไป๋เตี๋ยเริ่มร้องไห้จ้าเมื่อคิดว่ามิสเฉินของเธอกำลังจะหนีไป
“อย่าไปนะครับ” ไป๋เจี้ยนเองก็ร้องบ้างแต่เด็กชายเข้าใจมากกว่าว่าหม่าม้าของพวกเขากำลังจะไปทำเื่อันตรายอยู่
“เตี๋ยเอ๋อร์ เจี้ยนถาน อย่าทำให้หม่าม้าลำบากใจ” ไป๋ฮวาพี่สาวคนโตร้องบอกน้อง ๆ ทั้งที่ตัวเองก็ยังสะอื้นไห้อยู่
เธอไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่นั้นมันเกินปัญญาของเด็กอายุสิบเอ็ดขวบอย่างเธอจะประมวลผลได้ แต่เธอเชื่อใจในมิสเฉินยิ่งกว่าใคร ๆ เธอรู้ดีว่ามิสเฉินไม่มีทางปล่อยให้พวกเธอตายอยู่แล้ว และถ้ามิสเฉินบอกว่าจะกลับมามิสก็จะกลับมา ความเชื่อใจอันใสซื่อของเด็กหญิงนั้นแรงกล้ากว่าความกลัวในสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้นรอบกายเสียอีก
วื้ด~~ วื้ด~~
เสียงการโหนเชือกครั้งใหม่เริ่มขึ้นอีกครั้ง เฉินมี่จวนหันไปเห็นคนอีกสองคนกำลังโล้ตัวผ่านเชือกมาจากเครื่องบินเล็กที่อยู่ห่าง ออกไปพอสมควร พวกเขาสวมชุดสีดำใส่หมวกป้องกันอย่างดีในขณะที่ซิปตัวลงมาตามสายสลิงเพื่อเข้าสู่ห้องโดยสารของเครื่องเธอ
“ไป๋ฮวาคนเก่ง ดูแลน้อง ๆ ด้วย หมอบเอาไว้ให้ต่ำไม่ว่าจะมีเสียงอะไรอย่าลุกขึ้นมามอง” มิสเฉินกำชับกับเด็กทั้งสาม
“ไป๋ฮวา ไป๋เจี้ยน ไป๋เตี๋ย…”
เฉินมี่จวนเอ่ยอย่างยากลำบาก ในตอนนี้เธอได้ยินเสียงกระซิบอีกสองครั้ง คาดว่าคนพวกนั้นตอนนี้ต้องอยู่ในห้องโดยสารประมาณสี่คนแล้วและเธอไม่มีเวลามากนัก
“เชื่อใจดิฉัน เดี๋ยวดิฉันจะกลับมาพาพวกเธอออกไป” เฉิน มี่จวนเอ่ยก่อนจะลุกขึ้นทันที
“มิสต้องกลับมานะคะ” ไป๋ฮวากลั้นใจพูดให้จบประโยคเป็ครั้งแรกแม้ว่าน้ำตาจะเลอะเต็มหน้าก็ตาม แต่เธอ้าให้หม่าม้าของเธอสัญญาเพราะหม่าม้ารักษาสัญญาเสมอ
“สัญญา” เฉินมี่จวนเอ่ยรับสั้น ๆ หากแต่ให้ความหมายกับมันไม่น้อยไปกว่าครั้งใด ๆ
หากว่าเอ่ยสัญญาก็คือต้องทำให้ได้ไม่มีคำว่าไม่ได้หากว่าเธอให้สัญญาไปแล้ว เฉินมี่จวนเดินออกจากห้องนักบินก่อนจะกระชากประตูนั้นปิดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้อากาศที่เหลือน้อยในห้องโดยสารดูดอากาศจากภายในห้องนักบินไปด้วย
เธอไม่มีเวลาจะคุยหรือปลอบใจเด็กน้อยมากไปกว่านี้ แม้ว่าจะอยากทำเท่าไหร่ก็ตาม เพราะตอนนี้พวกชั่วที่คิดจะลองดีกับมิสเฉินเข้ามาอยู่ที่ห้องโดยสารเรียบร้อยแล้ว เฉินมี่จวนเหลือบตาออกไปข้างนอกเล็กน้อยเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีพวกไหนที่ยังเหลืออยู่ข้างนอกอีก
...ใคร? ทหารรับจ้าง มาเฟีย ผู้ก่อการร้าย...
เธอให้น้ำหนักไปทางทหารรับจ้างมากกว่ามาเฟียหรือผู้ก่อการร้ายเพราะดูจากฝีมือแล้วคนพวกนี้เก่งไม่เบาทีเดียว ถ้าเป็เวลาอื่นเธอคงจะคิดหาวิธีดึงคนพวกนี้มาเป็พวกอยู่หรอก ก็แหม~ คนพวกนี้ยิงสลิงจับเครื่องบินได้กลางอากาศเชียวนะ ฝีมืออย่างนี้ไม่ได้หาง่ายเสียหน่อย แต่น่าเสียดายที่ไม่ใช่เวลาแบบนี้...
แววตาของเฉินมี่จวนเปลี่ยนไปทันที จากแววตาของนักธุรกิจที่ไม่ยี่หระกับสิ่งใดบนโลกใบนี้นอกจากผลกำไร แปรเปลี่ยนเป็แววตานิ่งเฉยที่ดูดำมืดกว่าเคย ชายฉกรรจ์ทั้งสี่นั้นแม้ว่าจะเห็นว่าเธอเป็สตรีตัวเล็กแต่ก็ไม่ได้ประมาท เพราะงานที่ได้เงินในระดับนี้ย่อมไม่ใช่งานที่ง่ายอยู่แล้ว
ยิ่งรังสีสังหารที่ออกมาจากตัวของแม่ตุ๊กตาแบรนด์เนมตัวนั้นยิ่งทำให้พวกเขาต้องระวังมากขึ้นไปอีก เสียงลมที่หวีดหวิวทำให้คนที่ยืนอยู่ท้ายเครื่องต้องหาที่ยึดจับให้แน่นเข้าไว้
ใบหน้าของเฉินมี่จวนตอนนี้นั้นเปลี่ยนไปฉับพลัน มือของเธอคว้าเข้าที่ขวดน้ำแร่ของไป๋เตี๋ยที่หมดแล้วขึ้นมาไว้ในมือมั่น ไม่ต้องนึกถึงการเจรจาเพราะคงจะคุยกันไม่รู้เื่ด้วยทั้งเสียงลมและจุดประสงค์ที่ต่างกัน ไม่สิเธอไม่เคยคิดเื่เจรจาั้แ่แรกต่างหาก...
ชายฉกรรจ์สองคนเดินดุ่มมาที่เฉินมี่จวนทันที หญิงสาวที่กำลังยึดตัวอยู่กับเก้าอี้โดยสารนั้นไม่ได้มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย จากทิศที่พวกเขาเดินมานั้นย่อมยากที่จะทรงตัวเพราะตรงนั้นเป็จุดที่ประตูฉุกเฉินอยู่ย่อมมีลมผ่านมากกว่า แต่ตรงที่เธอยืนอยู่นั้นนอกจากความโคลงเคลงของเครื่องแล้วก็ไม่ได้มีอะไรน่ากลัว แล้วถ้าคิดว่าเธอจะยืนสบาย ๆ รอให้พวกมันลากเธอขึ้นไปที่เครื่องของมันก็คงจะโง่ไปเสียหน่อยด้วย
เมื่อชายคนแรกเดินเข้ามาจนถึงระยะที่เธอประมาณไว้แล้ว หญิงสาวก็ฟาดขวดน้ำแร่เข้าที่หัวชายคนนั้นทันที การโจมตีครั้งแรกนั้นไม่ได้หวังจะหยุดเขาอยู่แล้ว ชายคนนี้หนักเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบปอนด์เพราะฉะนั้นเธอแค่กะให้ขวดแตกเป็ปากฉลามเท่านั้น พอได้ขวดที่มีรอยบิ่นตาม้าแล้วเธอก็จัดการกระซวกมันเข้าที่ท้องของชายคนนั้นทันทีก่อนจะเริ่มบิดข้อมือเพื่อเปิดปากแผลของเขาในขณะที่มืออีกข้างก็ฟาดหมัดเข้าเต็มลิ้นปี่ของชายอีกคนหนึ่ง
เท้าที่อยู่ในรองเท้าส้นสูงคู่หรูยันร่างที่ติดอยู่กับขวดน้ำแร่ของตัวเองให้กระเด็นออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งขวดปากฉลามที่ชุ่มไปด้วยเืแทงเข้าที่ใต้ชายโครงของชายอีกคนอย่างรวดเร็ว ทักษะการสังหารของเธอนั้นก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าแซ่เฉินคนอื่นนักหรอก หญิงสาววาดขาเตะร่างของชายที่เพิ่งขาดใจคามือกระเด็นออกไปชนกับอีกชายคนที่เพิ่งจะขึ้นเครื่องมาพอดี ทั้งสองร่างร่วงตกจากเครื่องไปลองชิมรสเกลือในอ่าวสิงคโปร์อย่างรวดเร็ว
การโจมตีที่ราวกับมืออาชีพของหญิงสาวทำให้อีกสองคนที่เหลือระวังตัวมากขึ้นเป็กำลัง คราวนี้พวกเขาไม่กล้าเดินเข้ามาเปิดเกมก่อนแล้ว ลำพังแค่ขวดน้ำแร่ขวดเดียวยังสังหารเพื่อนร่วมงานเขาได้ถึงสามคน มันไม่ใช่คำสั่งในงานที่ได้มาแต่แรก...
พวกเขาถูกสั่งให้มาลักพาตัวนักธุรกิจสาวเท่านั้น เพราะนายจ้างของพวกเขาเตือนมาเื่การ์ดที่เก่งระดับมือสังหาร เลยทำให้พวกเขาเลือกมาลักพาตัวกลางอากาศตอนที่ไม่มีการ์ดแทน แต่น่าเสียดายที่นายจ้างของพวกเขาไม่ได้บอกไว้ก่อนว่ากำลังจะต้องลักพาตัวเครื่องจักรสังหารในร่างตุ๊กตาบาบี้แบรนด์เนม
เฉินมี่จวนเมื่อเห็นว่าคนพวกนั้นไม่บุกเข้ามาก็กลอกตาอย่างเบื่อหน่าย เธอเดินดุ่มเข้าไปหาอีกสองคนที่เหลือโดยไม่รอให้ใครได้ตั้งตัว ปิ่นอันน้อยที่เธอเพิ่งได้มาเป็ของแทนใจถูกเสียบเข้าที่คอหอยของชายทางขวาทันทีโดยไม่ทันที่เขาจะได้ร้องขอชีวิต เฉินมี่จวนนั้นมีเพียงแค่ตัวเปล่ากับสิ่งที่ไม่อาจเรียกว่าเป็อาวุธได้อยู่ในมือหันหน้าไปหาชายคนสุดท้ายทันที
“อั๊ก!”
เสียงร้องของชายคนสุดท้ายดังไม่เป็คำด้วยซ้ำเมื่อเธอตัดสินใจแทงปิ่นเข้าตาของเขาพร้อม ๆ กับสวนมีดสั้นที่กระชากออกมาจากเพื่อนของเขาเข้าที่ช่องท้องพร้อมกันก่อนจะบิดมือทันทีเพื่อปลิดชีพชายคนนั้นโดยไม่รอแม้แต่จะพูดคุยด้วยซ้ำ
เมื่อได้สังหารคนแล้วหัวของเธอก็เหมือนจะโล่งขึ้นอีกนิด เฉินมี่จวนนั่งลงก่อนจะเริ่มปลดหน้ากากออกซิเจนของชายแต่ละคนออก น่าเสียดายที่เธอดันเหวี่ยงชายอีกคนลงเครื่องไปก่อน ในตอนนี้เลยเหลือแค่สามชุดเท่านั้นแต่มันก็พอสำหรับเด็ก ๆ สามคนแล้ว
“Oh! mine...” หญิงสาวอุทานเมื่อเห็นรอยเปื้อนเืที่เสื้อสีขาวของตัวเอง
พระเ้า! เสื้อพวกนี้ต่อให้ซักรอยคราบเืออกก็สี หมองอยู่ดี แล้วถ้าใช้น้ำยาซักผ้าที่แรงกว่าน้ำยาทั่วไปเสื้อก็จะเปื่อยเร็ว มีหวังเธอได้โดนคุณแม่บ้านนินทาลับหลังอีกแน่ว่าหาสามีไม่ได้เพราะมัวแต่ไปมีเื่ทะเลาะวิวาท เฉินมี่จวนปลดเซฟตี้ปืนสั้นที่ปล้นออกมาจากศพก่อนจะวาดแขนไปทางขวาโดยไม่แม้แต่หันมอง นิ้วเรียวเหนี่ยวไกปืนลั่นสังหารคนที่กำลังโรยตัวมาทันที
ปัง!!!
ร่างของคนที่กำลังโหมแรงผ่านเส้นเชือกด้วยความเร็วนั้นนิ่งสนิทเหลือเพียงแต่ร่างไร้ิญญาที่กำลังเลื่อนเข้ามาเท่านั้น โชคดีที่ทางฝั่งนั้นเองก็หยุดเครื่องไว้เพื่อให้มือสังหารของพวกเขาโรยตัวได้ถนัดทำให้เครื่องทั้งสามลำอยู่ในลักษณะเคลื่อนที่ช้าคล้ายลอยค้างมากกว่าพุ่งตรงไปข้างหน้าเพราะไม่อย่างนั้นะุของเธอก็คงจะไม่ตรงเป้าอย่างนี้
หญิงสาวจัดการปล้นชุดหน้ากากออกซิเจนมาจากศพทั้งหมดอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งไปที่ห้องนักบินอีกครั้ง เธอไม่สามารถ เอามาจากศพสุดท้ายที่เธอยิงได้เพราะเธอดันหงุดหงิดจนเผลอยิ่งไปโดนหน้ากากเข้าเลยทำให้เครื่องนั้นเสียไปโดยใช่เหตุ
...ให้ตายสิ ไม่น่าใจร้อนเลย...
เมื่อเห็นว่ามิสเฉินของพวกเขาวิ่งเข้ามาพร้อมกับหมวกประหลาด เด็ก ๆ ก็พากันกรูเข้าหามิสเฉินทันที หญิงสาวที่เนื้อตัวค่อนข้างเปรอะเปื้อนไปด้วยเืส่งหน้ากากออกซิเจนให้เด็กแต่ละคนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะช่วยสวมมันให้กับเด็กหญิงตัวน้อยที่อายุน้อยที่สุดก่อน เฉินมี่จวนอธิบายวิธีการคาบท่อและหายใจอย่างง่าย ๆ ก่อนจะให้เด็กน้อยทุกคนรีบสวมมันเอาไว้
ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังสวมหน้ากากออกซิเจน เธอก็รีบสวมร่มชูชีพให้เด็ก ๆ ทันที โชคดีที่มีร่มสองอันจากห้องนักบินและอีกสองอันจากศพที่เธอไม่ได้ทำให้ร่มเสียหาย แม้ว่าเด็กน้อยพวกนี้จะไม่เคยเรียนะโร่มมาก่อนแต่ในสถานการณ์ที่มีเพียงสองตัวเลือกคือตายตรงนี้กับลงไปเสี่ยงเอาข้างล่าง แน่นอนว่าต้องเลือกข้อหลังอยู่แล้ว
แม้ว่าเธอจะอยากปลอบโยนเด็กน้อยเพียงใด แต่ตอนนี้เธอต้องรีบพาเด็ก ๆ หนีให้ไวที่สุดก่อน เพราะอีกไม่นานคนที่อยู่บนเครื่องบินนั้นจะต้องส่งคนมาเพิ่มอีก หรือไม่แน่หากคนพวกนั้นรู้ตัวแล้วว่าแผนมันผิดไปหมดเขาก็อาจจะใช้วิธีแย่ ๆ อย่างยิงมาที่ตัวถังเครื่องเพื่อะเิเครื่องบินลำนี้เสีย หรือแม้กระทั่งปลดสายสลิงให้เครื่องลำนี้ให้ตกทะเลไป เด็กน้อยหันรีหันขวางอย่างใแต่ก็ไม่กล้าจะร้องออกมา
...ไม่มีเวลาแล้ว...
เฉินมี่จวนคว้าร่างของเด็กน้อยทั้งสามคนเอาไว้แน่น เธอออกคำสั่งให้ทั้งสามไม่ปล่อยมือจากกันและไม่ปล่อยมือจากเธอ เธอคงไม่เสียเวลาเดินกลับไปที่ห้องโดยสารแล้วะโลงตรงประตูฉุกเฉินให้คนข้างนอกสอยเธอร่วงแน่ นิ้วเรียวกดที่ปุ่มสละเครื่องหน้าเก้าอี้นักบินทันที
บึ้ม! เปรี้ยง! เปรี้ยง!
หลังคาเป็ส่วนแรกที่หลุดออกไปก่อนก่อนที่เก้าอี้ทั้งสองจะดีดออกจากเครื่อง เฉินมี่จวนอาศัย่เวลานั้นพาเด็กน้อยทั้งสามะโลงทันที มือของมิสเฉินจับมือของไป๋ฮวาและไป๋เตี๋ยไว้แน่น ร่างโปร่งที่เล่นกีฬา ex-tream เป็งานอดิเรกคราวนี้ถึงคราวที่ต้องะโครั้งที่ยากที่สุดในชีวิตแล้วเพราะเธอกำลังลากเอาเด็กน้อยอีกสามคนมาะโกับเธอด้วย
...จบเื่นี้แล้วจะสอนเด็กพวกนี้โดดร่มหมู่เลย...
การหนีครั้งนี้ไม่ง่ายอย่างที่คาดไว้จริง ๆ เมื่อเธอะโออกมาจากเครื่องส่วนหน้าแล้วไม่นานก็มีอีกสองคนในชุดดำที่โรยตัวลงมาจากเครื่องบินเล็กทางด้านหลังเช่นกัน กลางอากาศอย่างนี้เธอจึงได้เห็นชัด ๆ ว่าการทำงานของคนพวกนี้ใช้เครื่องบินถึงสาม ลำในการตามประกบเธอโดยที่ใช้สองลำยิงสลิงเพื่อรับน้ำหนักเครื่องของเธอเอาไว้ในขณะที่เครื่องด้านหลังนั้นเป็เครื่องติดอาวุธ
...อะไรกันนักหนา...
...1008...
...1009...
...1010...
เฉินมี่จวนหันไปกระตุกร่มของไป๋เจี้ยน ไป๋ฮวาและไป๋เตี๋ยทันทีก่อนจะผลักทั้งสามให้หลุดมือไป หญิงสาวพยายามรวบรวมแรงจากกล้ามเนื้อทั้งหมดที่มีพลิกตัวหงายขึ้นเมื่อเห็นว่าเด็กทั้งสามพ้นระยะอันตรายแล้ว ปืนกระบอกสั้นที่พกมานั้นยิงเข้าที่บริเวณชุดของคนที่ะโตามลงมาทันทีอันที่จริงเธอเล็งที่อก แต่ว่าด้วยแรงลมที่พัดมานั้นทำให้ะุไปโดนที่ร่มชูชีพแทน แต่แค่นี้คนที่คิดจะรวบเธอกลางอากาศกลายเป็ร่วงดิ่งสู่ทะเลโดยไม่มีโอกาสจะได้แม้แต่กางร่มแล้ว
...ก็บอกแล้วว่าอย่าเล่นกับมิสเฉิน...
“ชิ” เฉินมี่จวนอุทานเมื่อเห็นประกายบางอย่างที่เกิดจากเครื่องบินติดอาวุธลำหลัง
ร่างโปร่งรีบพลิกตัวกลับก่อนจะลู่ตัวลงอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มอัตราดิ่งให้กับตัวเอง แต่อย่างนั้นก็ไม่แน่ว่าเธอจะสามารถหลบพ้นวิถีะเิของตัวเครื่องบินได้เลย เฉินมี่จวนเหวี่ยงตัวหมุนเกลียวเพื่อเพิ่มความเร็วให้กับตัวเองอีกเท่าอย่างรวดเร็ว ในตอนนี้นักธุรกิจสาวเริ่มรับรู้ได้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาเพียงชั่วลมหายใจแล้ว
บึ้ม!!!!
เสียงะเิดังสนั่นจนในตอนนี้หูของคนที่กำลังดิ่งตัวลั่นดังเปรี๊ยะก่อนที่จะไม่ได้ยินอะไรอีก เฉินมี่จวนรู้สึกได้ถึงมวลอากาศขนาดใหญ่รวมถึงมวลความร้อนที่อัดที่หลังจนร่างของเธอกระเด็นออกไปอย่างรวดเร็ว ร่างที่เคยพุ่งตรงนั้นบัดนี้แขนขาของเธอไม่อาจจะควบคุมได้อีกหูของเธอน่าจะดับไปแล้วด้วย กลิ่นคาวเืที่คละคลุ้งยิ่งกว่าครั้งใดทำเอาคนรักสะอาดอย่างเธอเกิดขยะแขยงตัวเองขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
ฉัวะ!!!!
“อั๊ก!!!”
เฉินมี่จวนร้องได้เพียงเท่านั้น ส่วนหนึ่งของชิ้นส่วนเครื่องบินที่ะเิออกนั้นปลิวเข้ามาอัดเต็มหลังเธอ ชิ้นส่วนเหล็กร้อนทะลุชั้นิัก่อนจะแทงทะลุอวัยวะจากด้านหลังจนถึงหน้าท้องด้านหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งซัดร่างเธอกระเด็นไปไกลอีกหลายเมตร ความเจ็บร้าวระบมแผ่ซ่านไปทั่วกาย หญิงสาวกรีดร้องเสียงดังหากแต่เธอไม่ได้ยินแม้แต่เสียงตัวเองด้วยซ้ำ
ความเจ็บของหลังนั้นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอไม่มีสิทธิ์ดึงร่มชูชีพอีกแล้ว เฉินมี่จวนปล่อยร่างกายของตัวเองไปตามกระแสแรงะเิของเครื่องบิน ภาพรอบกายหมุนคว้างเป็สีท้องฟ้าสลับกับแสงของไฟที่กำลังลุกไหม้วัตถุชิ้นใหญ่ที่กำลังตกลงสู่ห้วงทะเล มิสเฉินหรี่ตามองภาพนั้นด้วยสายตาที่อ่อนลง ก่อนที่ตัวเธอจะถูกกระแสลมพัดหมุนขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง
ใน่เวลาที่เคว้งคว้างอยู่บนอากาศนั้นสายตาของเธอก็พลันไปเห็นสินทรัพย์ที่เธอสร้างเอาไว้ The Greatest M. Tower ที่มองเห็นได้จากมุมนี้ช่างสวยงามเหลือเกินแต่เธอก็ไม่น่าจะกลับไปได้แล้ว แผลขนาดนี้รอดได้ก็นับว่าปาฏิหาริย์เต็มที สุดท้ายแล้วทรัพย์สินทั้งหมดของเธอหากว่าเฉินหลวนคุนไม่รับไว้ก็คงต้องขายเข้าตลาดหุ้น ตึกรามบ้านช่องที่เธอสร้างเอาไว้อย่างดีทั่วแผ่นดินสุดท้ายแล้วก็คงเป็แค่อิฐแค่ปูนที่ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรมากไปกว่านั้น...
ความเย็นเยียบแผ่จากปลายเท้าขึ้นไปทีละน้อย เืของเธอกระเซ็นไปทั่วตามแรงอัดกระแทกในขณะที่ร่างของเธอกำลังร่วงลงสู่ผืนมหาสมุทรด้านล่าง แต่มันไม่เร็วเท่าที่ควรนักเพราะอีกสิ่งที่ช่วยต้านลมไม่ให้เธอตกน้ำเร็วนักก็คือแผ่นเหล็กใหญ่ที่ปักทะลุจากหลังของเธอที่คอยกระชากเธอกลับสู่ห้วงอากาศทุกครั้งเหมือนมีมือใหญ่ ๆ มาจับตัวเธอเสียบไว้กับไม้บาบีคิวที่ใหญ่เท่ามีดแล้วจับแกว่งไปมาอย่างไรอย่างนั้น
น่าแปลกใจที่เธอยังไม่ตายหรือเจ็บจนหมดสติเสียที ตามหลักการแล้วการเสียเือย่างฉับพลันกับแผลในระดับนี้น่าจะทำให้เืเธอไหลออกจนหมดสติก่อนถึงพื้นด้วยซ้ำไม่ใช่ลอยต้านลมทะเลอยู่อย่างนี้ พอถึงตอนนี้ภาพของพี่ชายที่มักจะลุกขึ้นมาขวางหน้าเธอเอาไว้ทุกครั้งในเวลาที่เกิดปัญหากลับผุดขึ้นมาอีกครั้ง
...อาหลวนช่วยด้วย...
าแที่กว้างขึ้นทุกครั้งที่ลมตีขึ้นไม่ทำให้เธอกรีดร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั้งที่หูของเธอไม่ได้ยินเสียงด้วยซ้ำ น้ำตาที่รินไหลออกมาด้วยทั้งลมที่ปะทะทั้งความร้ายแรงของแผลทำให้เธอยิ่งทุรนทุราย มันเจ็บเสียจนเธออยากจะสิ้นสติไปตอนนี้แต่ก็ทำไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นการร่วงลงจากที่สูงพร้อมความเจ็บนั้นไม่น่ากลัวเท่าความจริงที่เธอกำลังจะตายในไม่กี่วินาทีนับจากนี้ ไม่รู้ว่าตัวเธอจะถึงผืนน้ำก่อนหรือว่าหมดสติก่อนกันแน่ ภาพของเด็กน้อยสามคนลอยมาในหัวของเธอในยามที่เธอกำลังจะสิ้นใจ เหล่าเด็ก ๆ ที่น่ารัก ความสดใสอย่างเดียวในชีวิตของเฉินมี่จวนแล้วก็น่าจะเป็สิ่งที่ดีที่เธอฝากเอาไว้มากกว่าวัตถุสิ่งก่อสร้างพวกนั้นเสียอีก
เธอที่เคยควบคุมได้แม้กระทั่งระบบเศรษฐกิจประเทศ บัดนี้ไม่สามารถควมคุมได้แม้กระทั่งร่างกายตัวเองด้วยซ้ำ หญิงสาวพยายามใช้แรงเฮือกสุดท้ายในการมองหาร่มของ เด็ก ๆ ทั้งสาม อย่างน้อยหากเธอจะไม่รอดแล้วก็ขอให้เด็กสามคนนั้นปลอดภัยก็ยังดี... เธอผิดเองที่ทำให้เด็กสามคนนั้นต้องเจอกับเื่เลวร้ายอย่างนั้น
แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้สายตาเธอเริ่มมองไม่เห็นภาพรอบตัวแล้ว ความหนาวเหน็บที่เข้ามาแทนความเจ็บนั้นน่ากลัวเหลือเกิน เธอเพิ่งจะรู้เหมือนกันว่าคนกำลังจะตายมันจะเป็ความรู้สึกอย่างนี้ ตาของเธอมองไม่เห็นอะไรหูก็ไม่ได้ยิน เธอรู้สึกได้เพียงแต่ความหนาวที่หนาวราวกับว่ากระดูกสันหลังกำลังแช่อยู่ในธารน้ำแข็ง และรับรู้ได้เพียงลมหายใจแ่ ๆ ที่ปลายจมูกกับความเจ็บเหลือทนที่ปากแผลมันเป็ความเจ็บที่เจ็บเสียจนสมองเธอตื้อไปหมด
...!!!
ร่างของเธอคงจะกระทบน้ำทะเลแล้ว เพราะเธอรู้สึกได้ถึงความแสบที่กัดกินแผลของเธอราวกับเธอกำลังจะตายด้วยน้ำเหล่านี้มากกว่าความร้ายแรงของแผลเสียอีก หญิงสาวพยายามอ้าปากเพื่อเอาอากาศเข้าปอดให้มากที่สุดทั้งที่เธอมองแทบไม่เห็นอะไรแล้วก็ตาม ความเย็นและรสชาติเฝื่อนเค็มของน้ำทะเลไหลเข้ามาเต็มปากเต็มจมูกจนแสบไปหมด ในตอนนี้หากจะขออะไรสักอย่างเธออยากจะขอความตายเสียเดี๋ยวนี้!!!
...ความตายก็ยังดีกว่าความทรมาน...
อากาศในปอดของเธอลดลงอย่างรวดเร็วและร่างกายก็ไม่ปล่อยให้เธอต้องสำลักนานนัก ในขณะที่เธอรู้สึกได้ว่าร่างกายของเธอกำลังดิ่งลงสู่ใต้ทะเล ความเจ็บที่แผลค่อย ๆ มลายหายไปทีละน้อยมันถูกทดแทนด้วยความหนาวเหน็บจนปวดไปทั้งสรรพางค์กาย
...อีกนิดเดียวสินะ ใกล้แล้ว...
เธอรู้ดีว่าเวลาชีวิตเธอที่เธอเคยคิดว่าจะรอดนั้นตอนนี้โอกาสรอดชีวิตลดลงจนเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันโอกาสตายก็เป็ตัวเลขที่วิ่งนำโอกาสพิการอย่างไม่ทิ้งฝุ่น
ร่างโปร่งได้แต่คิดถึงเื่ที่เธอเคยทำเอาไว้ในชีวิตที่ผ่านมา ภาพความสุขต่าง ๆ เริ่มไหลรินเข้ามาในความทรงจำไม่ต่างจากความหนาวเหน็บที่เริ่มกัดกินร่างกายเธอ บางทีเธออาจจะ... ไม่ทันได้คิดจนจบร่างโปร่งก็ลอยในท่าทางที่เคว้งกว่าเดิม ในตอนนี้เฉินมี่จวนไม่รับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว...
ร่างกายของหญิงสาวผู้ที่เคยได้ชื่อว่าเป็หนึ่งในห้านักธุรกิจผู้ขยายความเจริญของสังคมไปทั่วแผ่นดินใหญ่ บัดนี้เหลือเพียงแต่กายที่ถูกปักด้วยเหล็กประกอบชิ้นส่วนเครื่องบินราคาไม่ถึงพันหยวน เสื้อผ้าแบรนด์เนมเมื่อขาดวิ่นเลอะไปด้วยเืแล้วก็ดูไร้ราคา ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้กลับสิ้นฤทธิ์ร่วงสู่ก้นทะเลลึกอย่างไม่อาจต้านทาน
...น่าเสียดายจริงนางเป็เด็กที่ฉลาดมากแท้ ๆ ...
“กงจู่สิ้นพระชนม์แล้ว”
เสียงประกาศนิ่งเรียบดังขึ้นหากแต่มันช่างเป็เสียงที่เ็าปราศจากเยื่อใยใด ๆ ในคำพูดโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงอยู่ในหัวสมองของเธอ กลิ่นธูปและกำยานที่กระทบนาสิกััเป็สิ่งแรก ต่อมาก็ร่างกายของเธอที่ตอนนี้หนักราวกับมีบางอย่างมาถ่วงเอาไว้ กลิ่นคาวเืที่คลุ้งในปากทำให้เธอรู้ว่าเธอยังมีชีวิตอยู่ หากแต่ดวงตาทั้งสองข้างกลับรู้สึกแสบร้อนและปวดหนึบราวกับผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก
...อ่า ใครมาเจอเรานะ เรือกู้ภัยหรือ? ...
ร่างบอบบางของเด็กหญิงที่นอนอยู่อย่างสงบบนเตียงก่อนหน้านี้เริ่มพลิกตัวอย่างช้า ๆ ในจิตสำนึกของนางยังคงนึกถึงาแฉกรรจ์ที่กลางหลังจึงทำให้ไม่กล้าที่จะขยับตัวมากด้วยกลัวจะเจ็บแผล หากแต่มันกลับไม่มีความรู้สึกเ็ปอย่างที่คิด
...ยาชา? ...
ไม่มียาชาที่ไหนที่สามารถจัดการกับแผลที่บริเวณหลังที่เฉือนกระดูกสันหลังไปได้หรอก เด็กหญิงตัวน้อยขมวดคิ้วแน่นทันทีเมื่อนึกถึงความจริงข้อนี้ และกลิ่นที่เธอได้กลิ่นอยู่นี้ก็ไม่ใช่กลิ่นยาฆ่าเชื้ออย่างที่ควรเป็เสียด้วย ภาพคนโบราณจำนวนไม่น้อยลอยวนสลับกันไปมาในหัวเธอจนน่ากลัว
...ภาพหลอน...
เป็ไปได้ว่าสมองของเธออาจจะได้รับการกระทบกระเทือน ระหว่างนำส่งโรงพยาบาลจึงทำให้หัวเธอสร้างภาพหลอนแปลก ๆ เป็ภาพหลอนยุคโบราณกับเหล่าผู้คนที่เธอไม่แน่ใจว่าเคยเจอมาก่อนหรือไม่ ภาพเ่าั้ร้อยเรียงไม่เป็เื่ราวนักแต่ก็ยังมีส่วนที่พอจะเข้าใจได้อยู่บ้างแม้จะไม่มากก็ตาม
“เราจะจัดพิธีศพให้กับหยางเยว่ซือกงจู่อย่างสมพระเกียรติ…”
...งานศพ? ใครตาย? กงจู่? ...
ร่างบอบบางตัดสินใจยันตัวเองลุกขึ้นเมื่อไม่ได้รู้สึกเจ็บที่บริเวณแผลแล้ว เด็กหญิงลืมตามองรอบตัวทันที ภาพการลุกขึ้นของคนที่ควรจะสิ้นพระชนม์ไปแล้วสร้างความใให้กับทั้งหมอหลวงเสนาอำมาตย์ทั่วบริเวณ แต่คงจะไม่เท่าความใของคนที่เพิ่งฟื้นขึ้นมาแน่ ดวงตาของเด็กหญิงเบิกกว้างด้วยความใกับภาพที่เห็นทันที
คนโบราณจำนวนมากกำลังนั่งล้อมเธออยู่ทุกคนล้วนสวมใส่ชุดดำมอซอ สีหน้าของแต่ละคนแสดงถึงความใอย่างถึงขีดสุด แต่นั่นยังไม่แปลกเท่าบริเวณที่เธอนอนอยู่มันคือตั่งขนาดควีนไซส์ที่ปูด้วยผ้าแพรปักลายหงส์อย่างสวยงาม รวมถึงการตบแต่งสถานที่รอบ ๆ ด้วยไหปั้นต่าง ๆ และพับผ้าตบแต่งสีดำนั้นไม่ว่าดูอย่างไรที่นี่ก็ไม่ใช่โรงพยาบาลแน่...
“กงจู่ทำไมยังทรง…” เสียงของชายแก่คนหนึ่งชี้มือมาที่เธอด้วยมืออันสั่นเทา
...กงจู่? ...
ร่างเล็กกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนจะก้มลงมองตัวเองอีกครั้งร่างกายของตัวเอง โอ้... ตอนนี้เธอกล้าสาบานเลยว่านี่ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดสักนิด เธอไม่เชื่อเื่โลกหลังความตายหรืออะไรอย่างนั้นเสียด้วย ถึงจะไม่เชื่อแต่ก็พอจะรู้มาบ้างว่าโลกหลังความตายไม่น่าจะใช่อย่างนี้
“เอาอย่างไรดีท่านเสนาบดี” เสียงหนึ่งดังขึ้นที่เบื้องขวาของเธอ
“เอาอย่างไรงั้นหรือ…” ชายหน้าเสี้ยมแหลมคนหนึ่งลุกขึ้นอย่างอุกอาจ
เขาเบ้ปากเป็เชิงว่าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรก่อนจะเดินดุ่มเข้ามาหาเด็กหญิงที่เพิงจะฟื้นตัวขึ้นมาทันที รังสีสังหารของชายคนนี้ไม่ได้น้อยไปกว่าพวกทหารรับจ้างเลยทีเดียว
เขาเดินใกล้เข้ามาในระยะที่เธอพอจะเห็นสิ่งที่เขาทำ เขาใช้อีกมือหนึ่งล้วงเข้าไปในแขนเสื้อของตัวเองด้วยสีหน้ามาดร้าย เด็กหญิงเบิกตากว้างในทันที
ฉึก!!!!!