ในเื่ของการอัญเชิญตัวละครสองปีที่ผ่านมา หนานิก็ได้อัญเชิญตัวละครระดับเซียนอีกหนึ่งคนและเทพยุทธ์อีกสองคน ส่วนที่เหลือก็อยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์หรือไม่ก็ราชันยุทธ์
แม้ว่าจะผ่านมานานกว่าห้าปีนับั้แ่ที่หนานิได้ระบบอัญเชิญสรรพสิ่งมา หนานิก็ยังไม่เคยอัญเชิญตัวละครที่สูงกว่าสีม่วงเลย แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้หนานิผิดหวัง เพราะตอนนี้แค่การอัญเชิญสีม่วงก็เพียงพอที่จะทำให้ตระกูลหนานปกครองโลกระดับต่ำแล้ว
เวลานี้ตระกูลหนานของหนานิมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับผู้ปกครองดินแดนทั้งห้าเป็ที่เรียบร้อยแล้ว สาเหตุง่ายๆก็เพราะพวกเขามีกึ่งเซียนเกือบสิบคนแล้วนั่นเอง และยังไม่รวมมหาเทพยุทธ์อีกหลายสิบคนด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ภายในสถาบันฉินเยี่ย เหล่าศิษย์ทั้งหลายก็กำลังฝึกฝนตัวเองอย่างจริงจัง เนื่องจากอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประลองยุทธ์ของศิษย์หลักทั้งหมดเพื่อหาคนที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวงต้าเหยียนเพื่อที่จะร่วมงานประลองศึกร้อยสถาบันที่จะจัดขึ้นทุกๆสามปี
การประลองศึกร้อยสถาบันเป็การประลองที่มีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากที่มีชื่อเสียงในปัจจุบันก็ได้เข้าร่วมการประลองศึกร้อยสถาบันมาก่อน ทำให้การประลองศึกร้อยสถาบันเป็จุดกำเนิดของวีรบุรุษเลยก็ว่าได้
สำหรับสถาบันฉินเยี่ย พวกเขาก็มีชื่อเสียงอย่างมากในการประลองอย่างมาก เพราะพวกเขามักจะติดอันดับหนึ่งในห้าของสถาบันที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการประลองศึกร้อยสถาบันทุกครั้งนับั้แ่ที่มีการประลองมา
นอกจากจะมีการประลองศึกร้อยสถาบันแล้ว สำนักผู้ตรวจการเองก็มีการประลองด้วยเช่นกันเพื่อที่จะหารุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งทุกๆสามปีเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้เป็ที่สนใจของผู้คนมากนักเพราะการประลองของสำนักผู้ตรวจการส่วนมากจะเป็การประลองแบบปิด ไม่เหมือนกับการประลองศึกร้อยสถาบันที่จะเปิดให้ผู้คนทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหยียนรับชม
โดยการประลองของสำนักผู้ตรวจการก็จัดขึ้นทุกๆสามปีเช่นกันและการประลองของสำนักผู้ตรวจการก็จบลงไปั้แ่ปีที่แล้วแล้ว ซึ่งหนานหลินก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับสำนักผู้ตรวจการแห่งแคว้นฉินโจวอย่างมาก เพราะนางได้อันดับที่หนึ่งมาครอง ทั้งๆที่นางอายุเพียงแค่สิบเก้าปีเท่านั้น โดยคนอื่นที่เข้าร่วมต่างก็มียี่สิบปีขึ้นไป แถมตอนนั้นนางก็เป็ถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายแล้วด้วย ทำให้นางกลายเป็หนึ่งในบุลคลที่มีชื่อเสียงในวงการสำนักผู้ตรวจการไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับอันดับสองในการประลองสำนักผู้ตรวจการก็คือเฟยหลี่แห่งแคว้นหยางโจว เขาคืออัจฉริยะที่แท้จริงในด้านหอก ในปีนี้เขาอายุยี่สิบปีและยังเป็บรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ที่แข็งแกร่งมาก แม้กระทั้งเคยเอาชนะปราชญ์ยุทธ์มาแล้วหลายคน ทำให้เขาเป็บุคคลที่มีชื่อเสียงโด่งดัง
เพียงแต่ทุกๆคนไม่รู้ก็คือหนานหลินในเวลานั้นนางมีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับบเหนือยุทธ์แล้ว เพียงแค่นางดีดนิ้วเบาๆเฟยหลี่ก็ต้องพ่ายแพ้
ทำให้การต่อสู้ระหว่างหนานหลินและเฟยหลี่เป็เพียงแค่การต่อสู้ทั่วไปเท่านั้น แต่ทว่าการที่หนานหลินเอาชนะเฟยหลี่ได้ทำให้นางมีชื่อเสียงอย่างมากในการประลองครั้งนี้ แถมนางยังถูกชักชวนให้เข้าร่วมกับสำนักผู้ตรวจการแห่งเมืองหลวงอีกด้วย แต่ทว่านางก็ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมเพราะนางอยากอยู่ที่สำนักผู้ตรวจการแห่งแคว้นฉินโจวเท่านั้น
เวลานี้หนานิและหนานหลินกำลังประลองยุทธ์กันอยู่ที่ลานประลองของสำนักผู้ตรวจการ โดยที่มีผู้ชมจำนวนมากกำลังส่งเสียงเชียร์ แน่นอนว่าคนส่วนมากนั้นให้กำลังใจหนานหลิน เนื่องจากนี้คือสำนักผู้ตรวจการและนางก็เป็สตรี
แต่ถึงอย่างนั้นแล้วท้ายที่สุด หนานหลินก็ไม่สามารถทำอะไรหนานิได้เลย จบลงด้วยความพ่ายแพ้ของนาง แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้มากขึ้นและยังได้รับคำชี้แนะจากหนานิอีก
เมื่อเห็นว่าการประลองจบลงแล้วและผู้ชนะก็คือหนานิ ทุกๆคนก็ไม่ได้แปลกใจมากนักเพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการประลองกันระหว่างสองพี่น้องคู่นี้ ซึ่งผลสุดท้ายผู้ชนะในการประลองทุกๆครั้งก็คือหนานิอยู่ดี
นอกจากนี้นอกจากหนานหลินแล้ว รุ่นเยาว์จำนวนมากในสำนักผู้ตรวจการต่างก็ต่อคิวที่จะท้าประลองกับหนานิเพื่อที่จะให้หนานิชี้แนะทักษะการต่อสู้ให้
เนื่องจากรุ่นเยาว์ทุกคนต่างรู้ดีว่าหนานิมีความสามารถในการชี้แนะที่สูงมาก เพราะดูอย่างหนานหลินและชิงเหยาที่ทั้งสองพัฒนาฝีมือได้อย่างรวดเร็วใน่ระยะเวลาที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีผลงานในการที่ทำให้หนานหลินได้อันดับหนึ่งในการประลองรุ่นเยาว์ของสำนักผู้ตรวจการอีกด้วย
หนานิหัวเราะจางๆก่อนที่เขาจะยินดีที่จะช่วยชี้แนะรุ่นเยาว์เ่าั้ เพราะถึงอย่างไรหนานิก็ได้รับประโยชน์เพราะเขาก็ได้ฝึกฝนการต่อสู้ไปด้วยเช่นกัน อีกทั้งสามารถสร้างความสัมพันธ์อันดีกับสำนักผู้ตรวจการอีกด้วย
ทางด้านของหนานิ เขาก็ต้องเข้าร่วมการประลองคัดเลือกศิษย์หลักทั้งหมดด้วยเนื่องจากศิษย์หลักทุกคนต้องเข้าร่วมการคัดเลือกนี้ ไม่ว่าจะทำภารกิจหรือปิดด่านอยู่ก็ต้องมาคัดเลือกทั้งหมด
หลังจากที่อยู่ที่สำนักผู้ตรวจการหลายชั่วยาม หนานิก็กลับมาที่บ้านพักในสถาบันฉินเยี่ย
เวลานี้หนานิกำลังนั่งดื่มน้ำชาพร้อมกับอ่านตำราไปด้วย โดยที่มีชิงหยิน ชิงหลานและชิงหยูนั่งอยู่ด้านข้างเพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้
ชิงหยูคือบ่าวรับใช้ที่โหรวอวี้รับมาหลังจากที่ชิงหลันและชิงหลานกำลังฝึกฝนวรยุทธ์อยู่ แน่นอนว่านางก็คือคนของศาลาชุนิเช่นกัน นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของนางก็อยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์ขั้นปลาย
ตอนนี้ชิงหยินและชิงหลานก็ได้กลายเป็ยอดฝีมือระดับจักรพรรดิยุทธ์ไปแล้ว แถมยังเป็จักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงอีกด้วย เรียกได้ว่าพร์ของพวกนางนั้นยอดเยี่ยมอย่างมาก เมื่อเทียบกับคนอื่นๆที่อยู่ในรุ่นเดียวกัน
“ นายท่าน ท่านโหรวอวี้บอกว่าอีกประมาณครึ่งชั่วยามนายท่านต้องไปยังลานประลอง ตอนนี้ท่านโหรวอวี้ได้มุ่งหน้าไปยังลานประลองแล้วเ้าคะ ” ชิงหยูกล่าวขึ้น
“ เข้าใจแล้ว ” หนานิพยักหน้ารับเล็กน้อย เพราะสำหรับเขาแล้วการประลองศึกร้อยสถาบันไม่มีอะไรให้น่าสนใจแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เขามีความแข็งแกร่งในระดับจ้าวยุทธ์ขั้นสูงแล้ว คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะทะลวงเข้าสู่ระดับเทพยุทธ์ได้สำเร็จ เพราะฉะนั้นแล้วการต่อสู้กับผู้ฝึกยุทธ์ในทวีปฮุยต้วนนั้นถือว่าไม่มีอะไรน่าสนใจอีกต่อไป
สำหรับหนานิการได้ต่อสู้กับตัวละครที่เขาอัญเชิญมานั้นถึงจะเรียกว่าการต่อสู้ที่แท้จริง เพราะมันทำให้เขาได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้ที่เขา้า
หลังจากที่นั่งอยู่ที่ศาลาข้างป่าไผ่ประมาณสองเค่อนิดๆ หนานิก็ได้มุ่งหน้าไปยังสนามประลอง
ด้วยความเร็วของหนานิทำให้เขามาถึงสนามประลองในเวลาไม่ถึงสามสิบลมหายใจ
เวลานี้รอบๆลานประลองเต็มไปด้วยศิษย์ของสถาบันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็ศิษย์ชั้นนอกหรือศิษย์ชั้นในก็เตรียมดูการต่อสู้ของศิษย์หลัก
เหล่าอาจารย์ทั้งหมดต่างก็มีที่นั่งพิเศษอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็ต้องไปเบียดกับเหล่าลูกศิษย์
ไม่นานนักศิษย์หลักที่มีชื่อเสียงหลายๆคนก็ปรากฏตัวขึ้นไม่ว่าจะเป็ศิษย์ของเหล่าอาจารย์ขั้นทองที่มากกว่าหลายสิบคน
สำหรับตัวเต็งที่จะได้รับคัดเลือกทั้งห้าคนนั้น ทั่วทั้งสำนักคาดเดาเอาไว้แล้วได้แก่น่าหลันหวงเมิ่ง ฟางเซียงลู่ หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ย หนานิ
น่าหลันหวงเมิ่งคือลูกศิษย์ของผู้อำนวยการสถาบันฉินเยี่ย เขาเป็บุรุษรูปงามอายุยี่สิบสองปี ความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้น ถือได้ว่าเป็อัจฉริยะของสถาบันฉินเยี่ยเลยก็ได้
ฟางเซียงลู่ลูกศิษย์ของรองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียน นอกจากนี้นางยังสตรีที่งดงามติดสามอันดับแรกของเมืองต้าฉินและนางยังเป็คนของตระกูลฟางหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองต้าฉินอีกด้วย ทำให้พร์และทรัพยากรของนางนั้นเหนือกว่าคนอื่นๆมาก ปัจจุบันนางอายุยี่สิบปี ความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์
เนื่องจากอดีตผู้นำของตระกูลฟางและรองผู้อำนวยการเหวินจือเฉียนสนิทกัน ทำให้รองผู้อำนวยการเหวินรับฟางเซียงลู่เป็ลูกศิษย์
หยางไท่และเยี่ยนเจวี๋ยเองปัจจุบันก็อายุยี่สิบสามปี ความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูง ทั้งสองถือได้ว่าเป็หนึ่งในรุ่นเยาว์ที่มีพร์มากที่สุดของสถาบันฉินเยี่ยในตอนนี้
สำหรับคนสุดท้ายอย่างหนานิ ปัจจุบันเขาอายุสิบแปดปี เขาเป็ถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงที่สามารถเอาชนะปราชญ์ยุทธ์ขั้นต้นและขั้นกลางมาแล้วหลายคน ทำให้เขามีชื่อเสียงอย่างมาก และเขาถูกยกย่องว่าเป็รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดของสถาบันฉินเยี่ยเลยทีเดียว แม้ว่าปัจจุบันเขาจะมีความแข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสูงก็ตาม
ผ่านไปไม่นานศิษย์หลักทั้งหมดของสถาบันฉินเยี่ยก็มาครบ พวกเขายืนอยู่อย่างเป็ระเบียบพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ยกเว้นแต่ศิษย์หลักที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน พวกเขารู้สึกชินชากับการรู้สึกที่ถูกผู้คนจ้องมองแล้ว
ทันใดนั้นผู้อำนวยการและเหล่าอาจารย์ทั้งหมดก็ปรากฏตัวขึ้น
ไท่อี้เจินซูซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของสถาบันฉินเยี่ยมานานกว่าหกสิบปี เขายังเคยเป็อาจารย์ของฉินอ๋องอีกด้วย ทำให้ผู้อำนวยการไท่อี้เจินซูเป็คนที่มีชื่อเสียงอย่างมากในแคว้นฉินโจวหรือแม้แต่แคว้นอื่นๆของอาณาจักรต้าเหยียนก็ต้องเคยได้ยิน
“ สวัสดีเหล่าลูกศิษย์ การประลองในวันนี้พวกเ้าก็น่าจะรู้ถึงจุดประสงค์ของมันเป็อย่างดี นอกจากนี้ศิษย์ที่สามารถเป็ตัวแทนของสถาบันจะได้รับโอสถหยวนอิงคนละสามเม็ดเป็รางวัล เพื่อไม่ให้เป็การเสียเวลา เรามาเริ่มการประลองกันเถอะ ” ไท่อี้เจินซูกล่าวด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะพาเหล่าอาจารย์ไปนั่งที่ของตัวเอง
เหล่าศิษย์หลักที่ได้ยินว่าจะได้โอสถหยวนอิงเป็ต่างก็แสดงสีหน้าตื่นเต้นขึ้นมาทันที เนื่องจากโอสถหยวนอิงเป็โอสถระดับ์ที่ช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ให้กับระดับบรรพจารย์ยุทธ์อย่างมาก และยิ่งเหล่าศิษย์หลักทั้งหมดต่างก็เป็ถึงบรรพจารย์ยุทธ์
ไม่นานการประลองเพื่อเฟ้นหาศิษย์หลักที่เป็ตัวแทนของสถาบันฉินเยี่ยก็เริ่มต้นขึ้น
การต่อสู้ของเหล่าศิษย์หลักทั้งหมดต่างก็เต็มไปด้วยความดุเดือดเพราะทักษะและการต่อสู้ของพวกเขานั้นเต็มด้วยประสบการณ์และเทคนิคต่างๆ
หนานิและเหล่าตัวเต็งต่างก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับการต่อสู้ของศิษย์หลัก เพราะพวกเขามั่นใจในฝีมือของตัวเองมาก
สำหรับหนานิเขาคิดอยู่ว่าเขาจะยอมแพ้ดีหรือไม่เพราะเขาไม่ค่อยชอบออกเดินทางสักเท่าไหร่ ถ้าหากไม่ใช่เหตุสุดวิสัยจริงๆ แต่พอเขาคิดไปคิดมาเขาก็อยากจะไปเมืองหลวงของอาณาจักต้าเหยียนดูสักครั้งเหมือนกัน
ในขณะที่หนานิกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น จู่ๆยันต์ส่งสารก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของเขา
หนานิหยิบเอายันต์ส่งสารขึ้นมาและอ่านข้อความในยันต์กส่งสารอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ส่ายหน้าเบาๆก่อนที่จะพึมพำขึ้นว่า “ ดูเหมือนว่าข้าคงต้องไปยังเมืองหลวงต้าเหยียนแล้วล่ะ ”
ยันต์ส่งสารนี้เป็หนานหลินที่ส่งมา เนื่องจากนางได้รับคำสั่งให้ไปยังสำนักผู้ตรวจการสาขาใหญ่เพื่อทดสอบความสามารถและอาจจะได้เลื่อนขั้นเป็ผู้ตรวจการระดับม่วง และถ้าหากนางได้เลื่อนขั้นเป็ระดับม่วง นางจะได้รับการเข้าฝึกพิเศษจากสำนักผู้ตรวจการที่จะมีการฝึกแบบนี้ในทุกๆปี ปีละหนึ่งร้อยคนจากผู้ตรวจการรุ่นเยาว์ทั่วทั้งอาณาจักรต้าเหยียน
แน่นอนว่าด้วยความแข็งแกร่งของหนานหลินนางย่อมได้รับการเลื่อนขั้นเป็ระดับม่วงอยู่แล้ว และการที่นางไปยังสำนักผู้ตรวจการสาขาใหญ่ก็เพื่อที่เที่ยวเล่น ไม่ได้คิดที่จะฝึกฝนจริงๆจังๆแม้แต่น้อย
ว่ากันว่าการฝึกพิเศษนี้จะได้รับการฝึกฝนจากท่านอ๋องเหยียนลั่วโดยตรงอีกด้วย ทำให้การฝึกพิเศษนี้เป็ที่ใฝ่ฝันของเหล่าผู้ตรวจการรุ่นเยาว์ทั้งหมด ยกเว้นเพียงแค่หนานหลินคนเดียวล่ะมั้งที่ไม่ได้อยากฝึกพิเศษเ่าั้
เพราะแบบนี้หนานหลินกำลังจะเดินทางไปยังเมืองหลวงต้าเหยียนใน่เวลาที่มีการแข่งขันศึกร้อยสถาบันพอดี และนางก็อยากให้หนานิไปเจอกับนางที่เมืองหลวงต้าเหยียน
ในเมื่อหนานิได้รับข้อความจากหนานหลินแล้ว เขาก็ตกลงที่จะเป็ตัวแทนของสถาบันฉินเยี่ย
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามชั่วยามการคัดเลือกตัวแทนก็จบลง
และตัวแทนห้าคนที่จะไปยังเมืองหลวงต้าเหยียนเพื่อประลองศึกร้อยสำนักก็คือตัวเต็งทั้งห้าคน ได้แก่น่าหลันหวงเมิ่ง ฟางเซียงลู่ หยางไท่ เยี่ยนเจวี๋ย หนานิ
การต่อสู้ของทั้งห้าคนนี้ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับศิษย์หลักคนอื่นๆเลยด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาสามารถเอาชนะศิษย์หลักคนอื่นๆไม่เกินสามกระบวนท่าด้วยซ้ำ
เมื่อได้ตัวแทนทั้งห้าคนแล้ว ไท่อี้เจินซูก็บอกให้ทั้งห้าคนเตรียมตัวและพวกเขาจะออกเดินทางในอีกครึ่งเดือนข้างหน้า
หนานิได้ขอทางสถาบันกลับไปยังตระกูลหนานเพื่ออยู่กับครอบครัวก่อนที่จะออกเดินทาง
ด้วยความเร็วของหนานิ ไม่นานเขาก็มาถึงตระกูลหนาน
จวนตระกูลหนานมีขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยกลิ่นอายที่เก่าแก่ ที่ทางเข้าของจวนตระกูลหนานมีผู้คุ้มกันสองคนยืนเฝ้าอยู่ และผู้คุ้มกันทั้งสองคนนี้เป็ถึงระดับอาจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์อีกด้วย
ไม่นานรถม้าของสถาบันฉินเยี่ยก็มาจอดอยู่ที่หน้าทางเข้าจวนตระกูลหนาน
“ ยินดีต้อนรับนายน้อยสาม ” ผู้คุ้มกันทั้งสองคนต่างก็กล่าวขึ้นพร้อมกัน
หนาิกล่าวทักทายเล็กน้อยก่อนที่จะเดินเข้าไปในจวนหลัก