“แต่ก่อนท่านอาเล็กก็คิดว่าแปลกเช่นกัน ทว่าตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว สตรีนั้นถึงจะหน้าตาสะสวยก็ไร้ประโยชน์ ใช่ว่าจะทำให้ทุกคนชอบได้ แต่น่าเสียดายที่ข้าเข้าใจช้าไป อย่างไรเสียผิงเจี่ยเอ๋อร์เฉลียวฉลาดเช่นนี้ ต่อไปจะต้องเติบโตเป็สตรีที่ดียิ่งกว่าอาเล็กแน่นอน”
ผิงเจี่ยเอ๋อร์ฟังด้วยความงุนงง ท่านแม่บอกกับตนว่าบ้านแม่สามีของท่านอาเล็กไม่้านาง แต่ไม่ได้บอกกับตนชัดเจนว่าเพราะเหตุใด แต่ทว่าตนโตเช่นนี้แล้ว ย่อมสามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้
เช่นนั้นแล้ว ผิงเจี่ยเอ๋อร์จึงคิดว่าท่านอาเล็กที่อยู่ตรงหน้านาง ดูแล้วก็ไม่เหมือนอย่างที่ท่านแม่กล่าวไว้ว่า...เป็คนไม่ดี...
เป็เื่ง่ายที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของเด็ก ทั้งตัวของกู้หวาจิงเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมาย
อย่างไรก็ตาม แต่เดิมเื่นี้ก็เกิดขึ้นเพราะกู้หวาจิงคนก่อนมิใช่นาง ทว่านางกลับต้องมาเป็ทุกข์เื่นี้ แม่นางน้อยกู้หวาจิงที่งามดุจบุปผากลับต้องมาแบกรับเื่ราวเหล่านี้เอาไว้...
หลังงานเลี้ยงสิ้นสุด กู้หวาจิงกลับไปยังเรือน์บุปผาเริงระบำด้วยท่าทางสงบ
นางทราบดีว่าท่านพ่อและพี่ชายไม่อยากให้นางต้องกลัดกลุ้ม ดังนั้นนางจึงยอมคล้อยตามทุกเื่ หลังจากกลับมานางก็ตรงไปอาบน้ำและเข้านอนทันที
ทว่าภายในเรือนของบ้านใหญ่ บรรยากาศกลับไม่ค่อยดีนัก
“ท่านพี่ วันนี้ผิงเจี่ยเอ๋อร์เพียงแค่พลั้งปากเอ่ยประโยคเช่นนั้นออกไป ท่านอย่าได้ โมโหนางเลย”
ฉินหว่านฮุ่ยเกรงว่ากู้หวาเหล่ยจะลงโทษผิงเจี่ยเอ๋อร์ ทันทีที่กลับมาจึงลดท่าทีลง ใช้คำพูดนุ่มนวลอบอุ่นพลางช่วยเขาถอดอาภรณ์ออก
กู้หวาเหล่ยหันมามองนาง เขาไม่ได้ตอบกลับไป นั่งลงข้างโต๊ะ สีหน้าเรียบนิ่ง
“ผิงเจี่ยเอ๋อร์ยามปรกติก็ปฏิบัติตัวดีเป็ที่สุด น้องหญิงเพิ่งจะกลับมา ท่านก็รู้ ผิงเจี่ยเอ๋อร์ชอบเรือน์บุปผาเริงระบำนั้นมาก มิใช่เื่แปลกหากครั้งนี้นางจะรู้สึกขุ่นเคืองเล็กน้อย แต่อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ตั้งใจ ท่านอย่าไปถือสาเอาความกับนางเลย”
ฉินหว่านฮุ่ยพยายามเค้นหาเหตุผลที่เหมาะสมเหมือนเช่นแต่ก่อน จนไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของกู้หวาเหล่ยที่ค่อยๆ แสดงความโกรธออกมา
ทุกครั้งเมื่อเป็เช่นนี้ ทุกครั้งที่ฉินหว่านฮุ่ยทำอะไรผิดพลาด นางไม่เคยคิดว่านี่เป็ความผิดของนาง กลับกัน นางจะพยายามหาข้อแก้ตัวต่างๆ มาอธิบาย
ในตอนแรกกู้หวาเหล่ยพยายามที่จะอดทนกับนิสัยนี้ของนาง แต่ในไม่ช้าเขาก็พบว่าไร้ประโยชน์ ฉินหว่านฮุ่ยยังคิดว่าไม่ใช่ความผิดของนาง แม้ปากจะเอ่ยออกมาว่ายอมรับผิด แต่ในใจไม่ได้คิดเช่นนั้น
แต่อย่างไรเสีย ฉินหว่านฮุ่ยก็คือภรรยาที่แต่ง เข้ามาอย่างถูกต้องตามประเพณีของเขา แม้กู้หวาเหล่ยไม่ได้มีความสุขยามอยู่กับนาง ทั้งยังคอยปลีกตัวออกห่างอยู่ตลอด แต่ก็ให้เกียรตินางเสมอ ทว่าฉินหว่านฮุ่ยนางไม่เคยวางมือเื่ธุระในจวน ทั้งยังอาศัยผิงเจี่ยเอ๋อร์บุตรสาวเพียงคนเดียวในจวนมาแอบอ้างวางตนเป็ใหญ่ กู้หวาเหล่ยต้องทนทรมานกับความละอายที่มีต่อคนอื่นในบ้านมากขึ้น และพยายามอย่างหนักที่จะทำหน้าที่พี่ใหญ่ให้ดีขึ้น
ทว่าครั้งนี้เมื่อเห็นฉินหว่านฮุ่ยเป็เช่นนี้อีกครั้ง โดยเฉพาะยามนางมองไปยังจิงจิง ภายในใจของกู้หวาเหล่ยก็อดคิดไม่ได้
เป็ไปได้หรือไม่ที่ผิงเจี่ยเอ๋อร์จะเรียนรู้คำพูดนั้นมาจากมารดาที่อยู่ข้างกายนาง
ผิงเจี่ยเอ๋อร์กับฉินหว่านฮุ่ยอยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน แล้วในวันหน้านางจะไม่กลายเป็ผู้มีนิสัย คิดเล็กคิดน้อยจิตใจคับแค้นหรือ
“เ้าพูดถูกแล้ว ผิงเจี่ยเอ๋อร์จริงๆ แล้วยังเด็กอยู่ ยังแยกแยะถูกผิดไม่ได้”
ฉินหว่านฮุ่ยได้ยินคำพูดเช่นนั้นของกู้หวาเหล่ยก็โล่งอก ใบหน้ากำลังจะแย้มรอยยิ้มเอ่ยบางอย่าง ก็ได้ยินกู้หวาเหล่ยเอ่ยต่อไปว่า “นางไร้ความสามารถในการแยกแยะ คนที่เอ่ยวาจาเช่นนั้นต่อหน้านางย่อมมิใช่คนดีแน่ ไม่ว่าจะเป็ใคร แน่นอนว่าต้องมีเจตนาที่มิชอบ เกรงว่าจะทำให้ภายในเรือนเกิดความโกลาหลได้ เ้าไปตรวจสอบให้ดี หากเจอแล้วก็ให้ไล่ออกไปโดยเร็ว ทั้งนี้จะได้ไม่ให้มีพิษมีภัยต่อผิงเจี่ยเอ๋อร์”
“...”
นางแทบจะกระอักออกมา
ใครกันเล่าที่เอ่ยวาจาเช่นนั้นต่อหน้าผิงเจี่ยเอ๋อร์ ใครกันเล่าที่จะกล้าพูดเื่เหลวไหลต่อหน้าผิงเจี่ยเอ๋อร์ ผิงเจี่ยเอ๋อร์เป็ดั่งดวงใจของนาง ในเรือนนี้นอกจากนางแล้ว ยังจะมีใครกล้าพูดว่าร้ายผู้อื่นมากมายต่อหน้า ผิงเจี่ยเอ๋อร์ได้อีก!
เื่เหล่านี้นายท่านใหญ่ย่อมรู้ดี! ทว่าเหตุใดเขาจึงเอ่ยคำพูดเช่นนี้
หรือว่า...หรือว่าสิ่งที่เขากล่าวก็คือข้านั้น มีเจตนาร้าย เป็ผู้ที่ไม่อยากให้ภายในเรือน สงบสุขงั้นรึ!
ไม่ไม่ไม่ นี่เป็ไปไม่ได้ นายท่านใหญ่คงไม่ได้หมายถึงข้า
นางคอยปลอบขวัญตนเองอยู่ภายในใจ ทว่าอดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองสีหน้าของกู้หวาเหล่ย
จากมุมนี้หัวใจของฉินหวานฮุ่ยก็พลันสั่นสะท้าน ดวงตาของกู้หวาเหล่ย มอง นางอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้แน่นอนว่าคำพูดเ่าั้เป็นางที่พูดไป ดังนั้นถึงได้เอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกมา!
“เ้าไปตรวจสอบให้ดีเถอะ วันนี้ข้าจะไปพักยังเรือนเหอ”
กู้หวาเหล่ยพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป ไม่มีแม้แต่คำพูดปลอบโยนสักนิดเดียว
เรือนเหออีกแล้ว! ฉินหว่านฮุ่ยกำหมัด ร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
กู้หวาเหล่ยปฏิบัติกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!
หากไม่ใช่เพราะนาง ยามนี้บ้านใหญ่ของพวกเขาจะมีอำนาจเช่นนี้ได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะนาง ความมั่งคั่งอิ่มอกอิ่มท้องกันของตระกูลจะอยู่ในมือของบ้านใหญ่อย่างมั่นคงได้อย่างไร บ้านใหญ่ของพวกเขาจะสะดวกสบายมีกินมีใช้กว่าบ้าน รองได้อย่างไร
ในใจฉินหว่านฮุ่ยแทบกระอักเื นางอยู่ในจวนนี้ต้องพยายามอย่างหนัก คอยแข่งขันกับหยางจยาเหยายังไม่พอ ยังต้องใช้เล่ห์เพทุบาย่ชิงความโปรดปรานจากอนุภรรยาภายในเรือนอีก นี่เป็เื่ง่ายสำหรับนางงั้นหรือ!
แต่กู้หวาเหล่ยกลับไม่เคยเห็นใจ ทั้งยังมาอมทรายพ่นเงา[1]เพียงเพราะนางตำหนิกู้หวาจิงเพียงไม่กี่คำ หรือที่นางพูดไปมิใช่เื่จริง กู้หวาจิงโดนบุรุษหมางเมิน ตระกูลไป๋ไม่้านาง นั่นไม่ใช่เื่จริงหรอกหรือ!
ฉินหว่านฮุ่ยที่คับแค้นอยู่ภายในอก ได้แต่บริภาษกู้หวาจิงอย่างเจ็บแสบอยู่ภายในใจ แต่นางกลับไม่รู้ว่า เดิมทีกู้หวาเหล่ยใช้ข้ออ้างเื่อนุภรรยา เพื่อให้ฉินหว่านฮุ่ยเบนความสนใจออกไปจากหยางจยาเหยา
นางไม่รู้ว่า เพราะนางยึดมั่นในสิทธิความเป็ฮูหยินใหญ่ภายในบ้าน กู้หวาเหล่ยรู้สึกผิดกับกู้หวาเซวียนและภรรยาของเขาเป็การส่วนตัวมาโดยตลอด แม้กระทั่งขอโทษพวกเขาอย่างจริงใจในหลายๆ ครั้ง เดิมเขาเป็ถึงพี่ใหญ่และสะใภ้ใหญ่ในครอบครัว แต่กลับไม่สามารถเข้มงวดเคร่งครัดกับตนเองได้ นั่นทำให้เขาละอายใจมาก
หากไม่เป็เพราะความใจกว้างโอบอ้อมอารีที่ภรรยาของกู้หวาเซวียนมี ตระกูลกู้ในเวลานี้อาจจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขสบายใจเช่นนี้ก็เป็ได้ ในเื่นี้ ฉินหว่านฮุ่ยไม่เคยรู้...
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/f76a431cff2b24d74f8d84186b87e2b9
[1] อุปมาว่า ใส่ร้ายอย่างลับๆ