บทนำ
สายลมหนาวพัดผ่านยอดไม้ให้โอนอ่อนพลิ้วไหวอ้อยอิ่งไปตามยอดหญ้าความมืดยามราตรีบดบังความงดงามสีชมพูละมุนของดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่งเต็มกิ่งก้านที่ไร้ใบสายลมเอื่อยพัดพากลีบดอกเหมยให้ร่วงหล่นเรี่ยพื้นจนบริเวณนั้นกลายเป็สีชมพูไปหมด
พระอาทิตย์ตกลับขอบฟ้าไปเนิ่นนานแล้วแต่แสงเทียนริบหรี่ในห้องของคุณหนูตระกูลขุนนางยังคงส่องสว่างอยู่ในความมืดแสงสีทองนั้นส่องกระทบผิวเนื้อขาวเนียนละเอียด ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ล้อมรอบไปด้วยแพขนตายาวฉายแววเปี่ยมสุขอากาศเย็นใน่เริ่มต้นฤดูหนาวยิ่งทำให้แก้มและริมฝีปากของนางแดงราวมะเขือเทศสด
ร่างแน่งน้อยเอนกายอิงขอบหน้าต่างนางกำลังเหม่อมองออกไปยังท้องฟ้าสีนิลที่ยามนี้ดารดาษไปด้วยดวงดาวนับล้านดวงจันทร์สีนวลเปล่งแสงสว่างไสวยิ่งกว่าท้องฟ้ายามเที่ยงวัน งดงามกว่าภาพวาดของจิตรกรฝีมือดี
ภาพเบื้องหน้าของหญิงสาวนั้นทำให้หัวใจของสาวงามวัยแรกดรุณีผู้นี้อ่อนไหวอิ่มเอมยิ่งนักนางแนบศีรษะลงไปกับขอบหน้าต่างไม้ ดวงตาจับจ้องไปยังแสงวิบวับเบื้องบน
“เข้านอนได้แล้วเ้าค่ะคุณหนู” เสียงหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากทางด้านหลัง หญิงสาวจึงหันตามเสียงนั้นและพบกับแม่นมของตนที่ดูแลนางมาั้แ่แบเบาะนางระบายยิ้มน้อยๆก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานละมุนละไม
“ข้าขอนั่งอยู่ตรงนี้สักครู่ได้หรือไม่?หากเข้าวังไปแล้ว ข้าเกรงว่าจะไม่ได้เห็นดวงดาวที่งดงามเช่นนี้อีก”
แม่นมของหญิงสาวยิ้มน้อยๆรู้สึกเอ็นดูความเดียงสาของหญิงสาวเป็กำลัง นางกล่าว
“ดวงดาวในวังกับดวงดาวที่นี่ก็ดวงเดียวกันนะเ้าคะ ดีไม่ดี ที่นั่นจะงามกว่าที่นี่มาก”คำพูดของแม่นมส่งผลให้หญิงสาวขมวดคิ้ว นางถามอย่างเดียงสา
“ท่านเพิ่งจะบอกว่าดวงดาวของทั้งสองสถานที่เป็ดาวดวงเดียวกัน เหตุใดท่านจึงบอกว่าหมู่ดาวในวังจะงามกว่าที่นี่เล่าคำพูดของท่านมิย้อนแย่งหรอกหรือ?” เสียงหวานถามอย่างนุ่มนวลตามแบบฉบับกุลสตรีที่ถูกเลี้ยงดูมาในตระกูลขุนนางถึงตระกูลนี้จะไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง แต่พวกเขาก็ชุบเลี้ยงบุตรีของตนได้อย่างดีทีเดียว
ใบหน้างดงามราวนาง์ตอนนี้เต็มไปด้วยความฉงนแม่นมยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะกล่าว
“เหตุที่ข้าบอกว่าดวงดาวในวังจะงดงามกว่านั่นก็เพราะเมื่อท่านเข้าวังไปแล้ว ท่านจะมิได้ชื่นชมความงามนี้เพียงลำพังอีกต่อไปแต่ท่านจะชื่นชมดวงดาวเคียงข้างชายที่ท่านปรารถนา นั่นต่างหากล่ะสิ่งที่จะทำให้ดวงดาวงดงามกว่าที่ท่านเห็นอยู่ยามนี้”ถ้อยคำของแม่นมทำให้หญิงสาวถึงกับต้องหลบสายด้วยความขวยเขิน
แก้มนวลไร้ราคีกลายเป็สีแดงภายใต้แสงเทียนแม่นมมองหญิงสาวที่นั่งประสานมือหลบสายตาเงียบๆ หญิงสาวหันกลับมาหาแม่นมก่อนจะเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก
“ท่านคิดว่าองค์รัชทายาทจะพึงใจในตัวข้าหรือไม่?”
“คุณหนูของข้างดงามถึงเพียงนี้ข้ายังคิดไม่ออกเลยว่าชายใดจะไม่หลงรักท่าน” แม่นมกล่าวนางหยิบหวีไม้ขึ้นมาสางผมสีดำขลับของผู้เป็นายก่อนจะกล่าวต่อ
“ข้าเชื่อแน่ว่าองค์รัชทายาทจะต้องพึงใจในตัวท่านหาใช่รูปโฉมอันงดงามของท่านไม่ แต่เป็จิตใจอันอ่อนโยนเปี่ยมด้วยเมตตาของท่านต่างหาก”หญิงสาวผู้อ่อนวัยเผยรอยยิ้มเขินอายแม่นมจึงบีบไหล่ผู้เป็นายเบาๆเป็เชิงให้สัญญาณ
“เข้านอนเถอะเ้าค่ะพรุ่งนี้ท่านจะต้องเดินทางแต่เช้า” หญิงสาวผู้อ่อนวัยพยักหน้านางมองร่างอวบสูงวัยเดินออกจากห้องไป ก่อนจะหันกลับมามองดวงดาวที่นางรักอีกครั้ง
หมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับให้กับนางราวกับจะอวยพรให้นางสมหวังดังปรารถนาหญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามเทียบดวงดาวหลับตาลง ก่อนจะอธิษฐานเบาๆ
‘ข้าแต่ดวงดาวบนท้องฟ้า ข้ามิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าชะตาของข้าหลังจากนี้จะเป็เช่นไรชีวิตนี้ ข้ามิปรารถนาสิ่งใดไปมากกว่ารักแท้อีกแล้ว ถ้าหากนี่คือวาสนาของข้าหากท่านเมตตา ขอท่านเหนี่ยวนำชะตารักอันงดงามมาสู่ข้าและคนที่ข้ารักด้วยเถิด’
หญิงสาวอธิษฐานอย่างตั้งใจขนตายาวทาบทับลงบนโหนกแก้มขาวนวล แต่ทันใดนั้นเอง
“ปัง!!!” จู่ๆก็มีเสียงดังสนั่นราวกับฟ้าถล่มมันดังเสียจนหญิงสาวที่กำลังจดจ่ออยู่กับคำอธิษฐานสะดุ้งตัวโยน นางลืมตาขึ้นทันที
ด้านนอกหน้าต่างมีกลุ่มควันจางๆลอยอยู่เหนือยอดไม้กิ่งดอกเหมยที่เคยชูช่อตระหง่านยามนี้หักลงไปกองอยู่บนพื้น เปลวไฟน้อยๆเต้นระริกอยู่บนกิ่งก้านของมัน
หลังจากตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งหญิงสาวที่เมื่อครู่ยังนั่งอธิษฐานต่อหน้าดวงดาวก็รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไปในสวนที่ติดกับห้องของนางนางแปลกใจอยู่ไม่น้อยว่าเหตุใดคนในบ้านถึงยังไม่แตกตื่นเพราะเสียงเมื่อครู่นั้นสามารถปลุกั์ที่กำลังหลับใหลได้เลยทีเดียว
ร่างเล็กวิ่งเหยาะๆมาจนถึงสวนกว้างหากแม่นมของนางมาเห็นท่าทางที่ไม่สำรวมเช่นนี้คงจะดุเป็เป็วรรคเป็เวรแต่นางก็ไม่สนใจ เพราะตอนนี้นางอยากรู้เหลือเกินว่าสิ่งใดที่ร่วงลงมาจากท้องฟ้า
หญิงสาวมองลงไปยังพื้นดินพลางรอคอยอย่างใจจดใจจ่อให้กลุ่มควันนั้นค่อยๆจางลงวัตถุประหลาดสีแดงมันเงาปรากฏขึ้นตรงหน้าของนาง ขนาดของสิ่งนั้นใหญ่กว่าลูกพุทราสุกเล็กน้อยแสงจากเปลวไฟรอบข้างส่องกระทบเหลี่ยมมุมของวัตถุนั้นจนมองคล้ายกับว่ามันกำลังเปล่งแสงกระจ่างงดงามอย่างที่หญิงสาวไม่เคยเห็นมาก่อน
ดวงตาหวานสีน้ำตาลจ้องมองวัตถุปริศนานั้นไม่วางใจเต้นแรงราวกับจะหลุดออกมานอกอก มันดูคล้ายอัญมณีบนเครื่องประดับ แต่ก็แปลกตาน่าดึงดูดใจมันดูอันตรายแต่ก็น่าััเสียจริง เมื่อเพ่งพินิจดูใกล้ๆแล้ว เนื้อของมันสุกใสสะท้อนแสงเปลวไฟที่เต้นระริก‘สิ่งนี้คืออะไรกัน? มันตกมาจากฟ้างั้นหรือ?’ เสียงในใจของหญิงสาวถามขึ้น
นางลังเลอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะตัดสินใจเอื้อมมือลงไปหาสิ่งนั้นอย่างกล้าๆกลัวๆไม่แน่ใจว่าสิ่งที่นางกำลังจะทำนี้ถูกต้องหรือไม่สิ่งที่แน่ใจอย่างเดียวคือนางกำลังขัดขืนคำสั่งทั้งหมดที่นางเคยถูกสอนมา ตอนนี้นางต้องทำสิ่งนี้ ต้องััมันให้ได้
วินาทีที่นิ้วเรียวงามััลงบนวัตถุนั้นหญิงสาวก็ชักมือออกเล็กน้อยด้วยเกรงว่าความร้อนจากสิ่งนั้นจะแผดเผาผิวเนื้อปลายนิ้วแต่แปลกเหลือเกินที่วัตถุคล้ายอัญมณีดังกล่าวกลับอุ่นสบายมือเมื่อแรกััพื้นผิวของมันลื่นและใสดังแก้วสีชาด จิตใต้สำนึกบอกว่าสิ่งนี้ไม่เป็อันตรายนางจึงไม่ลังเลที่จับหยิบมันขึ้นมาพินิจใกล้ๆ
หญิงสาวประคองสิ่งของสีชาดนั้นไว้ในมือปัดคราบดินที่ติดมาเล็กน้อยก่อนจะมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ในใจหวนคิดได้ว่าสิ่งนี้ตกลงมาหลังจากที่นางอธิษฐานนางคิดได้ในวินาทีต่อมาว่าสิ่งนี้อาจจะเป็ดังคำยืนยันของเหล่าทวยเทพบนสรวง์ว่านางจะได้พบรักแท้ดังที่นางปรารถนา
รอยยิ้มงดงามปรากฏขึ้นบนใบหน้าหมดจดแววแห่งความยินดีปรากฏขึ้นในดวงตาสีอ่อน หญิงสาวมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าสิ่งที่อยู่ในมือของนางนี้ จะนำพาชะตากรรมอันยิ่งใหญ่มาสู่ใครอีกหลายคน