ตั้งแต่เกิดมา ฉันไม่เคยหมั่นไส้ใครมากถึงเพียงนี้ "แม่จะอัดให้น่วมเลย!" ฉันโยนหมอนขึ้นมาก่อนจะเตะมันลงพื้นเพื่อหวังจะระบายความหงุดหงิดในใจ แต่ทว่าจะทำอย่างไรได้เล่า? ท่านพ่อก็เป็นขุนนางอยู่ในวังหลวง ดีไม่ดีท่านอาจจะโดนอ๋องสี่กลั่นแกล้งเข้าสักวันก็เป็นได้ ฉันไม่ได้รักเขาคงยินยอมแต่งไม่ลงหรอก อีกทั้งยังมีผู้หญิงคนนั้นเป็นว่าที่พระชายาอีก นางคงจะนำพาเรื่องปวดหัวมาให้ฉันทุกวี่วันเป็นแน่ อา...ฉันตายไปอีกสักรอบจะดีหรือไม่? ขบวนเสด็จของอ๋องสี่เคลื่อนตัวออกจากหน้าประตูจวนตระกูลเซี่ยแล้ว มีพ่อบ้านและทุกคนในตระกูลคอยยืนส่งขบวน เว้นแต่เพียงสาวน้อยเซี่ยซูอวิ๋นที่ไม่แม้แต่จะโผล่หน้าออกมาร่ำลากันเลยแม้แต่น้อย สตรีร่างงามรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นมาเป็นพิเศษ ทั้งๆที่ท่านอ๋องเป็นผู้ตัดสินใจสลัดนางทิ้ง แต่มาวันนี้กลับยินยอมให้นางแต่งเข้ามาเป็นอนุเพียงเพราะคำพูดของโหรหลวง น่าขันนัก! "ท่านอ๋องเพคะ เหตุใดท่านจึงยินยอมให้นางเป็นอนุ ท่านจะไม่ไว้หน้าหม่อมฉันเลยหรือเพคะ?" น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของสตรีผู้นี้ช่างน่ารำคาญหูเป็นอย่างยิ่ง หากไม่เพียงเพื่อจะนำนางมาแสดงละครตบตา เปิ่นหวางจะไม่อยู่ใกล้สตรีผู้นี้โดยเด็ดขาด "เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าอยู่ในฐานะอันใด?" ชายหนุ่มทำสีหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาก่อนจะดันร่างของสาวงามให้ออกห่างไปจากกาย "อย่ามาใกล้เปิ่นหวาง" สตรีผู้นั้นเม้มปากสีชาดของตนเข้าหากันก่อนจะหันมองไปทางอื่น นางทั้งอับอายและขายหน้าเป็นอย่างยิ่ง "แต่ว่า...ท่านอ๋องโปรดอย่าลืมว่าท่านได้ให้คำสัญญาอันใดกับหม่อมฉันนะเจ้าคะ" ทันทีที่นางกล่าวจบ ภายในรถม้าก็เงียบสงัดไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาขึ้นมาอีก วันรุ่งขึ้น เสียงของผู้คนร้องโหวกเหวกโวยวายดังออกมาเป็นระยะ ไม่รู้ว่าวันนี้มีเรื่องอะไรกันตั้งแต่เช้า ฉันเลือกหยิบเอาชุดกระโปรงสีขาวออกมาสวมใส่ แต่ทว่าก็ถูกหลิวหลิวทักท้วงไม่ให้ใส่มัน เหตุผลเพียงเพราะว่านางกลัวว่าถ้าฉันใส่สีขาวฉันก็อาจจะตายไปอีกรอบ แต่เสียงบ่าวรึจะสู้เสียงนาย หากฉันจะใส่ฉันก็ต้องได้ใส่ ในโลกนี้ไม่มีอะไรให้ฉันทำเลยแม้แต่น้อย จะออกจากจวนไปก็ไม่ได้ ฉันเพิ่งมาสังเกตว่าสีผมของฉันผิดแปลกไปจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก พอสอบถามเอาจากบรรดาคนในจวน พวกเขาก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าสีผมของฉันแปลกไปจริงๆ จากเส้นผมสีดำขลับกลับกลายมาเป็นสีของดอกท้อเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ฉันหยิบคันฉ่องที่ทำมาจากทองแดงขึ้นมาส่อง เงาร่างที่สะท้อนออกมาก็เป็นรูปลักษณ์เดิมของฉัน แต่กลับแปลกประหลาดในสายตาของคนที่นี่เสียอย่างนั้น "มีพระราชโองการจากฮ่องเต้!" เสียงของบุคคลปริศนาดังสนั่นไปทั่วทั้งจวน ส่งผลให้ทุกคนภายในจวนพากันวิ่งหน้าตั้งไปรอรับพระราชโองการในทันที ไม่เว้นแม้แต่ฉัน "ฮ่องเต้ทรงพระราชทานพิธีอภิเษกสมรสให้กับเซี่ยซูอวิ๋นและหวงเยว่เฉินอ๋องสี่แห่งแคว้นตะวันออก หากเซี่ยซูอวิ๋นปฏิเสธจะถูกประหารเจ็ดชั่วโคตร จบพระราชโองการ!" ทุกคนแข้งขาสั่นกันไปหมด เพียงแค่ไม่ยินยอมแต่งกับเขาก็ถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรเลยหรือ!? ท่านแม่สะกิดให้ฉันเข้าไปรับพระราชโองการนั้นมา ฉันได้แต่ก้มหน้ายอมจำนนต่อโชคชะตา ครานี้หากปฏิเสธออกไป เกรงว่าคงไม่ได้มีแค่ฉันที่จะต้องตายเป็นแน่แท้ หลังจากที่ฉันได้รับพระราชโองการนั้นมาด้วยความขื่นขมแล้ว ตัวแทนของฮ่องเต้ก็ได้นำเอาสินสอดอีกหลายหีบยกเข้ามาวางเอาไว้ในจวน ทุกคนยืนสงบนิ่งไม่กล้าขยับกาย แม้แต่เสียงหายใจก็แทบจะไม่ได้ยินเลย "พิธีอภิเษกสมรสจะถูกจัดขึ้นเดือนหน้า ในระหว่างนั้นอ๋องสี่ทรงมีน้ำพระทัยที่กว้างขวาง ทรงยินดีที่จะส่งช่างตัดเย็บที่มีฝีมือมาวัดตัวตัดชุดเจ้าสาวให้กับเจ้า" ฉันยิ้มแห้งตอบกลับไป "หม่อมฉันซาบซึ้งในน้ำพระทัยของอ๋องสี่เป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะ" ฉันยอบกายลงอย่างเก้ๆกังๆ คำขอบคุณเหล่านั้นล้วนแล้วแต่กัดฟันพูดทั้งสิ้น หลังจากที่ตัวแทนของฮ่องเต้ได้นำพาพรรคพวกของตนกลับสู่วังหลวงแล้ว พวกเรายังไม่ทันได้หายตึงเครียดดี ขบวนของอ๋องสี่ก็ดันเสด็จมา จวนของฉันไม่ใช่สถานที่สาธารณะที่พวกท่านจะเดินเข้าเดินออกเป็นว่าเล่นเช่นนี้นะ! ชายเสื้อคลุมสีดำสะบัดพลิ้ว เป็นอีกครั้งที่เขานำพาสตรีผู้นั้นมาเยือนที่จวนแห่งนี้ นางเชิดหน้าใส่ข้าก่อนจะเข้าไปเกาะแขนของท่านอ๋อง นี่แม่นางเป็นปลิงหรอกหรือ? เกาะได้เกาะดีจริงๆ "เปิ่นหวางเปลี่ยนใจแล้ว เปิ่นหวางจะให้อวิ๋นเอ๋อร์เป็นพระชายา" และแล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็พลันบังเกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เมื่ออยู่ๆชายผู้นี้ก็ประกาศว่าจะให้ฉันเป็นพระชายา อีกทั้งใบหน้าของสตรีข้างกายก็ดูจะตื่นตระหนกไม่แพ้กัน เป็นไปได้ว่าพวกเขาคงจะไม่ได้ปรึกษากันมาก่อน "เปิ่นหวางมาเพื่อพูดเพียงเท่านี้ อ้อ ไม่ต้องมายืนส่ง เปิ่นหวางกลับเองได้" เขาไม่แม้แต่จะชายตามองฉันเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งยังสะบัดชายแขนเสื้อก่อนจากไปอีกต่างหาก "ท่านพ่อท่านแม่...ลูกอยากสะดุดชายกระโปรงล้มหัวฟาดสะพานอีกหนเหลือเกินเจ้าค่ะ"