สำนักตาคลี
งานชุมนุมของเหล่าหมอผีเพิ่งผ่านพ้นไปได้เพียงแค่สามวัน หลังจากเที่ยวชมงานปีใหม่ของชาวจีนจนอิ่มหนำสำราญใจแล้ว เมฆหมอกก็พาฐานฟ้ากลับมายังสำนักเช่นเดิม การเดินทางจากตาคลีไปปากน้ำโพนั้นถือว่ายากลำบากอยู่พอควร เมื่อกลับมาถึง… ชายหนุ่มทั้งสองก็รีบชำระล้างร่างกายแล้วขึ้นห้องดับตะเกียงนอนทันที
“หืม นอนด้วยกัน?”
ในป่าที่ไกล ๆ ห่างจากรั้วสำนักประมาณยี่สิบเมตร
บนต้นไม้สูงมีร่างชายหนุ่มในชุดอำพรางสีดำแอบซ่อนตัวอยู่ เขาผูกเปลนอนอยู่บนนั้นเตรียมอาหารการกินเพียบพร้อม เขาตั้งใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้นี้ไปอีกหลายวัน
“ตะวันตกดินได้ไม่นานก็ดับตะเกียงนอนกันแล้ว จะว่าเหนื่อยจากการเดินทางก็คงใช่…” เจ้าอินเฝ้าสังเกตอยู่ด้านนอก แม้นว่าค่ำคืนแรกเขายังไม่กล้าเคลื่อนไหวอะไรมากนัก ทว่าเขายังมองไปทางนั้นไม่ยอมวางตา
วันที่สอง
ชายหนุ่มบนเปลพยายามจับสังเกตเวรยามที่เดินสับเปลี่ยนกันไปมา แม้นว่าจะไม่เป็นระบบระเบียบมากนัก ทว่าทุก ๆ ครึ่งชั่วโมงมักจะมีคนเดินหมุนเวียนอยู่เป็นประจำ
“พื้นที่ตรงศาลาไม้ข้างสระน้ำขนาดใหญ่ ไม่ค่อยมีใครเดินไปตรงนั้นเพราะว่าด้านหลังติดกับภูผาสูง…” เมื่อเริ่มมองรูปแบบออก เจ้าอินจึงคิดวางแผนในใจ เขาจะไปที่ศาลาไม้ตรงนั้นก่อนเป็นอันดับแรกแล้วจากนั้นอาจจะปลอมตัวไปเป็นคนงานแฝงตัวอยู่ในนั้น
วันที่สาม
เมื่อมองภาพรวมออก เขาจึงรู้ว่าสำนักแห่งนี้ไม่เหมือนกับสำนักวิมานสวรรค์ที่คลาคล่ำไปด้วยชาวบ้านมาพึ่งพาอาศัย หลายวันมานี้เขาไม่พบเจอใครเลยสักคนที่แปลกหน้าเข้ามา ทำให้ความคิดสงสัยของเจ้าอินมีมากยิ่งขึ้น
“ในเมื่อไม่มีชาวบ้าน แล้วเอาเงินทองมาจากไหนมากมาย?”
เจ้าอินกวาดตามองดูสิ่งปลูกสร้างภายในสำนัก ถ้าหากไม่ใช่คนโง่ต้องรู้แน่ว่าสำนักแห่งนี้ร่ำรวยเพียงใด “หืม? ช่วงเวลานี้ท่านอาจารย์มักจะเดินไปให้อาหารปลาในสระน้ำเป็นประจำ” เมื่อได้เห็นร่างสูงโปร่งอยู่ไกล ๆ จิตใจของเขาก็สั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย
เขาไม่ลืมสังเกตว่าช่วงเวลาเดียวกันนี้เมฆหมอกมักจะทำอะไร
“ไอ้ชั่วนั่นมักจะออกไปข้างนอกตอนสายแล้วกลับมาตอนเย็น…”
“ข้าจะใช้ช่วงเวลาที่มันไม่อยู่ในสำนักเข้าไปหาท่านอาจารย์” เมื่อเห็นว่าวันนี้เมฆหมอกออกไปข้างนอกพร้อมกับลูกศิษย์คนสนิทเหมือนเช่นเคย ตอนนี้เองที่เขาลงจากต้นไม้แล้วแอบอ้อมไปทางด้านหลังตรง สระน้ำ แล้วจากนั้นจึงหลบซ่อนตัวอยู่หลังศาลาไม้ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไปประมาณครึ่งชั่วโมง
“ท่านอาจารย์ไปไหนแล้ว?” เจ้าอินมองหาฐานฟ้าไม่พบ เขาคำนวณระยะเวลาผิดไปนิด
เมื่อเห็นว่าฐานฟ้าไม่อยู่เขาจึงเปลี่ยนแผนทันที
กระดาษแผ่นน้อยถูกหยิบออกจากย่ามผ้า เขาจะรีบเขียนจดหมายน้อยแล้วหย่อนใส่ถังไม้ด้านข้างศาลา ถังไม้นี้ข้างในบรรจุ รำข้าวเอาไว้เลี้ยงปลาในสระ เจ้าอินมั่นใจว่าพรุ่งนี้ถ้าหากฐานฟ้ามาจะต้องพบเจอกับจดหมายในถังไม้อย่างแน่นอน
“ท่านอาจารย์… ท่าน คือ หมอ ผี ผู้เก่งกาจที่สุดของเมืองสุโขทัยเหตุใดถึงจำข้า เจ้าอินไม่ได้…” ในระหว่างที่เขาใช้ถ่านไม้บรรจงเขียนลงแผ่นกระดาษ ตอนนี้เองมีชายคนหนึ่งเดินมาทางด้านหลังโดยที่เขาไม่รู้ตัว
“เจ้าเป็นใคร?” เสียงนั้นดังพอทำให้เจ้าอินสะดุ้งตกใจ
ก่อนหน้านี้ฐานฟ้าจำได้ว่าลืมของบางอย่างไว้ที่ศาลาไม้ เขาจึงเดินย้อนกลับมาอีกครั้ง ทว่ากลับเจอเข้ากับชายหนุ่มคนหนึ่งโดยที่อีกฝ่ายไม่ใช่คนในสำนัก เพียงแค่มองเครื่องแต่งกายเขาก็รู้ได้ทันที
“ท่าน… ท่านอาจารย์?” เจ้าอินสะดุ้งตกใจ เขารีบเอาผ้าคลุมสีดำมาบังใบหน้าของตนพร้อมกับเตรียมกระโจนหนี
พรึบ! “จะหนีไปไหน!!” ฐานฟ้าใช้ร่างกายสูงโปร่งของตนให้เป็นประโยชน์ เขารีบกระโจนใส่ชายหนุ่มแล้วใช้แขนรัดเอาไว้อย่างทันท่วงที “เจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงบุกเข้ามาในสำนัก ถ้าหากไม่บอก ข้าจะตะโกนให้คนอื่นเข้ามาช่วย” เสียงทุ้มต่ำนั้นฟังดูก็รู้ว่ากำลังข่มขู่
ฐานฟ้าเห็นแล้วว่าบนร่างของชายคนนี้ไร้ซึ่งอาวุธ เขาจึงกล้าตัดสินใจทำเช่นนั้น
“ท่านอาจารย์ปล่อยข้านะ!!” เจ้าอินตะโกนพร้อมกับดิ้นขัดขืน
ในเวลานี้ชายหนุ่มทั้งสองกำลังออกแรงกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่พักใหญ่ จนทำให้ร่างกำยำของพวกเขาทั้งสองนอนเกลือกกลิ้งไปมาบนพื้นหญ้าด้านหลังศาลาไม้ ทว่าเจ้าอินกลับสู้แรงของฐานฟ้าไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ขนาดตัวของพวกเขาก็แทบไม่แตกต่างกัน
“บอกมาว่าเจ้าเป็นใคร? มาทำอะไรที่ในแห่งนี้?” ฐานฟ้าใช้ตัวของเขาทับอีกฝ่ายเอาไว้แล้วจับแขนทั้งสองไว้แน่น ส่วนอีกมือหนึ่งก็กระชากผ้าคลุมตรงหน้าของชายคนนั้นออก
พรึบ! ผ้าป่านสีดำหม่นถูกกระชากออกอย่างแรง
ทำให้ฐานฟ้าเห็นใบหน้านั้นได้อย่างชัดเจน
เขาจ้องไปที่ใบหน้าหนวดเคราดำครึ้ม สายตาของพวกเขาทั้งคู่สบประสานกัน “หืม? เจ้าแอล?” ฐานฟ้าจำหน้าอีกฝ่ายได้ดี เขาชื่นชอบเด็กหนุ่มคนนี้ที่มีน้ำใจต่อผู้อื่น ทว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงได้บุกเข้ามาในสำนักเช่นนี้เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
“พี่ฐานฟ้าปล่อยข้าก่อนเถอะข้ามาดี” เจ้าอินพยายามอ้อนวอน
แม้นว่าทั้งคู่จะถูกชะตากันมาก่อนทว่าฐานฟ้ากลับไม่ใจอ่อนขนาดนั้น พวกเขายังคงปลุกปล้ำกันต่ออีกชั่วครู่ จนกระทั่งในตอนนี้กลับกลายเป็นเจ้าอินเป็นฝ่ายขึ้นคร่อมร่างของฐานฟ้าเอาไว้แทน เขารีบใช้ผ้าคลุมหน้าที่ถูกกระชากออกเมื่อครู่มัดแขนทั้งสองของอีกฝ่ายไว้ พร้อมกับนั่งคร่อมเพื่อใช้น้ำหนักตัวกดทับไม่ให้อีกฝ่ายดิ้นหนีไปไหนได้
“ปล่อยข้า!” ฐานฟ้าอยู่ในท่านอนหงาย ดวงตาคมกริบของเขาจับจ้องไปที่สายตาคู่นั้นของชายหนุ่มที่อยู่ด้านบน
“เจ้าแอลเหตุใดถึงมาที่นี่? แล้วทำเรื่องแบบนี้ไปทำไม?” ฐานฟ้าทราบว่าเด็กหนุ่มคนนี้คือคนดีมีน้ำใจ ทว่าการที่อีกฝ่ายบุกเข้ามาแบบนี้เขาจึงไม่อาจวางใจลงได้ “ถ้าหากไม่ปล่อย ข้าจะตะโกนร้องให้คนมาช่วย”
“ช่วยด้วย!” ฐานฟ้าโก่งคอส่งเสียงดังลั่น เขารีบใช้โอกาสนี้ร้องเรียกคนอื่น ๆ โดยไม่ทันให้เจ้าอินได้ตั้งตัว เขาไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้คิดแม้นแต่น้อย
“นี่ท่าน…” เจ้าอินกำลังร้อนรน เขากลัวว่าเสียงนี้จะดังไปถึงเรือนไม้แล้วคนนับสิบจะพากันแห่เข้ามา
“ท่านอาจารย์ ท่านนี่เจ้าเล่ห์ไม่เคยเปลี่ยน…” เจ้าอินที่นั่งคร่อมอยู่ด้านบนบ่นอุบเขากำลังเหงื่อแตกพลั่กมองร่างกำยำด้านล่างดิ้นขัดขืนไปมา “ช่วยด้ว…” ขณะที่ฐานฟ้ากำลังจะร้องเรียกเป็นครั้งที่สอง จู่ ๆ เสียงร้องของเขาก็หายไปทันที เขามองไปที่ใบหน้าเจ้าอินที่ยื่นเข้ามาประชิดด้วยความตื่นตระหนก
ใช่แล้ว! ปากของฐานฟ้าโดนปิดผนึกโดยปากของเจ้าอิน
เจ้าอินไม่รู้จะทำเช่นไรในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ เขาจึงตัดสินใจใช้ปากของตนประกบไปที่ปากอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้ร้องส่งเสียงออกมา ‘ไอ้เด็กนี่’ ฐานฟ้าสาปแช่งในใจ เขากำลังตื่นตระหนกที่อีกฝ่ายกล้าทำเช่นนี้กับผู้ชายด้วยกัน ทว่าเจ้าอินทำได้เพียงประกบปากเท่านั้น เขาไม่กล้าทำอะไรไปมากกว่านี้…
เจ้าอินคงคิดไม่ถึงว่าการกระทำแบบไม่ตั้งใจของเขานี่เองมันกำลังส่งผลกระทบต่อฐานฟ้าโดยตรง จู่ ๆ ร่างทั้งร่างของฐานฟ้าก็แข็งทื่อ หัวของเขากำลังมีภาพเหตุการณ์แปลก ๆ ตีกันไปมาจนสับสนวุ่นวาย เขารู้สึกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วครั้งหนึ่ง
ในขณะที่เขากำลังสับสนกับภาพที่ฉายซ้ำอยู่ในหัวจนการดิ้นรนขัดขืนได้หยุดไปชั่วขณะ ทว่าเสียงกระซิบของเจ้าอินที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้นต่อจากนี้มันเหมือนกับว่าเขาโดนไม้หน้าสามทุบเข้าไปที่หัวอย่างจัง จนทำให้ทั้งร่างของเขาชาวาบไปทั้งตัว
“ท่านอาจารย์ เป็นเมียข้าแล้วเหตุใดไปเป็นเมียคนอื่น?”
เสียงของเจ้าอินดังข้างหูของเขาอย่างชัดเจน ประโยคคำพูด และน้ำเสียงเช่นนี้มันคุ้นเคยเป็นอย่างมากมันทำให้ภาพทรงจำเก่า ๆ ในหัวได้หวนย้อนกลับคืนมา ‘เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่? เหตุใดเสียงนี้ถึงได้คล้ายกับเสียงในหัวของข้าเมื่อตอนนั้น…’ ฐานฟ้ามองหน้าอีกฝ่ายพลางใช้ความคิด
ในระหว่างที่ฐานฟ้ากำลังตกตะลึงค้างแข็งไม่หาย จู่ ๆ ปากของเจ้าอินก็ประกบเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับส่งลิ้นอุ่น ๆ สอดดันเข้าไปในปากของฐานฟ้า ความรู้สึกคุ้นเคยเช่นนี้มันยิ่งทำให้ฐานฟ้าทำตัวไม่ถูก เจ้าอินไม่สนใจว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่สามปีมานี้เขาคิดถึงฐานฟ้าเจียนจะขาดใจ เมื่อได้โอกาสเขาจึงใช้จังหวะนี้ตอบสนองความรู้สึกของตนออกไปตามตรง
ลิ้นของเจ้าอินยังคงตวัดช้อนเลียไปทั่วมุมปากของฐานฟ้า เขาใช้ช่วงเวลานี้ตักตวงความคิดถึงที่มีต่ออีกฝ่ายอย่างอิ่มหนำก่อนผละใบหน้าออกมาอย่างฝืนใจ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนกเขาจึงใช้โอกาสนี้พูดประโยคบางอย่างออกไป
“ท่านกำลังโดนไอ้เมฆหมอกหลอก อย่าไปเชื่อมัน! ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดท่านถึงจำข้าไม่ได้แต่รออีกหน่อยเถอะข้าจะช่วยท่านออกมาเอง!”
เสียงนั้นฟังดูหนักแน่น และจริงใจ อีกทั้งสายตาที่เจ้าอินมองเข้ามาในระยะประชิดมันสามารถสื่อสารความจริงใจออกมาได้อย่างชัดเจน เจ้าอินหวังว่าคำพูดเมื่อครู่นี้จะทำให้ฐานฟ้าได้สติขึ้นมาบ้างไม่มากก็น้อย
จุ๊บ! หน้าผากขาวผ่องของฐานฟ้าโดนริมฝีปากนุ่ม ๆ ของชายหนุ่มประทับจูบลงไปเบา ๆ ก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดประโยคหนึ่งออกมาอีกครั้ง
“รอข้านะ อีกไม่นานข้าจะมาหา…”
“…”
“เหตุใดกัน? เหตุใดข้าถึงรู้สึกคุ้นเคยกับริมฝีปากนั่น!”
“เหตุใดข้าถึงคุ้นเคยกับเสียงเสียงนั้น?” ฐานฟ้ายังคงนอนแข็งทื่ออีกเช่นเคย เขากำลังมองดูร่างนั้นหายลับเข้าไปในป่าโดยไม่ร้องโวยวายออกมา ฐานฟ้าจับริมฝีปากของตนอยู่เช่นนั้น ดวงตาของเขาเหม่อลอยไปชั่วขณะ เมื่อเวลาค่อย ๆ ไหลผ่านไปในที่สุดเขาก็ได้สติกลับคืนมา
“หืม?” ในขณะสำรวจไปรอบ ๆ ก็เจอเข้ากับแผ่นกระดาษที่ชายหนุ่มทำตกเอาไว้ เมื่อแกะผ้าที่มัดมือออกมาได้เขาจึงรีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านดู
“อะไรกัน? ข้าคือหมอผี… สุโขทัย… เจ้าอิน…?” เขาพยายามนึกคิดตามคำพูดนั้นในแผ่นกระดาษ ทว่าคิดแล้วคิดอีกเขาก็ยังคิดไม่ออก มีแต่ภาพเลือนรางเท่านั้นที่เกิดขึ้นในหัว
“เจ้าเป็นใครกันแน่ แอล หรือว่า เจ้าอิน?”
…
ปากน้ำโพ โรงสุราเล็ก ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“คุณอยากทานอะไรบอกผมได้เลย มื้อนี้ผมอยากจ่ายให้”
หลังจากชายหนุ่มสองคนพากันเดินชมบรรยากาศค้าขายอันคึกคักบริเวณริมแม่น้ำจนเหนื่อย ตรีเกษมจึงชักชวนให้แสนหวานเดินเข้าร้านอาหารแห่งหนึ่งที่กลางคืนเปิดเป็นโรงสุราเล็ก ๆ ทว่ากลางวันกลับเปิดเป็นร้านอาหารตามปกติ
เพียงชายหนุ่มสองคนเดินเข้ามาในร้าน พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ด้านในนี้เงียบไร้ซึ่งเสียงรบกวน ผู้คนในร้านมีความสุภาพไม่ต่างไปจากคนในเมืองใหญ่ เพียงเห็นเท่านี้ ตรีเกษมจึงวางใจพาแสนหวานเดินเข้ามา
สำหรับแสนหวานแล้วเขาเคยลำบากมาก่อน เรื่องจุกจิกพวกนี้เขาไม่คิดอะไรมาก แต่กลับตรีเกษมแล้วนิสัยของเขาแตกต่างออกไปอยู่พอควร ในใจของเขาแสนหวานคือคนสำคัญดังนั้นเขาจึงต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับอีกฝ่าย และแน่นอนว่าร้านอาหารร้านนี้จึงเหมาะที่สุดแล้วในย่านนี้
“คุณนั่งตรงนี้ ผมขอตัวเข้าห้องสุขาสักครู่” ตรีเกษมยกเก้าอี้ไม้ออกมาให้แสนหวานได้นั่งแล้วจากนั้นก็เดินหายลับไปทางหลังร้านเพื่อทำธุระส่วนตัว
ในระหว่างที่ตรีเกษมกำลังทำธุระอยู่หลังร้าน บริเวณภายในร้านก็เกิดเรื่องขึ้น…
เพล้ง!
“หืม?” แสนหวานที่นั่งมองการตกแต่งภายในร้านอย่างเพลิดเพลินจู่ ๆ เขาต้องสะดุ้งตกใจจนตัวโยน นั่นก็เพราะมีเสียงแก้วน้ำแตกกระจายอยู่ที่พื้นด้านข้างตัวเขา
“ข้า… ข้าขอโทษ!” เสียงพูดขอโทษของชายหนุ่มดังซ้ำไปซ้ำมาไม่ยอมหยุดหลังจากที่ทำแก้วน้ำตกแตกกระจาย แสนหวานที่รีบหันกลับมามองเพราะความตกใจในตอนนี้เขาเห็นเพียงศีรษะของพนักงานคนนั้นที่กำลังก้มเก็บเศษแก้วอยู่ที่พื้นส่วนปากยังคงพูดขอโทษขอโพยไม่ยอมหยุด เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงพูดปลอบใจอีกฝ่ายเพราะมันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
“ไม่ต้องขอโทษ เมื่อครู่ผมก็ไม่ทันระวัง!”
“นายท่าน ข้า… ข้าขอโทษ!!”
ชายหนุ่มยังคงพูดพร่ำขอโทษ ร่างผอมบางของเขาสั่นเทา ในขณะเดียวกันเขาไม่มองหน้าแสนหวานแม้นแต่น้อย แต่กลับชำเลืองมองไปทางชายชราด้านหน้าร้าน ดูเหมือนว่าเขาหวาดกลัวชายชราคนนั้นเป็นอย่างมาก
ร่างนั้นยังคงใช้มือเก็บเศษแก้วที่แตกกระจายบนพื้น เขาไม่สนว่าเศษแก้วจะบาดมือหรือไม่เขายังคงใช้มือเปล่าหยิบจับเศษแก้วต่อไปไม่หยุด จากที่แสนหวานสังเกตเห็น ตามมือของเขามีรอยแผลเป็นเกิดขึ้นนับไม่ถ้วนอยู่นานแล้วนั่นสามารถบอกได้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่นี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
“ผมไม่เป็นอะไรเพียงแค่เปียกเท่านั้น!!” ในขณะที่แสนหวานกำลังก้มตัวลงเพื่อช่วยเก็บ ชายชราเจ้าของร้านก็เดินมาถึงพอดี
“อาจันทร์!! นี่เป็นครั้งที่แปดแล้วนะ เงินที่ข้าจ่ายค่าตัวเจ้าไปยังไม่ทันได้คืนทุนเจ้าก็ทำให้ข้าเสียเงินอีกแล้ว…” เสียงตวาดของเถ้าแก่เจ้าของร้านฟังดูก็รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังโกรธ เขาใช้ให้เด็กหนุ่มอีกคนมาเก็บกวาดตรงจุดนี้แทน แต่ตัวเขากลับดึงชายหนุ่มร่างผอมนามว่า จันทร์ คนนั้นหายเข้าไปที่หลังร้าน
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเหมือนกับว่าสวรรค์กำลังจัดสรรจึงทำให้แสนหวานได้มาพบเจอคนรู้จักที่ห่างหายไปนานถึงสามปีเต็มอย่างไม่ทันตั้งตัว…
“เจ้าจันทร์?” บนเก้าอี้ไม้ แสนหวานกำลังมองร่างนั้นหายลับไปหลังร้าน เขากำลังตกตะลึงที่ได้พบเจอคนรู้จักเก่า ทว่าสถานะของอีกฝ่ายในตอนนี้มองดูก็รู้ว่ากำลังตกต่ำอย่างถึงขีดสุด “เหตุใดกัน เจ้านั่นถึงมาอยู่ในที่ห่างไกลเช่นนี้ได้?” แสนหวานใช้ความคิด เขามั่นใจแล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องบางอย่างกับสำนักวิมานสวรรค์อย่างแน่นอน
“ข้าต้องไปช่วยเจ้านั่น อย่างน้อยจะได้ถามเรื่องต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้น”
เมื่อครั้งที่เขาอยู่ในสำนักวิมานสวรรค์ แสนหวานรู้ตัวดีว่า เจ้าจันทร์ไม่ชอบพอในตัวเขา ทว่าอย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นคนรู้จัก ตัวเขาก็พอมีอำนาจอยู่บ้างจึงคิดจะเข้าไปช่วยเหลืออีกฝ่ายให้
รอดพ้นจากความทุกข์ทรมานนี้
“เถ้าแก่ ช้าก่อน!” ขณะที่แสนหวานเดินตามไปหลังร้านเขาก็เดินสวนกับตรีเกษมพอดี “คุณ! เกิดอะไรขึ้น?” ตรีเกษมรีบคว้าข้อมืออีกฝ่ายแล้วสอบถาม “ตามผมมาก่อน” แสนหวานดึงข้อมือสหายแล้วพากันเดินเข้าไปด้านใน
ปัก! ปัก! ปัก! ภาพที่เขาเห็นคือร่างผ่ายผอมของเจ้าจันทร์กำลังใช้หน้าผากกระแทกลงไปที่พื้นจนเกิดเสียง ปากก็พูดพร่ำให้ชายชราอย่าเอาเรื่อง หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ว่าตามเนื้อตามตัวของเขามีรอยแดงเป็นจ้ำ ๆ เพียงแค่กวาดตามองก็รู้ว่ามีทั้งรอยที่เกิดขึ้นใหม่ และรอยที่เกิดขึ้นมานานแล้ว
“เถ้าแก่ข้าไม่ได้เป็นอะไร โปรดอย่าเอาโทษเจ้านั่นเลย”
แสนหวานรีบกระโจนตัวเข้าไปเพื่อช่วยประคองร่างตรงหน้า
“นายท่าน…” ชายชรามองมาที่แสนหวานด้วยสายตาอ่อนใจ
“เจ้าเด็กนี่นับว่าล้างผลาญอย่างแท้จริง ข้าซื้อตัวมันมาตั้งแพงเพียงแค่เห็นว่ารูปร่างหน้าตาดี ข้าหวังว่ารูปลักษณ์ของมันจะช่วยดึงดูดผู้คนให้เข้ามา ไม่ว่าจะตอนกลางคืน หรือตอนกลางวันมันมักสร้างแต่ปัญหา ข้าจะขายทิ้งก็ไม่มีใครเขารับซื้อ!” ชายชราพร่ำบ่นด้วยอาการหงุดหงิด
“หืม!” เพียงเขากวาดตามองการแต่งตัวของชายหนุ่มสองคนก็พอรับรู้ได้ว่าทั้งสองมีที่มาที่ไปอย่างไร จึงมีความคิดจะขายเจ้าจันทร์ให้กับชายหนุ่มทั้งสองที่เสนอตัวยื่นมือเข้ามาช่วย “หรือว่าท่านจะช่วยซื้อมัน ข้าจะขายให้ราคาถูก ๆ” ว่าแล้วชายชราก็ดึงตัวเจ้าจันทร์ขึ้นมา
พรึบ! เพียงร่างบางลุกขึ้นยืนแล้วมองมาทางชายหนุ่มทั้งสอง การแสดงออกของเจ้าจันทร์ก็เปลี่ยนไปทันที
“เจ้า… เจ้า…” ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าละมุนของแสนหวาน เจ้าจันทร์ถึงกับตาเบิกโพลง “เจ้าอย่าเพิ่งพูดอะไร ข้าจะตกลงกับเถ้าแก่ก่อน” แสนหวานมองไปที่ตรีเกษม พร้อมกับขอร้องให้อีกฝ่ายพาเจ้าจันทร์ออกจากร้านไป
“ราคาเท่าไรว่ามาได้เลย ถ้าข้าสู้ไหวข้าจะจ่าย” แสนหวานพูดพลางดึงเอาตราประทับบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อกั๊ก เขาแสร้งหันสัญลักษณ์บนนั้นไปทางชายชราเพื่อให้อีกฝ่ายสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง
“ว่ามาราคาเท่าไร?” แสนหวานส่งสายตามองไปทางชายชราเจ้าของร้าน
“เอ่อ… ถ้าให้พูดถึงราคา…” ชายชรากำลังคำนวณต้นทุนกำไรต่าง ๆ ในใจอย่างรวดเร็ว เดิมทีเขาคิดจะโก่งราคาค่าตัวสักหน่อย ทว่าเมื่อได้เห็นตราสัญลักษณ์ทองเหลืองที่มีลวดลายอักขระคาถาแกะสลักอย่างประณีตอยู่บนนั้น เขาก็รีบเก็บคำพูดที่ตั้งใจเอาไว้ลงไปทันที
“เฮ้อ! เอาเถอะตอนที่ข้าได้ตัวเจ้านี่มาก็เพราะมันถูกตีตกจากพ่อค้าที่นำมาขาย ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงไม่รับซื้อไว้ ข้าก็เลยได้มันมาในราคาที่ถูกกว่าปกติ…” เขาสาธยายที่มาของ เจ้าจันทร์ให้แสนหวานได้ฟัง นี่เป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งก่อนเกิดการซื้อขาย
…
ใต้ต้นโพธิ์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
“ขอบคุณนายท่าน… ที่เข้ามาช่วยชีวิตข้าไว้” เจ้าจันทร์รีบคำนับพร้อมกับกุมมือตรีเกษมเอาไว้แน่น เพียงแค่เขาได้เห็นใบหน้านั้นของตรีเกษมเจ้าจันทร์ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นทันที
แม้นว่าร่างกายของเขาในยามนี้จะผอมโซ ทว่าเจ้าจันทร์ก็มั่นใจว่าตนนั้นดูดีกว่าชายหนุ่มคนอื่น ๆ เขาจึงรีบใช้โอกาสนี้ที่เขาอยู่กับตรีเกษมสองต่อสอง พยายามสบตาอีกฝ่ายเพื่อบ่งบอกถึงความรู้สึกที่มีภายในใจ
“ผมไม่ได้เป็นคนช่วยคุณ แต่เป็นสหายของผมต่างหาก!” ตรีเกษมเอ่ยปฏิเสธพร้อมกับแกะมือเจ้าจันทร์ออกอย่างยากลำบาก เขากลัวว่าถ้าหากแสนหวานมาพบเจอจะทำให้เข้าใจผิดเอาได้
“เจ้าแสนน่ะหรือ?” เจ้าจันทร์ทำหน้างุนงง
เขาไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะเอาเงินจากไหนมาช่วยเขาได้ แม้นว่าสามปีที่ผ่านมาแสนหวานจะดูเปลี่ยนไปมาก แต่เจ้าจันทร์กลับไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีความสามารถได้ถึงเพียงนั้น
“ท่านซื้อเจ้านั่นมาเท่าไร?”
“ช่วยซื้อข้าอีกคนได้หรือไม่?”
เพียงแค่เห็นความสนิทสนมที่ตรีเกษมมีให้แสนหวานจากคำพูดเมื่อครู่ เจ้าจันทร์ก็พอจะมองออกว่าแสนหวานอาจเป็นคนติดตาม หรืออาจเป็นคู่ขาอย่างลับ ๆ ของอีกฝ่าย นั่นก็เพราะประสบการณ์สามปีที่เขาพบเจอผู้คนมากมายในโรงสุรา เจ้าจันทร์ได้รับฟังเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย เขารู้ดีว่าในหมู่คนชั้นสูงมักจะมีเรื่องลับ ๆ เช่นนี้ในหมู่คนเหล่านั้น เขาเห็นมามากเพียงแค่กวาดตาก็พอมองออก
“นี่คุณ” ตรีเกษมมองไปที่ใบหน้าหยาดเยิ้มของเจ้าจันทร์ แน่นอนว่าใบหน้าเช่นนั้นสามารถทำให้จิตใจของเขาเต้นระส่ำ เพราะถึงอย่างไรตัวเขาก็มีรสนิยมชมชอบบุรุษเพศด้วยกัน เมื่อเจออาการออดอ้อนเช่นนี้เขาจึงไปไม่เป็น
“คุณปล่อยมือผมก่อน ผมไม่ได้ซื้อเจ้านั่นมาแต่เจ้านั่นคือคน…” ในขณะที่เขากำลังเอ่ยอธิบาย แสนหวานก็เดินมาถึงพอดี
พรึบ! เจ้าจันทร์รีบปล่อยมือ เขามองไปที่แสนหวานเขม็ง
“คุณ… ผมขอคุยกับสหายเก่าเป็นการส่วนตัวได้หรือไม่?” เพียงคำนี้เอ่ยออกจากปากแสนหวานตรีเกษมก็เดินจากไปทันที มารยาทเช่นนี้พวกเขาต่างรู้ดีว่าควรทำตัวเช่นไร
ลานดินขนาดย่อมใต้ต้นโพธิ์
“เจ้าจันทร์ เจ้าเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นถึงได้มาอยู่ที่แห่งนี้ได้?” แสนหวานยื่นขนมเข่งที่เขาซื้อมาก่อนหน้านี้ให้ร่างผอมที่นั่งอยู่เคียงข้างพร้อมกับแกะเอาขนมในมือเข้าปากไปพลาง ๆ เขากำลังรอคำตอบจากเจ้าจันทร์
แม้นว่าทั้งคู่จะรู้จักกันได้ไม่นาน และยังเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ทว่าแสนหวานก็คือแสนหวาน ความแสนดีของเขานับได้ว่าเป็นที่หนึ่ง เขาละทิ้งเรื่องเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น
“คือว่าก่อนหน้านั้น… ข้าโดนยาสลบจากเจ้ามั่นหลังจากส่งข่าวให้คนไปตามเจ้ามา ข้าเดาได้ว่าข้ากับเจ้าก็น่าจะโดนขายมาพร้อม ๆ กัน” ยิ่งเจ้าจันทร์พูดถึงเจ้ามั่นเขาก็ยิ่งเจ็บใจ เขาไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะใช้ร่างกายของเขาอย่างสมบุกสมบันแล้วยังกล้าจับเขาขายให้แก่พ่อค้าทาส
ความรู้สึกเจ็บแค้นนี้เจ้าจันทร์จำมันได้ดีตลอดสามปีที่ผ่านมา
“หืม? พร้อมกันหรือ?” แสนหวานหันมองอีกฝ่าย
“ใช่! เจ้ามากับคนร่างผอมส่วนข้ามากับคนร่างอ้วน” เจ้าจันทร์เอ่ยขึ้น เขาเคยสังเกตเห็นรถม้าอีกคันที่แล่นตามกันมาตอนที่ฟื้นคืนสติ
“ร่างผอมร่างอ้วน…” แสนหวานพึมพำ ‘ถ้าเช่นนั้นบนรถคันนั้นก็คือเจ้านี่น่ะสิ’ เขานึกออกทันทีนั่นก็เพราะแสนหวานจำได้ดีว่ามีรถม้าอีกคันที่บรรทุกร่างคนอื่นมาด้วย ทว่าเขาไม่คาดคิดว่าจะเป็นเจ้าจันทร์
“เจ้าไปอยู่กับท่านผู้นั้นได้อย่างไร?”
“ท่านผู้นั้นให้เงินไปไถ่ตัวข้ามาจากไอ้แก่นั่นแล้วใช่หรือไม่? ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ช่วยพาข้าไปด้วยคนเถอะ” ดูเหมือนว่าเจ้าจันทร์จะสนใจในตัวตรีเกษมมากกว่าเรื่องราวในอดีต เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที แม้นว่าเขาจะพูดอยู่กับแสนหวานทว่าสายตาของเขากลับจดจ้องไปทางตรีเกษมที่ยืนมองอยู่ไกล ๆ เจ้าจันทร์สามารถคาดเดาได้ว่าตรีเกษมน่าจะอายุมากกว่าตนสองสามปี อีกอย่างการวางตัว และการแต่งกายก็ดูดี เพียงแค่ได้เห็น เจ้าจันทร์ก็นึกชื่นชอบขึ้นมาในใจ ถ้าหากเขาได้ติดตามคนผู้นี้ ไม่แน่ว่าชีวิตของเขาอาจดีขึ้นมากกว่านี้
เจ้าจันทร์คิดเช่นนั้น!
“ข้ากับเจ้าตรีน่ะหรือ เราเป็นสหายที่ดีต่อกัน” แสนหวานยักไหล่ตอบแบบไม่ใส่ใจ เขาไม่ได้เล่าอะไรไปมากนอกจากนี้
“ข้ากับเจ้านั่นเรามาจากบางกอกอยู่ที่นี่ไม่นานนักหรอก แต่ว่าหลังจากนี้ข้าจะไปตามหาพี่ฐานฟ้า ถ้าเจ้าอยากไปกับข้าด้วยก็ย่อมได้แต่ถ้าหากอยากไปบางกอกด้วย เรื่องนี้ข้าตัดสินใจไม่ได้ เจ้าต้องถามเจ้าตรีเอาเอง”
แสนหวานโยนภาระให้ตรีเกษมเป็นคนตัดสินใจ เพราะอย่างไรเสียเขาก็ยังอาศัยบ้านอีกฝ่ายอยู่ เรื่องนี้เขาตัดสินใจโดยพลการไม่ได้
“ได้! ข้าเชื่อว่านายท่านจะต้องพาข้าไปด้วยแน่” ดวงตาของ เจ้าจันทร์เปล่งประกายขึ้นมาทันที เขามั่นใจในตัวเองมาก
นั่นเพราะว่าที่ผ่านมาแขกเหรื่อที่มาเที่ยวดื่มสุราพวกนั้นก็มักจะหลงเสน่ห์เขาอยู่เสมอ
ขอเพียงแค่รอเวลาเท่านั้น เขามั่นใจว่าชีวิตของเขาต้องดีมากกว่านี้อย่างแน่นอน…