“อะแฮ่มบ่าวขออภัยที่เสียมารยาทเ้าค่ะ”เหมยฮวาได้สติก่อนเพื่อน เหลียนฮวาอุทานออกมา “พระชายาท่านช่างดูแตกต่างและเหมือนคุณชายหน้าหวานแถวหอจิ๋วโหย่วมากเลยเ้าค่ะ”
“หอจิ๋วโหย่วนั่นมันหอชายงามนี่เหลียนฮวานี่เ้าอยากจะหัวหลุดจากบ่าหรือไรกัน ตบปากตัวเองเดี๋ยวนี้นะ” เหมยฮวาหันไปเอ็ดใส่เหลียนฮวา
“หยุด ๆ ข้าจะออกไปได้อย่างไรที่จะไม่มีใครเห็น”
“บ่าวนำทางเองเ้าค่ะบ่าวมีเส้นทางที่หน่วยของเราให้เข้าและออก บ่าวรับใช้แล้วก็คนอื่น ๆ ภายในจวนที่ไม่เกี่ยวข้องจะไม่รู้เส้นทางนี้เลย”
“เยี่ยมมาก”
แล้วทั้งสองก็เดินตามกันออกไปทางด้านประตูหลังของตำหนักทิ้งไว้เพียงสายตาร้อนรนและเป็ห่วงของสาวใช้อีกสี่คนที่เหลือ
เหลียนฮวานำทางอู๋เสี่ยวหรันเดินมาทางด้านทิศตะวันตกของตำหนักทางด้านนี้ปกติจะเป็ส่วนที่ใช้พักอาศัยขององครักษ์พิเศษและเป็ลานฝึกยุทธ์ของท่านอ๋อง
ดังนั้นพื้นที่ตรงนี้หากมิใช่ผู้ที่ได้รับอนุญาตก็จะไม่สามารถผ่านเข้าออกได้โดยง่าย บ่าวรับใช้ที่เป็สตรีและหญิงเรือนหลังทั้งหมดจะไม่ได้รับอนุญาตเช่นกัน
ส่วนของพื้นที่ตรงนี้มีกำแพงสูงกั้นอยู่มีทหารยามเฝ้าอยู่สองคนอู๋เสี่ยวหรันยังสังเกตเห็นว่ามีคนที่แอบซุ่มอยู่้ากำแพงอีกด้วยแสดงว่าที่ด้านนี้ค่อนข้างจะมีความสำคัญอยู่ในระดับสูง
เหลียนฮวาถูกขวางทางไว้ที่หน้าประตูแต่เมื่อนางดึงเอาหยกประจำตัวยื่นไปด้านหน้าของทหารยามทั้งสองพวกเขาก็ถอยออกมาและกลับไปเฝ้าอยู่คนละด้านเช่นเดิมปล่อยให้อู๋เสี่ยวหรันและเหลียนฮวาเดินเข้าไปได้โดยสะดวก
“บ่าวเป็คนของหน่วยพิเศษและยังเป็คนของพระชายาท่านอ๋องจึงได้อนุญาตให้เข้านอกออกในได้ตามสะดวกเ้าค่ะ”
อู๋เสี่ยวหรันได้ฟังที่เหลียนฮวาอธิบายนางก็พยักหน้าเข้าใจเหลียนฮวาพานางเดินเลี้ยวออกไปทางด้านขวาที่มีลักษณะเป็ซุ้มประตูดอกไม้ดูแล้วก็เหมือนทั่วไปไม่ได้แตกต่างจากการจัดสวนที่เป็ที่นิยมกัน
แต่แล้วเมื่อก้าวเข้าไปด้านในอู๋เสี่ยวหรันจึงรู้ได้ทันทีว่าที่นี่เป็ประตูทางเข้าค่ายกลหากนางมิใช่ผู้ที่ได้เรียนรู้และศึกษาค่ายกลมาั้แ่เด็กคงไม่รู้แน่นอนมองผิวเผินอาจจะเป็ทางเดินคดเคี้ยวไปมา แต่ทุก ๆพื้นที่จะมีสัญลักษณ์บางอย่างที่แตกต่างกับจุดอื่น ๆทำให้เหลียนฮวาที่เป็ผู้นำทางสามารถผ่านทางได้อย่างราบรื่น
หลังจากที่เดินเลี้ยวไปมาอยู่พักใหญ่ระยะทางที่อู๋เสี่ยวหรันคำนวณตามการก้าวเท้าของนางนางคิดว่าการเดินมาไกลขนาดนี้พวกนางน่าจะอยู่ด้านนอกของตำหนักอ๋องแล้วก็เป็ได้
ในที่สุดเหลียนฮวาก็พามาถึงกำแพงที่ทำมาจากอิฐมีตะไคร่ขึ้นประปรายที่ตรงนั้นมีประตูเหล็กขนาดพอให้สองคนเดินเข้าออกได้เท่านั้นเหลียนฮวาใช้วิธีการเคาะจังหวะที่ประตูไม่นานก็มีเสียงดังกึกกักและประตูก็ถูกเปิดออก
ทันทีที่ประตูถูกเปิดออกเสียงจ้อกแจ้กจอแจและบทสนทนาที่ฟังไม่ได้ศัพท์ก็ดังเข้ามาเหลียนฮวาเดินนำหน้าออกไปก่อน จากนั้นจึงหันส่งสัญญาณให้อู๋เสี่ยวหรันเดินตามออกไป
ทางที่พวกนางโผล่ออกมานี้เป็ร้านหนังสือที่ดูเก่าแก่และเงียบเชียบเสียงที่ได้ยินตอนแรกนั้นดังมาจากหน้าร้านประตูนี้อยู่ด้านหลังโต๊ะทำงานของผู้ดูแล เขาดูมีอายุประมาณห้าสิบปีได้ไว้เคราแพะสีเกือบขาวทั้งหมด ดูเป็ผู้าุโที่ชื่นชอบการอ่านเป็อย่างยิ่ง
ไม่มีคำทักทายหรือคำพูดจาใด ๆเพียงแค่เหลือบมองด้วยหางตาเท่านั้น ส่วนเหลียนฮวาเองก็ดูจะไม่ได้สนใจเขาเช่นกันอู๋เสี่ยวหรันมองไปรอบ ๆ ร้านนี้ไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว เห็นเพียงบ่าวที่เช็ดทำความสะอาดชั้นหนังสือเพียงคนเดียว
“ออกไปกันเถอะเ้าค่ะ”
“อืม”
อู๋เสี่ยวหรันปรับท่าทางให้ดูเป็คุณชายที่เพิ่งจะเดินออกมาจากร้านหนังสือหลังจากที่เดินพ้นประตูร้านหนังสืออันดูมืดมนและอึมครึมบรรยากาศด้านนอกช่างแตกต่างกับด้านในลิบลับถนนเส้นนี้ดูเป็ย่านการค้าที่มีผู้คนเดินขวักไขว่เสียงแม่ค้าพ่อค้าร้องะโเรียกลูกค้าแข่งกันมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นหัวเราะอย่างเริงร่า
“ทางนี้ขอรับคุณชาย”
เหลียนฮวาดัดเสียงเล็กน้อยแล้วหันมาบอกกับนาง
อู๋เสี่ยวหรันไม่ได้ตอบอะไรเพียงพยักหน้าและเดินตามเหลียนฮวาไปทั้งสองเดินไปตามเส้นทางจนกระทั่งไปหยุดอยู่ที่ร้านที่ให้บริการรถม้าและเกวียนจ้าง
“คุณชายทั้งสองวันนี้้ารถม้าหรือเกวียนดีขอรับ”
เด็กหนุ่มที่ให้อาหารม้าอยู่ด้านข้างเมื่อเห็นว่ามีลูกค้ามาเขาก็โยนหญ้าในมือทิ้ง และออกมาต้อนรับทั้งสองทันที
“ข้า้าจ้างรถม้า”
“ได้ขอรับนายท่านเชิญทางนี้ข้าจะเป็ผู้ขับรถม้าให้พวกท่านเอง ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสอง้าไปที่ใดขอรับ”
“ไปโรงเตี๊ยมหวงเซ่อ”
ตอนที่เหลียนฮวาบอกกับคนขับรถม้าอู๋เสี่ยวหรันก็อดที่จะอมยิ้มไม่ได้ โรงเตี๊ยมประเภทไหนถึงได้ใช้ชื่อว่าหวงเซ่อที่หมายถึงสีเหลือง
รถม้าที่พวกนางนั่งมีลักษณะกลางเก่ากลางใหม่ขนาดไม่ได้ใหญ่มากเพียงพอให้คนสี่คนขึ้นมานั่งได้ แบบที่ต้องนั่งใกล้ชิดกัน
“จากที่ตรงนี้ไปพวกเราต้องนั่งรถม้าประมาณสองเค่อขอรับคุณชาย”
“เข้าใจแล้ว” อู๋เสี่ยวหรันแง้มผ้าม่านออกเล็กน้อย เพื่อมองบรรยากาศด้านนอกระหว่างทางที่พวกนางไปทางฝั่งของประตูเหมันต์นั้น เริ่มแรกผู้คนก็ดูมากหน้าหลายตาแต่เมื่อรถม้าวิ่งไปได้สักระยะ ก็เริ่มที่จะไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรมากนัก
ส่วนใหญ่จะเห็นเป็กำแพงบ้านเมื่อพ้นระยะออกมาก็จะเป็บ้านของชาวบ้านธรรมดาที่ปลูกติด ๆ กันบางครั้งนางก็ยังเห็นชาวบ้านออกมาใช้ชีวิตบ้าง
“ถึงแม้ว่าที่นี่จะอยู่ในเขตเมืองหลวงแต่ฝั่งประตูเหมันต์เป็เขตเสื่อมโทรมเ้าค่ะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่นี่จะมีฐานะยากจนและเป็คนเร่ร่อนขอทานอีกอย่างที่ด้านนี้ไม่ค่อยมีผู้คนออกมาให้เห็นมากนักนั่นก็เป็เพราะออกไปจากประตูเหมันต์แล้ว ที่ตรงนั้นจะเป็แหล่งรวมของคนที่เป็ประเภทอืม คนกักขฬะรวมตัวกันอยู่ทั้งนั้นเ้าค่ะ เอ่อ ขอรับ”
อู๋เสี่ยวหรันได้ฟังคำอธิบายของเหลียนฮวานางก็พยักหน้ารับนางใช้เวลามองนอกรถม้าอีกชั่วครู่ ก็หันกลับมานั่งตรงด้านในตามเดิม
“เหลียนฮวาปกติเ้าก็รู้วิชาแพทย์อยู่แล้วทำไมทุกครั้งที่ข้าอาการไม่ดีถึงต้องตามหมอจงด้วย”
“บ่าวพอรู้วิชาแพทย์ก็จริงแต่ก็รู้เพียงผิวเผินเท่านั้นบ่าวสามารถตรวจชีพจรวิเคราะห์โรคเบื้องต้นได้ แต่ที่บ่าวถนัดจริง ๆ คือการใช้พิษและการถอนพิษมากกว่าเ้าค่ะ”
“เ้าไม่ชอบการรักษาโรคงั้นหรือ”
ได้ฟังคำถามจากเ้านายเหลียนฮวาก็ทำหน้าคิดเล็กน้อยแล้วตอบว่า “ความจริงก็ชอบนะเ้าคะแต่เื่ของพิษมันน่าสนใจมากกว่าบ่าวเกรงว่าหากเรียนเื่การรักษาโรคด้วย จะทำให้เสียเวลาเรียนเื่พิษเ้าค่ะ”
“แต่ข้าอยากให้เ้าศึกษาเื่การรักษาไว้ด้วยนะหากมีเ้าดูแลสุขภาพให้ ข้าเองก็จะสบายใจมากกว่าที่จะต้องเรียกหมอจงในทุก ๆ ครั้งอีกอย่างอายุเ้ายังไม่มากเท่าไรไม่เสียเวลาหรอก”
“จริงหรือเ้าคะถ้าเช่นนั้นบ่าวจะศึกษาวิชาการแพทย์ให้ดีเ้าค่ะ”
ดวงตาของเหลียนฮวาเป็ประกายที่ใครก็ดูออกว่านางพูดออกมาด้วยความเต็มใจ
อู๋เสี่ยวหรันส่งรอยยิ้มเจิดจ้าให้กับเหลียนฮวานั้นทำให้เหลียนฮวาตกตะลึงจนเหม่อลอยไป
“นี่ ๆ” อู๋เสี่ยวหรันเห็นนางชะงักงันไปก็โบกมือไปมาตรงหน้าเพื่อเรียกสติ
“อ๊ะ!พระชายาขออภัยเ้าค่ะรอยยิ้มของท่านเมื่อครู่ งดงามมากจริง ๆ ทำเอาบ่าวสติหลุดลอยไปเลย”
“ฮ่า ๆเหลียนฮวาเ้ามีอะไรก็พูดออกมาตรง ๆ เช่นนี้ตลอดเลยหรือ”
“โถ่พระชายา” เหลียนฮวารู้สึกอับอายจนใบหน้าแดงซ่านไปหมด
“นายท่านพวกเรามาถึงแล้วขอรับ”คนขับรถม้าส่งเสียงเข้ามาและหยุดรถ
เหลียนฮวาเปิดผ้าม่านเมื่อมองออกไป จนแน่ใจแล้วว่าพวกนางมาถูกต้องจึงได้เดินลงไปพร้อมกับเปิดผ้าม่านให้กับผู้เป็นายและให้คนขับรถม้ารอจนกว่าพวกนางจะเสร็จธุระโดยไม่ลืมที่จะเพิ่มค่าน้ำชาให้กับเขาด้วย
โรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสองชั้นด้วยกันดูเก่าแต่ก็สะอาดสะอ้านดี อู๋เสี่ยวหรันมองไปรอบ ๆ ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรบ่งบอกว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีสีเหลืองเหมือนกับชื่อเลย
ด้านล่างมีโต๊ะอยู่สี่ตัวด้วยกันมีเพียงตัวเดียวที่มีลูกค้านั่งอยู่เสี่ยวเอ้อที่อยู่ด้านหน้าเห็นพวกนางยืนอยู่ด้านนอก แต่เขาเพียงมองอย่างสงสัยไม่ได้ออกมาต้อนรับอาจจะเป็เพราะพวกนางแต่งกายด้วยผ้าเนื้อดีผิวพรรณดูแล้วไม่น่าจะเป็คนที่อยู่แถวนี้ได้แต่แล้วเมื่อเห็นว่าทั้งสองยังคงยืนอยู่ไม่ไปไหน เขาจึงตัดสินใจออกมา
“คุณชายทั้งสอง้าห้องพักหรือไม่ขอรับโรงเตี๊ยมของเรามีห้องว่างที่สะอาด มีบริการอาหารและสุราด้วยนะขอรับ” เขาถามด้วยท่าทางสุภาพ
“ข้ามาตามหาท่านหมอพเนจรได้ข่าวว่าเขาพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมนี้”
เหลียนฮวาเดินหน้ามากั้นระหว่างเสี่ยวเอ้อกับพระชายา
“คุณชายมาถูกที่แล้วขอรับ แต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่เพิ่งจะออกไปเมื่อสักครู่”
“ไปแล้ว!ไปที่ไหนหรือพี่ชายพอจะรู้หรือไม่”
เสี่ยวเอ้อไม่ได้ตอบไปทันทีเขามองหน้าเหลียนฮวาเล็กน้อยและก็ชะเง้อไปมองหน้าของอู๋เสี่ยวหรันด้วย
“พวกท่านมีคนใดคนหนึ่งป่วยอย่างนั้นหรือหรือว่า้าจะมาเชิญให้เขาไปรักษาคนกัน”
เหลียนฮวาเห็นดังนั้นนางจึงยัดเงินตำลึงใส่มือของเขาไปเสี่ยวเอ้อเองก็รับเงินไว้โดยไม่แบมือออกดูว่าด้านในมีมูลค่าเท่าไร เขาเพียงกำ ๆ เอาไว้และก็ยกยิ้มออกมาอย่างพอใจ
“ทุกวันเขาจะไปที่วัดร้างข้างกำแพงเก่าไปรักษาคนเร่ร่อนที่นั่น พวกท่านไปที่นั่นอาจจะได้เจอเขาก็ได้แต่ข้าน้อยขอเตือนท่านด้วยความหวังดี หมอพเนจรไม่รับรักษาคนรวยพวกท่านไปหาหมอที่โรงหมอใหญ่ ๆ เถิดจะได้ไม่เสียเวลา”
“ขอบใจมากพี่ชาย” เหลียนฮวาตอบเขาและหันหลังมาหาอู๋เสี่ยวหรันกระซิบเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน
“คุณชายจะตามไปหรือไม่ขอรับ”
“ไปสิพวกเราออกมาไกลขนาดนี้แล้ว”
“แต่ที่นั่นมีแต่คนเร่ร่อนขอทานและคนป่วย สกปรกมากนะขอรับ”
“ไม่เป็ไรพวกเราไปดูก่อน”
เมื่อห้ามเ้านายไม่ได้เหลียนฮวาจึงเรียกให้คนขับรถม้าเตรียมรถเพื่อพาไปที่วัดร้าง ตามคำบอกเล่าของเสี่ยวเอ้ออีกครั้งและนางยังเพิ่มเงินตำลึงให้กับเขาเป็สามเท่าของค่าแรงแบบเหมารถม้าทั้งวันคนขับรถได้เงินจากพวกนางทั้งสองมากกว่าทำงานทั้งเดือนเสียอีกมีหรือเขาจะไม่ยินดี