นี้แหละคุณพ่อของพวกเรา

    บทที่ 9

    “ว้าว คุณพ่อค่ะยอดอ่อนแตงโมมันโตกว่าเมื่อวานมากเลยละค่ะ” น้ำทิพย์กล่าวอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นว่ามันโตเร็วกว่าที่เธอคิด
    หลังจากที่เอกได้พาลูกๆ ของเขามาช่วยเขาที่สวน เนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์เขาไม่อยากให้เด็กๆ นอนอยู่ที่บ้านเฉยๆ เขาจึงชวนสองแสบมาช่วยเขาจะดีกว่าซึ่งเด็กๆ ก็เห็นชอบกับเขาด้วย
    โดยเฉพาะน้ำทิพย์ที่มาถึงก็ร้องว้าวและตะโกนออกมาอย่างร่าเริง พร้อมกับละมือผู้เป็นพ่อวิ่งไปดูนั้นดูดีอย่างสนุกสนานตามวัยของเธอ
    “จริงๆ เลยลูกคนนี้ ช่วยไม่ได้ วันนี้พ่อต้องขอให้ไมค์ช่วยดูน้องให้ด้วยนะครับ” เอกหันมาขอร้องลูกชายของตัวเอง เพราะเขาเชื่อว่าไมค์สามารถดูแลน้องได้ตอนเขากำลังยุ่งอยู่กับสวนอยู่
    “ได้ครับ เดี๋ยวผมจะช่วยดูน้ำทิพย์ให้คุณพ่อสบายใจได้เลย” ไมค์ตอบตกลงอย่างไม่ลังเล เพราะเขารู้ว่าวันนี้พ่อของเขาต้องยุ่งมากๆ เพราะฉะนั้นอะไรที่เขาพอช่วยได้เขาก็จะช่วยอย่างเต็มที่
    “นี้ๆ พี่ไมค์ คุณพ่อค่าตรงนี้มีหนอนตัวใหญ่กำลังกระดืบกระดืบอยู่ตรงนี้ด้วยละ” น้ำทิพย์พูดเสร็จก็วิ่งมาหาเอกกับไมค์พร้อมกับลากทั้งสองไปดูในสิ่งที่เธอเห็น แถมยังทำท่ากระดืบๆ ตามหนอนให้พวกเขาทั้งสองดูอีกฝ่าย ซึ่งท่าทางที่เธอแสดงให้เอกดูนั้นมันทำให้ตัวของน้ำทิพย์ช่างน่ารัก น่าเอ็ดดูเหลือเกิน
    เมื่อเอกละภาพตรงหน้าเสร็ขเขาก็หันมาดูที่เธอชี้บอกทันทีที่ เมื่อเอกเห็นเขาก็รู้ทันทีว่าสิ่งที่ลูกสาวของเขาเห็นนั้นไม่ใช้หนอนที่พวกเธอรู้จักอย่างแน่นอน เพราะมันทั้งยาวและตัวก็ออกไปทางสีเลือดหมู
    “น้ำทิพย์รู้มั้ยคะว่าหนอนที่น้ำทิพย์เจอนั้นมันกำลังนำโชคมาให้เราด้วยนะ” เอกย่อตัวลงมาและหันไปบอกลูกสาวของเขาอย่างตั้งใจ
    “เอ๋ ทำไมหนอนตัวนี้มันถึงให้โชคพวกเราละค่ะ” น้ำทิพย์เอียงคอถามอย่างสงสัย
    “ฮ่าๆ นั้นก็เพราะว่าหนอนนี้มันก็คือไส้เดือนดินเป็นสัตว์จำพวกหนอนปล้องหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าไส้เดือนและเมื่อไรที่เรามีมันในสวนผักผลไม้ของเรามันก็หมายความว่าที่ดินของเรานั้นมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การปลูกพืชยังไงละคะ” เอกหัวเราะและชี้ให้เธอดูถึงความสำคัญของพวกมัน
    “หูย ไส้เดือนสุดยอด” น้ำทิพย์ตาเป็นประกายเมื่อพ่อของเธอพูดถึงความสำคัญของมัน
    “คุณพ่อครับไมค์มีคำถาม” ไมค์ยกมือถามเอกพร้อมกับทำหน้าสงสัย
    “มีอะไรจะถามพ่อละ” เอกกล่าว
    “คือเมื่อวานผมเห็น ต้นกระบองเพชรในทีวีมันเติบโตในทะเลทราย ถ้าดินของเราดีจริงตามที่คุณพ่อพูดนั้นก็หมายความว่าเราสามารถปลูกพวกมันที่นี่ได้สิครับนั้นก็เท่ากับว่าที่ผมเข้าใจมาตลอดว่าต้นกระบองเพชรต้องปลูกแต่ทะเลทรายอย่างเดียวผมก็เข้าใจผิดสิครับ”
    “เป็นคำถามที่ดีครับ อย่างที่ไมค์เข้าใจนั้นถูกต้องแล้วครับแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ถูกทั้งหมด ใช้ว่ากระบองเพชรต้องปลูกในที่ทะเลทรายเท่านั้น เราสามารถนำมาปลูกที่นี่ได้เช่นกันแต่ว่าพวกเราต้องนำดินธรรมดามาผสมทรายละเอียดอีกทีถึงจะปลูกที่นี่ได้แต่พ่อคงไม่แนะนำให้ไมค์ปลูกที่นี่หรอกนะครับ”
    เอกชื่นชมไมค์เพราะอย่างน้อยลูกเขาก็รู้จักสงสัยในสิ่งที่ตัวเองเข้าใจทำให้เขาลูปหัวไมค์เป็นรางวัล แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะยังเขินอายเขาที่เข้ามาลูปหัวเจ้าตัวแบบนี้
    “เอ๋ คุณพ่อขี้โกงอะ ลูปหัวแต่พี่ไมค์คนเดียว” น้ำทิพย์งอนแก้มป่อง เมื่อเห็นพ่อของตนลูปหัวพี่ชายของเธอคนเดียว
    “นี้แหนะ ตัวแค่นี้ก็อิจฉาเขาซะแล้ว” เอกหยิกแก้มน้ำทิพย์เบาๆ พร้อมกับลูปหัวของเธอเพื่อเป็นการขอโทษ
    “ง่า ถ้าคุณจะลูปหัวพี่ไมค์ก็ต้องลูปหัวหนูด้วยสิเพื่อความยุติธรรมของหนู” น้ำทิพย์ประท้วงผู้เป็นพ่อเมื่อเห็นว่าเขาไม่ให้ความยุติธรรมแก่เธอ
    “ฮ่าๆ ก็ได้ๆ ถ้าน้ำทิพย์จะเอาแบบนั้น” เอกหัวเราะกับความซื่อของเธอ
    “เอาละ วันนี้เรามาช่วยพ่อขุดหลุมดีกว่า” เอกกล่าวเสร็จก็ยื่นเสียมขุดดินให้ทั้งสอง
    “น้ำทิพย์กับไมค์เห็นแปลงดินมั้ยครับ ก่อนที่พวกเราจะปลูกอะไรเราต้องขุดหลุมยอดเมล็ดที่พ่อเตรียมให้เรา จากนั้นก็ฝังดินพร้อมกับให้น้ำพวกมันอย่างนี้แต่ละครั้งเราก็ต้องเว้นระยะห่างจากหลุมด้วยนะ” เอกอธิบายและทำให้พวกเด็กๆ ดู
    “เอาละ ตอนนี้พวกเราจำที่พ่อสอนได้รึยังครับ” เอกทำให้ดูเสร็จก็หันไปมองดูหน้าเด็กๆ ว่าเข้าใจที่เขาบอกรึเปล่า
    “พวกผม/หนู จำได้หมดแล้วครับ/ค่ะ” ไมค์และน้ำทิพย์พยักหน้า
    ทำให้เอกสบายใจไปเปลาะหนึ่งการที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่เขาสอนได้เพียงครั้งเดียว มันทำให้เขาไม่ต้องมานั่งสอนให้เสียเวลาอีกรอบ
    “มาเถอะ ถ้าช้าเดี๋ยวคุณพระอาทิตย์จะถึงหัวพวกเราแล้วเดี๋ยวอดข้าวเที่ยงกันพอดี” เอกกล่าวเสร็จก็ชี้ขึ้นไปข้างบน ซึ่งเอกต้องการสื่อให้เด็กๆ รู้ว่าวันนี้มันสายแล้วนะ
    เมื่อเด็กๆ รู้ว่าถ้าตัวเองยังไม่รีบทำงานที่พ่อของพวกเขาให้เสร็จโดยเร็ววันนี้พวกเธอคงได้อดกินข้าวแน่ๆ แต่ถ้าเอกมารู้ความคิดของทั้งสองเขาคงต้องเอามือกุมท้องหัวเราะแตกตาย เพราะยังไงเขาก็ไม่มีทางให้ลูกๆ ของเขาอดข้าวอย่างแน่นอนยิ่งวัยที่ต้องการสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโตแล้วเขายิ่งให้ทั้งสองขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด
    หลังจากนั้นไม่นานสามพ่อลูกก็ช่วยกันขุดหลุมและฝังเมล็ดสตอเบอรี่ลงไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ลืมรดน้ำที่เขานำมาให้ซึ่งน้ำที่เขาเอาอาหารมื้อก็ไม่ใช้น้ำธรรมดา ใช้แล้วน้ำที่เขาให้พวกเด็กๆ รดใส่ก็คือน้ำยาที่ผสมในน้ำให้แล้วนั้นเอง
    “เอาละ ไมค์ น้ำทิพย์มากินข้าวได้แล้วลูกๆ” เมื่อเห็นว่าเที่ยงแล้วเขาก็ให้เด็กๆ มากินข้าวพักเที่ยงก่อนโชคดีที่วันนี้ไม่มีค่อยมีแดดทำให้พวกเด็กๆ ไม่รู้สึกสบายตัวทำให้การทำงานของพวกเด็กๆ วันนี้เต็มไปด้วยความสนุก
    “จะไปเดี๋ยวนี้แหละ ค่า/คร้าบบ” น้ำทิพย์กับไมค์ประสานเสียงตอบรับคำของเอก
    เมื่อเห็นว่าเอกเตรียมกับข้าวอะไรให้พวกเธอ น้ำทิพย์กับไมค์ก็น้ำลายไหลทันที
    “ทาดา วันนี้อาหารกลางวันของเราคือปลานิลเผาเกลือกับกุ้งแม่น้ำตัวโตๆ ที่พ่อไปเอามาเองกับมือเลยน่า” เอกโชว์อาหารมื้อเที่ยงให้พวกเด็กๆ ดู
    ก่อนเช้ามืดวันนี้เขาได้ออกจากบ้านเพื่อไปดูกับดักที่เขาวางไว้เมื่อตอนกลางคืนซึ่งเด็กๆ ก็ได้หลับไปแล้ว พอเขามาถึงเขาถึงกับแปลกใจที่แปลกใจไม่ใช้ปลานิลตัวละ สามเกือบสี่โลที่เขาจับได้มาเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าบ่อปลาที่ปู่และพ่อขุดไว้นั้นมีปลาบ่อนี้เยอะมากแถมแต่ละตัวก็ใหญ่ๆ ทั้งนั้น
    และตัวที่ใหญ่ที่สุดที่เขาเคยกินนั้นมีน้ำหนักถึง ห้าเกือบหกกิโลเลยกันเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เขาแปลกใจที่สุดคงไม่พ้นกุ้งแม่น้ำที่ติดมากับตาข่ายของเขาด้วยนี้สิ แถมตัวก็ใหญ่มากเกือบโลได้มั่งที่เขาจับได้ และมันยังมีอีกตั้ง สี่ห้าตัว เขาไม่รู้ว่าพ่อของเขาเอากุ้งแม่น้ำมาปล่อยตอนไหนนี่สิ ไม่อย่างนั้นเขาคงจับมากินตั้งแต่เด็กๆ แล้วเพราะมันคือของโปรดของเขาเลยทีเดียว
    “ว้าว คุณพ่อเก่งจังเลยจับปลาตัวโตกับกุ้งตัวใหญ่ได้ด้วยละ” น้ำทิพย์กล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นที่เธอจะได้กินกุ้งตัวโตๆ กับปลาตัวใหญ่ๆ ทุกวัน
    “ใช่ๆ คุณพ่อจับคุณปลาจับคุณกุ้งได้ที่ไหนเหรอครับคุณพ่อพาไมค์ไปจับด้วยได้มั้ยครับ” ไมค์กล่าวออดอ้อนเอกตาเป็นประกายเมื่อเขารู้ว่าของพวกนี้พ่อของเขาเป็นคนจับมากับมือซึ่งไมค์ก็อยากลองจับมันบ้าง
    “ได้สิ แต่คงเป็นพรุ่งนี้เช้านะครับ และพรุ่งนี้เด็กๆ ก็ต้องตื่นเช้าๆ ด้วยละไม่งั้นคุณปลากับคุณกุ้งหนีหายหมดแล้ว ถึงตอนนั้นแล้วเราก็จะอดกินคุณปลากับคุณกุ้งเลยน่า” เอกตอบตกลงเพราะเขาอยากให้พวกเด็กๆ เรียนรู้เพราะในอนาคตเด็กๆ ยังไงก็ต้องนำวิชาที่เขาถ่ายทอดให้นำมันไปใช้อย่างแน่นอน
    “เย้ๆ คุณพ่อจะพาไปจับคุณปลากับคุณกุ้งละ” น้ำทิพย์กระโดดดีใจเมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะพาพวกเธอไปด้วย
    “เอาละๆ พวกเรามากินข้าวกันเถอะเพราะเราต้องทำงานกันอีกเยอะ”
    คร้าบบ/ค่า-!
    เมื่อสามพ่อลูกกินข้าวเสร็จพวกเขาทั้งสามก็ทำงานที่เหลือต่อจนเสร็จหมด เมื่อเอกเห็นว่างานมันเสร็จก่อนเวลาเขาก็พาเด็กๆ กลับบ้านแล้วเขาจะได้รีบไปเตรียมอาหารเย็นเป็นรางวัลที่เด็กๆ ช่วยเขามาทั้งวัน
    “คุณพ่อค่า มาดูตรงนี้สิคะตรงนี้ค่ะ อยู่ดีๆ ยอดอ่อนของแตงโมก็มีอะไรไม่รู้กลมๆ เหมือนลูกแตงโมที่น้ำทิพย์กินขึ้นมาเต็มเลย” หลังจากน้ำทิพย์ได้ยินพ่อของเธอพูดจะกลับบ้าน เธอก็ไม่รอช้ารีบวิ่งนำทั้งสองคนทันที เพื่อที่จะมาดูแตงโมของโปรดของเธอว่ามันเติบโตไปถึงไหนแล้ว
    “โอ้โห่ ทำไมมันโตเร็วอย่างนี้เพียงแค่ 3 วันก็ออกลูกมาให้เราแล้วเหรอเนี่ย” เอกคิดในใจอย่างมหัศจรรย์
    “ว้าว น้ำทิพย์กับไมค์ช่างเป็นตัวนำโชคของพ่อจริงๆ ดูสิผลไม้พวกนี้โตเร็วกันหมดเลยมามะ มาให้พ่อหอมแก้มพวกเราซะดีๆ” เอกแกล้งทำท่าแปลกใจแล้วกล่าวชมเด็กๆ ว่าเป็นตัวนำโชคของเขาเพื่อไม่ให้เด็กๆ ต้องแปลกใจแล้วนำไปพูดเรื่องนี้กับใครมั่วๆ
    “คิกๆ คุณพ่อมันจั๊กจี้นะค่า ถ้าคุณพ่อยังไม่ยอมหยุดงั้นก็มาให้น้ำทิพย์ลงโทษคืนซะดีๆ หมัวๆๆ” เมื่อน้ำทิพย์เห็นว่ายังไม่ยอมหยุดหอมแก้มเธอ เธอก็เลยคิดหอมแก้มคืนพ่อตัวเองซะเลย
    “ผะ..ผมก็ไม่ยอมแพ้ให้กับคุณพ่อเหมือนกันนะ หมัวๆๆ” ขนาดไมค์ที่มักจะอายที่พ่อของเขาลูปหัวตัวเองเสมอ แต่เมื่อไรที่เขาโดนพ่อเขาหอมแก้มเขาจะตอบโต้กลับทันที โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยว่าเมื่อไมค์โตขึ้นเขาจะโดนเอกหยอกเรื่องนี้เป็นประจำ
    หลังจากที่มหกรรมการหอมแก้มซึ่งกันและกันจบเขาก็อุ้มสองแสบนี้กับบ้านนี้อย่างมีความสุข
    “เฮ้อ สงสัยเราต้องโทรไปถามตาสี ถึงผลผลิตที่ขายได้ออกไปแล้วสินะ เอ๋ หรือว่าเราจะทำหน้าร้านขายออกไปเองดีหว่า เพราะเราจำได้ว่าเราเองก็มีที่ดินที่ติดอยู่ถนนแถมมันยังเป็นทางผ่านรถท่องเที่ยวจำนวนมากอีกด้วย แต่ถ้าเราทำอย่างนั้นจริงเราคงต้องจ้างคนมาช่วยสินะ” เอกครุ่นคิดในใจว่าจะเอายังไงกับแตงโมที่ให้ผลผลิตเร็วอย่างไม่น่าเชื่อนี้ดี

    แต่งเองอิจฉาเอง ไรท์ก็อยากมีลูกน่ารักแบบนี้บ้างอ่า แต่ไรท์ยังหาแฟนไม่ได้เลย ฮ่าๆๆๆๆ