ถึงแม้จะไม่รู้ว่าหญิงสาวที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกตรงหน้านี้ ทำไมถึงรู้จักคนในหมู่บ้านเป็อย่างดี แต่สวี่เหล่าเกินก็ยังคงหยิบฉิ่งอันเล็กของหมู่บ้านออกมา แล้วตีเรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน
ทั้งหมู่บ้านมีประชากรรวม ๆ แล้วไม่ถึงร้อยคน มองแวบเดียวก็เห็นแล้วว่ามีแต่หญิงชรา สตรีและเด็ก ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีใครยอมแต่งมาหมู่บ้านนี้
“ปู่ย่า ลุงป้าอาสะใภ้ เหล่าน้องชายน้องสาวทุกท่าน ข้าคือจู้เจียงเจียงเ้าสาวลูกสะใภ้ตระกูลเผย ต่อจากนี้รบกวนทุกท่านช่วยดูแลข้าด้วย”
คนเพิ่งจะครบ สวี่เหล่าเกินยังไม่ทันพูด จู้เจียงเจียงก็รีบเอ่ยปากทักทายทุกคนก่อนแล้ว
ท่าทางนั้น ดูแล้วเหมือนดีใจอยู่
หรือนางจะไม่รู้ นางแต่งมาก็กลายเป็ม่ายเสียแล้ว? ในใจทุกคนต่างก็สงสัย
แต่ว่ามีสะใภ้ใหม่แต่งเข้ามาในหมู่บ้านของพวกเขาเช่นนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนยินดี
ในที่สุดหมู่บ้านนี้ก็มีคนหน้าใหม่ ๆ แล้ว!
“โอ้ สาวน้อยหน้าตาใช้ได้ ต้องเป็คนที่คลอดเก่งแน่ ๆ”
“เสี่ยวอวี๋มีพี่สะใภ้แล้ว แม่เผยก็ตายตาหลับแล้ว”
เหล่าผู้หญิงน้อยใหญ่ในหมู่บ้านพุ่งเข้ามาราวกับฝูงผึ้ง ล้อมรอบจู้เจียงเจียงทั้งหน้าหลังด้วยความอยากรู้อยากเห็น คำพูดที่ออกจากปากก็ดูจะไม่ได้สนใจเท่าไรนัก
ไม่เช่นนั้นจะพูดว่านางคลอดเก่งได้อย่างไร? ห้าปีก่อนสามีของนางก็หายเงียบไร้วี่แวว
จู้เจียงเจียงไม่ได้สนใจสิ่งที่พวกเขาพูดมากนัก แต่นางรู้สึกได้ว่ามีความจริงใจและให้ความรู้สึกสนิทสนมมาก
นางรู้ว่าคนในหมู่บ้านเสี่ยวฮวงล้วนมีน้ำใจงดงาม
“สะใภ้เล็กเป็คนที่ไหน ในครอบครัวยังมีพี่ชายน้องชายอีกหรือไม่? ลูกสาวบ้านข้าก็ถึงวัยที่จะออกเรือน เ้าว่า…”
ทุกคนต่างถามเกี่ยวกับเื่ของนาง ช่วยไม่ได้ผู้หญิงในหมู่บ้านมีเยอะจริง ๆ เมื่อมีคนนอกหมู่บ้านมา พวกนางก็จะถามแบบนี้เหมือนกันหมด
“เกี่ยวกับเื่ของข้า พวกเรามีเวลาค่อยคุยกันวันหลังเถอะ ให้ข้าได้กราบไหว้ฟ้าดินเสียก่อน รอข้าทำพิธีเสร็จแล้ว เื่ทั้งหมดของทุกคนในหมู่บ้าน ข้าจะช่วยแก้ปัญหาให้ทีละคนดีไหม?”
จู้เจียงเจียงดูเหมือนคนรับผิดชอบ นางสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้ ไม่เขินอายและแปลกหน้าเหมือนคนที่เพิ่งมาใหม่เลยสักนิด
สวี่เหล่าเกินได้ยินเช่นนี้ก็ถือโอกาสเบียดฝูงชนเข้าไป
แต่เขาไม่ได้ขวางผู้คนแทนจู้เจียงเจียง กลับมองและถามนางอย่างลังเล “สาวน้อยบ้านจู้ กราบไหว้ฟ้าดินตอนนี้มันไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือ? อะไร ๆ ก็ยังไม่ทันได้เตรียมต้อนรับเลย”
เขาไม่เคยเห็นหญิงสาวที่ต้องใช้ชีวิตแม่ม่ายแล้วยังดีใจได้แบบนี้ นางมากะทันหันเกินไป บ้านตระกูลเผยก็ยังไม่ทันได้เก็บกวาด อะไร ๆ ก็ยังไม่ได้จัดเตรียม แล้วจะเอาอะไรไปจัดงานแต่งกัน?
จู้เจียงเจียงอมยิ้ม ขอบคุณความหวังดีของเขา
“ปู่สวี่ ขอบคุณท่านที่คิดแทนข้า แต่สถานการณ์ของตระกูลเผยท่านก็รู้ดี เื่แต่งงานไม่ต้องจัดการแล้ว ข้าแค่คิดอยากทำงานให้เร็วขึ้นหน่อย”
คำพูดนี้ของนาง ทำให้ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งกันหมด
สวี่เหล่าเกินจับมือนางไม่ยอมปล่อย อุทานเสียงดัง “ผู้หญิงที่ดี ผู้หญิงที่ดี!”
“…” บนใบหน้าจู้เจียงเจียงแขวนรอยยิ้มที่มีมารยาทไว้
ถ้าหากพวกเขารู้ว่า ั้แ่แรกนางก็พุ่งเป้ามาที่หมู่บ้านเสี่ยวฮวงนี้ พวกเขาน่าจะไม่มีทางกระตือรือร้นกับนางแบบนี้แน่
“ได้! กราบไหว้ฟ้าดิน ตอนนี้ก็กราบไหว้ฟ้าดิน!”
สวี่เหล่าเกินเรียกเสียงดัง โบกมือให้ภรรยาบ้านตัวเอง “ยายแก่ ไปเก็บข้าวของของเสี่ยวอวี๋ พวกเราไปบ้านตระกูลเผยกราบไหว้ฟ้าดินตอนนี้เลย”
“จ้ะ!” สวี่หลิวซื่อตอบรับด้วยความดีใจ ยกตะกร้าสานขึ้นหลังกลับบ้านไปเก็บข้าวของให้เผยเสี่ยวอวี๋
เพียงแต่เห็นของที่จะให้เป็อาหารวัวในคืนนี้ในตะกร้าสานที่แบกอยู่บนหลังที่เด็ดกลับมา นางก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ “โธ่ วัวหนึ่งตัว ยังไม่ทันกินอิ่มก็ถูกจูงไปเสียแล้ว”
สวี่หลิวซื่อเช็ดน้ำตา เทของในตะกร้าสานออก ก่อนจะหยิบตะกร้าเปล่าเข้าบ้านแล้วเก็บข้าวของที่ตระกูลเผยนำมาวางไว้ที่ตระกูลสวี่ชั่วคราวทั้งหมดใส่ลงไป
สภาพแวดล้อมรอบตัวมีแต่ดินเหลือง ทำให้สีเขียวในลานบ้านกลายเป็สิ่งที่ดึงดูดสายตา
จู้เจียงเจียงปลีกตัวออกมาจากฝูงชนที่กำลังรื่นเริง เดินมาถึงสถานที่ที่เมื่อครู่สวี่หลิวซื่อเทของเอาไว้กองหนึ่ง ในกองใบไม้บนพื้นนั้นมีใบชาอ่อนที่ส่งกลิ่นหอมโชยออกมา ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างยิ่ง
“ปู่สวี่ อันนี้…”
“นี่คือใบหญ้าที่ย่าหลิวเก็บกลับมาป้อนวัว” จู้เจียงเจียงยังพูดไม่ทันจบ ก็ถูกเผยเสี่ยวอวี๋ที่มาตีสนิทกับนางขัดขึ้น
พูดจบ เด็กน้อยแก้มแดงก็เรียกนางเสียงดังหนึ่งประโยค “สวัสดีเ้าค่ะพี่สะใภ้”
เมื่อมองดูเด็กน้อยที่ว่านอนสอนง่ายและรู้ความผู้นี้ในความทรงจำ ทั้งยังคอยเดินตามหลังพี่สะใภ้ร่างเดิมเสมอ จู้เจียงเจียงจึงยิ้มแล้วลูบศีรษะของนางเบา ๆ
“เสี่ยวอวี๋ ต่อไปนี้มีพี่สะใภ้ดูแลเ้าแทนพี่ชาย และท่านแม่ของเ้าดีไหม?”
เผยเสี่ยวอวี๋พยักหน้า เบ้าตาแดงก่ำ จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในอ้อมกอดของพี่สะใภ้อย่างไม่ลังเล
สองสาวกอดกันเงียบ ๆ ดูเหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนานอย่างไรอย่างนั้น
ไม่นานนักหลิวซื่อก็เก็บของเสร็จแล้ว จู้เจียงเจียงจึงจูงเผยเสี่ยวอวี๋ เดินไปบ้านเดิมของตระกูลเผยหน้าหมู่บ้านพร้อมกับคนในหมู่บ้าน
บ้านเดิมตระกูลเผยเป็บ้านหนึ่งหลัง ห้องโถงเชื่อมประตูหน้าประตูหลัง แต่ละฝั่งมีห้องนอนสองห้อง
ฝั่งซ้ายคือห้องเดิมของบิดามารดาและห้องเก็บของ ฝั่งขวาคือห้องของพี่ชายน้องสาวตระกูลเผย
บนกำแพงข้างประตูหน้ามีไม้กระดานหนึ่งแผ่นติดอยู่ ้าวางถ้วยที่มีขี้เถ้าไว้ ในถ้วยยังปักธูปหอมที่เผาไหม้หมดไปแล้วหลายดอก
หลังจากแม่เผยตายไป เผยเสี่ยวอวี๋ก็ถูกผู้ใหญ่บ้านรับไปดูแล บ้านหลังนี้จึงไม่มีคนอยู่มาครึ่งเดือนแล้ว ถึงแม้จะต้องเก็บกวาดใหม่แต่ก็ไม่ใช่เื่ที่ลำบากมากนัก
บวกกับมีผู้ใหญ่ในหมู่บ้านคอยช่วยเหลือ ชั่วพริบตาบ้านก็ถูกเก็บกวาดจนสะอาดเรียบร้อย
“สาวน้อยบ้านจู้ นี่คือเสื้อคลุมแดงที่แม่เผยสวมใส่ก่อนจะคลอดเสี่ยวอวี๋ เ้าสวมมันกราบไหว้ฟ้าดินกับเสี่ยวจ้าวเถอะ”
“ได้” จู้เจียงเจียงรับมาอย่างใจกว้าง พลางมองดูเสื้อผ้าขอทานบนตัวของนางตอนนี้ ไม่เหมาะที่จะใส่กราบไหว้ฟ้าดินจริง ๆ “ข้าขอไปล้างหน้าหน่อย”
ตอนกลับถึงห้องโถงตระกูลเผย ในห้องก็มีผู้สูงอายุยืนรออยู่แล้ว เผยเสี่ยวอวี๋เองก็ยกเสื้อผ้าชุดหนึ่งของผู้ชายไปยืนรอนางอยู่หน้ากระถางธูป
เมื่อเห็นนางเข้ามา คนข้างนอกก็เดินตามเข้าบ้านมาเป็พรวน พวกเด็ก ๆ ต่างส่งเสียงเรียกนางว่า สะใภ้เล็ก
ถึงแม้หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจะยากจน อีกทั้งเ้าบ่าวก็ไม่อยู่ ทว่าคนในหมู่บ้านกลับยังรักษาพิธีที่มีมาั้แ่สมัยบรรพบุรุษ ยินดีต้อนรับจู้เจียงเจียงเข้าประตูอย่างเป็ทางการและยิ่งใหญ่
ครั้นกราบไหว้ฟ้าดินเสร็จสิ้น จู้เจียงเจียงก็ถูกผลักเข้าห้องของเผยจ้าว นางหนึ่งคนอยู่กับเสื้อผ้าหนึ่งชุด ก็นับว่าเป็อันเข้าห้องหอเสร็จเรียบร้อย
“เผยจ้าว ๆ ถึงแม้ข้าจะไม่หวังให้เ้าตาย แต่ก็ขอให้เ้าอย่าได้กลับมาเด็ดขาด!”
จู้เจียงเจียงจับเสื้อผ้าชุดนั้น พลางพูดขอพรกับพระผู้เป็เ้าด้วยเสียงแ่เบา
ถ้าหากการข้ามมิตินี้เป็เื่จริงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ นางก็คิดเพียงแค่ว่าจะหาสถานที่แห่งหนึ่งสร้างบ้านและแสวงหาความร่ำรวย มีชีวิตที่ดี และไม่อยากมีสามีเพิ่มมาอย่างไม่รู้ตัว
ดังนั้น นางจึงทำได้เพียงร้องขอต่อ์ ให้สามีในตำนานผู้นั้นอย่าปรากฏตัวออกมาเลยถึงจะดี
แต่์ไม่เป็ดั่งใจหวัง ในชีวิตก่อนของเ้าของร่างเดิม เผยจ้าวเคยปรากฏตัวขึ้นแล้ว
เพียงแต่เนื่องจากสถานะในตอนนั้นของเขา ทั้งสองจึงไม่อาจรู้จักซึ่งกันและกัน ดังนั้นในความทรงจำ จู้เจียงเจียงจึงไม่รู้ว่าเขาเคยกลับมา
นอกบ้าน
เพราะมีสภาพที่จำกัด ผู้ใหญ่บ้านหยิบน้ำตาลกรวดออกมาสองสามก้อน ต้มน้ำแกงหวานให้ทุกคนดื่มคนละชาม ก็ถือว่าเป็การกินเลี้ยงงานแต่งงานแล้ว
น้ำแกงหวานยังดื่มไม่ทันหมด จู้เจียงเจียงก็เปลี่ยนชุดคลุมสีแดงออก เดินออกจากห้องมาหาสวี่หลิวซื่อในฝูงชน
“ย่าหลิว ใบชาพวกนั้นที่ท่านเก็บไว้ในตะกร้าก่อนหน้านี้ เด็ดมาจากที่ไหนกัน”
“หือ?” สวี่หลิวซื่อถูกนางถามเช่นนี้ ก็มึนงงไปเล็กน้อย “เ้าถามเื่นี้ไปทำไม?”