แม้เปลือกตาจะหนักอึ้งเหมือนโดนถ่วงน้ำหนักไว้แต่ััอื่น ๆ ยังคงใช้งานได้อยู่ ััที่อ่อนนุ่ม เบาสบายกับเสียงของคนหลายคนที่ดังอู้อี๋อยู่ภายในหู และกลิ่นฝาดอ่อน ๆ ที่ลอยมาแตะจมูกทำให้คนที่นอนหลับอยู่ต้องฝืนใจลืมตาตื่นขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก ซึ่งสิ่งแรกที่ได้เห็นคือเพดานสีขาวครีมและแสงที่แยงเข้ามาในดวงตา โดยเกิดจากการสะท้อนของแสงอาทิตย์ที่ส่องมากระทบเข้ากับกาน้ำโลหะใบหนึ่ง
“อื้อ” แจ็คครางขึ้นเบาๆ ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อยเพราะรู้สึกได้ถึงความเหน็บชาที่กำลังกัดกินเข้าอยู่แต่เพียงไม่นานหลังจากขยับตัวเขาก็รู้สึกได้ถึงความเ็ปที่แล่นเข้ามาในเส้นประสาทส่งตรงมาที่สมองอย่างรวดเร็วความรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่ปลายคางยังคงแสดงอาการต่อไปทำให้แจ็คพยายามนึกถึงสิ่งที่ตัวเองทำก่อนจะสลบไปและภาพสุดท้ายที่เขาจำได้มีเพียงแค่หมัดเปล่า ๆของลูคัสเท่านั้นที่เหวี่ยงเสยใต้คางเขาอย่างจัง
“หมอใหญ่เด็กคนนี้ตื่นแล้วค่ะ” เสียงหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างแจ็คดังขึ้นหลังจากนั้นไม่นานก็มีชายผู้สูงวัยคนหนึ่งเดินตรงเข้ามาหาแจ็ค
“นายรู้สึกยังไงบ้าง” หมอใหญ่ถามแจ็ค
“ผมรู้สึกปวดตุบ ๆ ที่คางอยู่ครับ” แจ็คตอบออกไป
“ฉันก็คิดว่าต้องเป็อย่างนั้น เดี่ยวฉันจะให้ยาเธอไปกินแล้วก็กลับไปนอนพักที่ห้องได้เลยนะ” หมอใหญ่กล่าว ก่อนเดินไปตรวจคนไข้คนอื่น ๆ ต่อไป
“นี่ยานะคะ” พยาบาลสาวคนเดิมพูดหลังจากยื่นยาเม็ดสีแดงสดให้แจ็คกิน
“นี่คือยาที่ได้จากการสกัดไพลสีชาดทำให้ช่วยลดความเ็ปได้นะคะกินเสร็จแล้วเธอก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องได้เลยนะ” พยาบาลสาวพูดต่อ
“ครับ” แจ็คพูดเสร็จจึงกินยาเข้าไปหลังจากนั้นอาการเ็ปที่คางก็ทุเลาลงจนเกือบจะไม่รู้สึกใด ๆ ทั้งสิ้น ก่อนแจ็คจะลุกขึ้นออกจากเตียงแล้วเดินออกจากห้องพยาบาลไปในทันทีซึ่งก่อนจะไปแจ็คได้กล่าวขอบคุณแก่พยาบาลสาวที่คอยดูแลเขาก่อนด้วย
แจ็คเดินออกมาจากห้องพยาบาล แต่เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าที่ตัวเองพึ่งเดินออกมานั้นเป็เพียงแค่เต็นท์หลังเล็กๆ สีขาว ที่มีสัญลักษณ์ของพยาบาลประทับตราอยู่เหนือทางเข้าเท่านั้น
“เฮ้ ตื่นแล้วเหรอแจ็คกี้” เสียงเปนาโดดังขึ้นทำให้แจ็คหันไปมอง
“ฉันเป็ห่วงนายมากเลย พอเห็นนายล้มหมดสติลงไปกับพื้น” เปนาโดยังคงพูดต่อไป
“ไม่เป็ไร ฉันรู้สึกดีขึ้นเยอะแล้ว” แจ็คพูด
“เห้อ ให้ตายสิลูคัสจะอ่อนข้อให้หน่อยก็ไม่ได้” เปนาโดบ่นขึ้น
“นี่ผมถามหน่อยสิครับ” แจ็คพูดขึ้น
“มีอะไรเหรอแจ็ค” เปนาโดพูดพร้อมทั้งหันไปมองด้วยความสงสัย
“ทำไมลูคัสถึงไม่เป็อะไรเลย ทั้งที่โดนคาถาไปขนาดนั้นอย่างน้อยก็น่าจะมีอาการออกมาบ้างสิ” แจ็คพูดต่อ
“อ่อ เื่นั้นนี่เอง นายจำได้ไหมฉันบอกนายว่าเขาคือพาลาดิน” เปนาโดเริ่มพูด
“จำได้” แจ็คตอบออกมาสั้นๆ
“พาลาดินน่ะ ถ้าจะพูดให้ถูกพวกเขาก็คือนักรบเป็พวกที่เลือกเส้นทางสายอาชีพเป็นักรบมาั้แ่แรก แต่เพราะพวกเขามีคุณสมบัติมากพอในหมู่นักรบด้วยกันจนทำให้ได้รับเลือกจากศาสนจักรแห่งแสง ให้มาเป็อัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่คอยพิทักษ์ท่านเทพเซนน่าซึ่งในการจะมาเป็พาลาดินได้ก็เหมือนที่ลูคัสบอกว่าต้องอุทิศทั้งกายและจิตพร้อมทั้งยังทำให้เวทย์สายธรรมชาติต่าง ๆ ที่พวกเขาสามารถใช้ได้อ่อนกำลังลงด้วย”เปนาโดอธิบาย
“แต่ว่านั้นก็แลกมาด้วยพลังแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์ ทำให้พวกเขาใช้เวทย์มนตร์ธาตุแสงได้และมีภูมิต้านทานเวทย์มนตร์ที่สูงเอามาก ๆ เลยละ” เปนาโดพูดต่อ
“ยังงี้นี่เอง ถึงว่าทำไมลูคัสถึงได้ไม่เป็อะไรเลยแม้แต่นิดเดียว”แจ็คเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้นายไม่ต้องคิดมากหรอกนะแจ็คกี้ กลับไปนอนพักผ่อนก่อน” เปนาโดพูดขึ้น ก่อนจะเดินไปส่งแจ็คที่ห้องของเขา
สองวันต่อมาเมื่อ่เช้าของวันมาถึงแต่บรรยากาศวันนี้กลับผิดแปลกไปจากทุกทีเหล่าแจ็คและผองเพื่อนต่างแปลกประหลาดใจกับภาพตรงหน้าที่ได้เห็นในวินาทีแรกที่ตัวเองเดินออกมาจากเต็นท์ที่ใช้พักผ่อนซึ่งบรรยากาศภายในสมาคมในตอนนี้กลับดูครึกครื้นเหมือนงานเทศกาล มีสายต่าง ๆโยงใยไปมาระหว่างเต็นท์ มีบอลลูนขนาดใหญ่ลอยอยู่บนท้องฟ้าเป็สิบลูกอีกทั้งทุกที่ภายในสมาคมถูกจัดตกแต่งเป็อย่างดี
“นี่ฉันตกข่าวอะไรไปหรือเปล่า” ฮูก้าพูดขึ้นด้วยความสงสัยพลางจ้องมองไปยังรอบ ๆตัวเอง
“นี่นายไม่ได้ฟังที่เขาประกาศเลยรึไง ว่าจะมีการจัดการแข่งขันประลองเวทย์มนตร์กัน”ฟาร์พูด
“ฉันคงหลับอยู่ ตอนที่เขาประกาศ” ฮูก้าพูด
“เชื่อเขาเลย” เจนเอ่ย
“ตอนนี้เราไปเดินดูกันดีกว่าว่ามีอะไรให้ดูบ้าง” มาร์คัสพูด
“นั้นสิ ต้องมีของน่าสนใจแน่ ๆ ถูกจัดอยู่ทั่วทุกเต็นท์แน่เลย” แจ็คพูดขึ้นมาบ้าง
“หยุดเลย พวกนายลืมแล้วหรือไงว่าเราต้องไปเรียนกันก่อน” เมย์พูดห้ามปาม
“นิดเดียวเองนะ ไม่เป็ไรหรอก” มาร์คัสตอบ
“ไม่ได้” เมย์พูดย้ำอีกครั้งหนึ่ง
“นายคิดว่าไงละแม็ก” แจ็คหันไปถามแม็กเพื่อขอความคิดเห็น
“ฉันคิดว่ามันน่าสนใจดีนะ แต่ไว้เราเลิกเรียนก่อนแล้วค่อยมาจะดีกว่า”แม็กตอบ
“มานี่เลยพวกตัวป่วน” เมย์พูดจบก็ลากแจ็คและมาร์คัสเดินไปยังเต็นท์สำหรับเรียนด้วยกัน
“นายละว่าไง” ฟาร์หันไปถามฮูก้า
“ฉันเดินไปเองได้ไม่ต้องลาก” ฮูก้าตอบก่อนรีบตามแจ็คและมาร์คัสที่โดนเมย์ลากไป
ณ เต็นท์สีชาดขนาดใหญ่ในตอนนี้เต็มไปด้วยนักเรียนเต็มห้อง ทุกคนนั่งกันอย่างเงียบเชียบแม้ว่าอาจารย์ประจำวิชาจะยังมาไม่ถึงก็ตามไม่มีใครกล้าพูดอะไรในชั่วโมงนี้เลยแม้แต่น้อย เพราะ ทุกคนรู้ว่าไม่ควรเล่นกันหรือไปหาเื่ตอแยกับอาจารย์ผู้สอนในวิชานี้เด็ดขาด
“สวัสดีนักเรียนทุกคนรอกันนานไหม” เสียงห้าวแบบฉบับอาจารย์ผู้สอนดังขึ้น
“เปล่าครับ/ค่ะ”เหล่านักเรียนตอบออกไป
“ไม่จำเป็ต้องทำหน้าเครียดกันอย่างนั้นวันนี้ฉันมีข่าวดีมาบอกให้พวกเธอฟัง” อนาลาพูดขึ้น
“พวกเธอคงเห็นแล้วว่าตอนนี้ภายในสมาคมผู้ใช้เวทย์ในตอนนี้ถูกตกแต่งไว้สวยงาม”อนาลาพูดต่อ
“และฉันมั่นใจว่าต้องมีพวกเธอคนใดคนนึงที่ไม่รู้เื่ ไม่ฟังประกาศงั้นฉันจะประกาศให้ฟังเลย ณที่นี่ว่าอาทิตย์หน้าเราจะมีการแข่งขันประลองเวทย์มนตร์กันระหว่างเด็กเกรดเจ็ดฉะนั้นอาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ทางสมาคมผู้ใช้เวทย์จึงได้ประกาศให้งดการสอนแล้วให้พร้อมเธอไปเตรียมตัวให้พร้อมกับงานประลองที่จะมาถึงในไม่ช้านี้” อนาลาอธิบาย แล้วสีหน้านักเรียนภายในห้องก็เปลี่ยนไปทุกคนเริ่มมีอาการดีใจออกนอกหน้า ที่ไม่ต้องเรียนหนังสือ ได้หยุดพักเฉย ๆ เป็อาทิตย์จนเริ่มมีเสียงจ๊อกแจ๊ก จอแจ ดังขึ้นเรื่อย ๆจนอนาลาต้องตบมือด้วยเสียงที่ดังไปทั้งห้องเรียนนี้ทำให้เหล่านักเรียนกลับมาสงบอีกครั้งหนึ่ง
“ถ้าพวกเธอทุกคนกำลังคิดว่าจะได้พักผ่อนละก็คิดผิดถนัดเลยเพราะการประลองในครั้งนี้ก็คือการประเมินพวกเธอด้วยหลังจากเรียนมาได้สองเดือนแล้ว ให้ทุกคนคิดว่ามันเป็การสอบของพวกเธอก็ได้และใครที่ไม่ผ่านั้แ่รอบแรกก็เตรียมใจเอาไว้ได้เลยพวกเธอเจอเรียนเสริมกับฉันแน่ ๆ” เมื่ออนาลาพูดจบจากสีหน้าที่มีแต่ความปิติยินดีของเหล่านักเรียนก็พลันกลายเป็สีหน้าที่เคร่งขึมเต็มไปด้วยความเครียดกันอีกครั้งหนึ่ง
“งั้นฉันจะอธิบายกฎการประลองให้พวกเธอฟังกันก่อน ตั้งใจฟังให้ดีละ”อนาลาประกาศ
“ในงานประลองเวทย์มนตร์จะมีการทดสอบหลัก ๆ อยู่ด้วยกันทั้งหมดสามเกมส์เกมส์แรกเลยคือเขาวงกต พวกเธอทุกคนจะถูกส่งไปปล่อยทิ้งไว้ที่ใจกลางของเขาวงกตและพวกเธอจะต้องหาทางออกจากเขาวงกตให้ได้ภายในเวลาสามชั่วโมง” อนาลาเริ่มอธิบาย ก่อนจะมีคนยกมือขึ้นมาขัดเธอขึ้นมาทำให้เหล่านักเรียนทุกคนหันไปมองผู้กล้าที่กล้าขัดจังหวะของอาจารย์อนาลา
“ขอโทษที่ขัดจังหวะนะคะ อาจารย์อนาลาแต่สามชั่วโมงมันไม่นานไปหน่อยสำหรับการออกจากเขาวงกตเหรอค่ะ” ฟาร์ถาม
“ฟังฉันให้จบก่อน ถึงจะบอกว่าให้ออกจากเขาวงกตภายในสามชั่วโมงแต่ฉันยังไม่ได้บอกว่าจะผ่านเกมนี้เลยนะฟังให้ดีการออกจากเขาวงกตได้ พวกเธอจะได้คะแนนยี่สิบคะแนนและสำหรับคะแนนที่เหลือคือการกำราบสัตว์เวทย์มนตร์ที่ถูกปล่อยไว้ในเขาวงกต ซึ่งแต่ละตัวมีคะแนนอยู่ที่ตัวละสองคะแนนและคนที่ทำคะแนนได้สูงที่สุดโดยเรียงลำดับลงมาจำนวนครึ่งหนึ่งของพวกเธอในห้องนี้ก็จะได้เข้าไปยังรอบต่อไปและสำหรับอีกครึ่งที่ไม่ได้ผ่านเข้ารอบก็เตรียมตัว เตรียมใจถูกเรียนเสริมไว้ได้เลย”อนาลาประกาศลั่นทำเอาเหล่านักเรียนขวัญผวากันไปตาม ๆ กัน
“ต่อมาเกมที่สองศึกชิงธง พวกที่ผ่านเข้ารอบมาจะถูกแบ่งกลุ่มกัน แล้วจะถูกส่งไปประจำที่ธงของตัวเองซึ่งถูกซ่อนเอาไว้ในที่ต่างๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ พวกเธอต้องคอยปกป้องและแย่งชิงธงของอีกฝ่ายมาให้ได้จึงจะถือว่าชนะแล้วเข้ารอบต่อไปซึ่งในเกมนี้จะไม่ได้มีแค่พวกเธอเท่านั้นจะมีการปล่อยสัตว์เวทย์มนตร์ลงไปไล่ล่าพวกเธอด้วย” อนาลาอธิบาย
“และต่อมาเกมที่สามเกมสุดท้าย พวกเธอทุกคนก็น่าจะพอทายกันได้บ้างแล้วว่านี่ก็คือการประลองเวทย์มนตร์ ดังนั้นเกมสุดท้ายก็คือการประชันเวทย์มนตร์ตัวต่อตัวพวกที่ผ่านเข้ามารอบนี้ได้จะถูกจับคู่แล้วประลองหาผู้ชนะกันเพียงคนเดียวในการงานประลองเวทย์มนตร์ในครั้งนี้” อนาลาพักสูดหายใจเข้าไปให้เต็มปอดอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มพูดต่อ
“พวกเธอเตรียมใจไว้ได้เลย ถ้าคิดว่าจะได้พักผ่อนสบาย ๆหนึ่งอาทิตย์นี้ละก็ พวกเธอคิดผิดแล้ว” อนาลาพูดพร้อมแสยะยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ให้พวกนักเรียนของเธอ
“อาจารย์ค่ะ เท่าที่ฟังมามันจะไม่อันตรายถึงชีวิตเลยเหรอคะ” ฟาร์ยกมือขึ้นถามอีกครั้ง
“ไม่ต้องกังวลไปทางสมาคมไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะไม่เตรียมแผนรับมือกับเื่พวกนี้ไว้หรอกนะฉะนั้นสบายใจได้” อนาลาหันไปตอบฟาร์
“ใครมีคำถามอีกไหม” อนาลาพูดขึ้น แต่กลับไม่มีเสียงตอบใด ๆ จากเหล่านักเรียนของเธอ
“งั้นก็ถือว่าไม่มีคำถามเพิ่มเติมแล้วนะ ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวให้ดี ๆทีนี้ก็กลับไปยังห้องพักตัวเองได้ เพราะอาทิตย์นี้ไม่มีการเรียน การสอนแล้ว”อนาลาพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังฟังชัดทำให้ทุกคนเข้าใจในทันที แล้วเหล่าเด็ก ๆ ก็ค่อย ๆทยอยเดินออกจากห้องเรียนนี้ไปจนหมด
“ขอให้โชคดีนะเ้าพวกลูกเจี๊ยบทั้งหลาย”