ปกรฌัมตำนานวีรบุรุษ MLH Online

    ตอนที่4 สวมรอย

    ไม่ต้องเปิดตาขึ้นมอง หยางหลี่หยางก็รู้ได้ว่า ร่างกายของตนเองกำลังเข้าใกล้มวลความร้อนกลุ่มหนึ่ง ตอนนี้มันไม่สงสัยอีกแล้ว คนพวกนี้ไม่ได้กำลังจะเผาหยางหยางแต่จะโยนมันไปในกองไฟ เผาสดทั้งเป็นต่างหาก!!!
    หยางหลี่หยางรีบเปิดตาขึ้นทันที พร้อมกับร้องตะโกนสุดเสียง “ดะ..เดี๋ยว หยุดก่อน มีเรื่องเข้าใจผิด!!! พวกเราค่อยๆคุยกันก่อนได้!!!”
    “หยางหยาง นั้นเจ้ายังไม่ตาย!!!” ชายหนุ่มในชุดเกราะร้องตะโกนด้วยความดีใจ
    หยางหลี่หยางปะติดปะต่อได้ว่า นี้คือเสียงของชายที่เรียกความสนใจให้ทุกคนมองมาที่มัน ดูจากน้ำเสียงและท่าทางที่แสดงออกมาแล้ว ชายผู้นี้คงมีความสัมพันธ์กับหยางหยางที่ถูกกล่าวถึงเป็นอย่างดี
    หากแต่นี้เป็นความเข้าผิดใจมันจะไปใช่หยางหยางได้อย่างไร??? หยางหลี่หยางจึงรีบส่ายหน้าและกล่าวออก “มะ..ไม่ใช่ เราไม่ใช่หยางหยาง คนที่คุณพูดถึง”
    ชายหนุ่มที่กำลังแบกร่างของหลี่หยางอยู่พลันวางลง พร้อมมองไปด้วยความสงสัยและกล่าวออกไปว่า “ดูเหมือนว่าสงครามจะแย่งชิงสติของเขาไปแล้ว มีไม่น้อยที่ความกลัวได้แย่งชิงความทรงจำไป แม้แต่ตัวเองก็ลืมได้ว่าเคยเป็นใคร”
    หญิงสาวเหลือบสายตามองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า โชคดีที่ชุดอวกาศของหยางหลี่หยาง ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชุดเกราะรูปร่างแปลกตา ความสงสัยในเรื่องการแต่งกายจึงตกไป จากนั้นนางได้กล่าวถามด้วยน้ำเสียงเรียบหากแต่คำถามนี้เห็นได้ชัดว่านางไม่เชื่อว่าหยางหยางจะเข้าร่วมสงครามด้วยความเต็มใจ “เหตุใดเจ้าถึงมานอนที่นี่ได้??”
    เมื่อหยางหลี่หยางกวาดสายตามองไปรอบๆเต็มสายตา ในที่นี้ไม่มีนักรบหญิงคนอื่นอีก ดังนั้นแม่ทัพที่ถูกกล่าวถึงคงจะเป็นหญิงสาวผู้นี้ไม่ผิดตัว และคนๆนี้ก็คือคนที่สั่งให้นำมันไปเผา“ระ...เราได้รับบาดเจ็บ กลัวว่าจะไม่รอดก็เลยแกล้งตาย”
    ได้ยินดังนั้นหญิงสาวยกยิ้มอย่างดูถูก “ไม่ผิดตัวแล้ว เจ้านั้นแหละ หยางหยางตัวจริงเสียงจริง”
    หยางหลี่หยางไม่รู้ว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับมัน เหตุใดคนอื่นๆถึงยัดเยียดให้มันเป็นหยางหยางกันหมด!!! แต่ครั้นจะปฏิเสธออกไปเป็นครั้งที่สอง ท้องที่ไม่ได้รับอาหารมานานกว่าสิบวันร้องคำรามขึ้นประท้วง
    หยางหลี่หยางหวนคิดถึงเวลาที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ขึ้นมาจึงหยุดความคิดที่จะปฏิเสธ ‘ไว้รอให้หายดีก่อน ค่อยอธิบายให้พวกเขาฟังก็ได้ ถึงยังไงเวลานี้เราก็ต้องการความช่วยเหลือ....ดีละ แบบนี้ก็ต้องใช้วิชา ไหลไปตามน้ำสถานเดียว’
    คิดได้เช่นนั้นหยางหลี่หยาง กล่าวออกแก่ทุกคน “ระ..เรา จำไม่ได้เลย ตอนนี้รู้สึกปวดๆที่หัว เหมือนถูกอะไรสักอย่างฟาดเข้าให้ บางทีถ้าได้พักฟื้นสักหน่อย อาจเข้าใจในสิ่งที่พวกคุณพูดก็ได้”
    ได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวมองไปอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็น “แม้แต่คำพูดคำจาก็ยังแปลก เจ้าควรเรียกตัวเองว่าข้า และเรียกพวกข้าว่าเจ้าสิ ผมอะไร?คุณอะไร? ประหลาด!! แต่เอาเถอะคงจะเสียสติไปแล้วจริงๆ หากว่าเจ้าไม่ใช่หลานของปู่ลู่ อย่าหวังว่าข้าจะยอมให้คนแบกเจ้ากลับไป” จากนั้นหญิงสาวได้สั่งให้ทหารนำคานไม้มาหาแบกร่างของหยางหลี่หยางไป
    ตลอดเส้นทางกลับแผ่นดินเหยี่ยชิง ข้างกายของหยางหลี่หยางมีชายหนุ่มคนหนึ่งคอยประกบอยู่ตลอดเวลา ชายหนุ่มแนะนำตัวว่า มันชื่อจิ้นอวี่ เป็นบุตรชายของพ่อบ้านในจวนตระกูลหยาง“ไม่ต้องห่วงนะ แขนและขาของเจ้าประเดี๋ยวก็หายดี หากล้มในสงครามจะถูกคนอื่นเหยียบย้ำหรือถูกซากศพล้มทับจนแขน ขาได้รับบาดเจ็บ เป็นธรรมดาของสงครามอยู่แล้ว”
    หยางหลี่หยางยังคงมึนงง มันเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ควรทำอย่างไรต่อไปดี คิดไปคิดมาจึงเริ่มเก็บข้อมูลจากอีกฝ่าย“ที่นี่คือที่ไหน ปีไหน รัชสมัยของกษัตรย์องค์ใด??”
    จิ้นอวี่คิดทีละคำถาม ก่อนจะตอบออกไป “ที่นี่คือดินแดนตอนเหนือของแผ่นดินเหยี่ยชิง ปีครองราชย์ของราชินีหมิงซินที่10 กษัตริย์ถ้าหมายถึงผู้นำก็ราชินีหมิงซินนั้นแหละ”
    ได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของหยางหลี่หยางปั้นยากด้วยความงุนงง ‘ราชินีหมิงซิน ใครกันฟ่ะ!! ในอดีตเคยมีชื่อของหมิงซินด้วยหรือไง’ หลี่หยางถามต่อ “แล้วคุณเคยได้ยินชื่อของฮั่นเกาจู่ ถังไท่จง สุยเหวินตี้หรือคังซีอะไรแบบนี้บ้างไหม??”
    จิ้นอวี่ส่ายหน้าไปมา และถามกลับ “พวกเขาเป็นใครหรือ???”
    หากเวลานี้หยางหลี่หยางขยับตัวได้มันคงตบไปที่ใบหน้าของตัวเอง เพื่อให้ตื่นขึ้นจากความฝันตรงหน้าอย่างแน่นอน ‘พระเจ้า ท่านส่งข้ามาที่ไหนกันแน่เนี้ยยย!!!??’
    ข้อมูลที่ได้รับทำให้หยางหลี่หยางไม่รู้เหนือรู้ใต้อีกแล้ว แม้แต่คำถามที่จะถามออกไปยังไม่รู้ว่าควรถามสิ่งใดก่อนหลัง มันใช้เวลาอยู่นานในการสะกดความตื่นตระหนกในใจและถามออกด้วยคำถามที่ไม่เป็นภาษา “แม้แต่ตัวเรา ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเลยว่าเป็นใคร? แล้วเหตุใดคุณถึงมั่นใจว่า เราคือหยางหยาง??”
    จิ้นอวี่ใช้สายตางุนงงมองไปยังหยางหลี่หยางก่อนจะกล่าวตอบ “เจ้าใช้คำเรียกแปลกๆจริงด้วยแฮะ พวกเราเป็นเพื่อนกัน เจ้าควรแทนตัวเองว่า ข้า และเรียกข้า ว่าเจ้าสิ ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดข้าถึงจำเจ้าได้” กล่าวถึงตรงนี้จิ้นอวี่ล้วงมือเข้าไปในชุดเกราะและนำป้ายทองแดงออกมา ส่องสะท้อนไปที่ใบหน้าของหยางหลี่หยางด้วยรอยยิ้ม “ก็เพราะใบหน้าของเจ้าไงละ ใบหน้าแบบนี้มีแค่หยางหยางเท่านั้นแหละ”
    ตั้งแต่มายังโลกใบนี้ เป็นครั้งแรกที่หยางหลี่หยางได้เห็นใบหน้าของตัวเอง ใบหน้าของมันยังคงมีใบหน้าเป็นตัวเองไม่ใช่ใบหน้าของหยางหยางอะไรนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยก็คือ ภาพที่สะท้อนอยู่ในป้ายทองแดงเป็นใบหน้าของมันในตอนอายุ20ปี“ปีนี้หยางหยาง อายุเท่าไร??”
    จิ้นอวี่ตอบกลับ “เจ้าและข้าอายุเท่ากัน เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่เล็ก ข้าอายุ19ปี เจ้าก็อายุ19ปีเช่นกัน”
    ได้ยินเช่นนั้น คิ้วของหยางหลี่หยางขมวดเข้าหากัน ในใจคิด ‘มีจริงๆด้วย?? ทฤษฏีดีเอ็นเอคู่ขนานที่กันว่า ในหนึ่งคนจะมีคู่แฝดทางดีเอ็นเอหนึ่งคนอยู่ในสถานที่ ที่แตกต่างกัน หรือว่าเรากับหยางหยางคนนั้นคงจะมีดีเอ็นเอตรงกัน คนอื่นถึงได้เข้าใจผิดว่าเราเป็นหยางหยาง’
    จิ้นอวี่ยังคงกล่าวต่อ “ในวันที่เจ้ารู้ตัวว่าต้องออกรบ อยู่ๆเจ้าก็หนีไปจากตระกูลและหายไปเลย ข้าเป็นห่วงเจ้าแทบแย่”
    หยางหลี่หยางถามกลับ “ออกรบ ยุคสมัยนี้ต่อสู้...เอ่อ ออกรบ...ออกรบกันบ่อยหรือเปล่า??”
    จิ้นอวี่ส่ายหน้า “ในอดีตก็อาจจะใช่ แต่ปัจจุบันไม่แล้วละ เมืองอื่นๆเลิกทำสงครามกันไปนานแล้ว สงครามที่พวกเราพึ่งจบศึก เรียกได้ว่าเกิดขึ้นในรอบ10ปี เป็นเพราะชนเผ่าทางเหนือเกิดต่อต้านทำให้พวกเราต้องใช้กำลังเข้าหยุด วางใจได้ เจ้าคงไม่ถูกสั่งให้ไปออกรบอีกเป็นครั้งที่สองแน่นอน”
    ได้ยินเช่นนั้นแต่ในใจของหยางหลี่หยางคิดต่าง 'ถ้าเผ่าทางเหนือต่อต้านได้ ต่อไป เผ่าใต้ ตะวันออก หรือตกคิดต่อต้านละ?? ไม่ต้องทำสงครามแบบไร้อารยธรรมเหมือนคนเถื่อนกันตลอดเลยหรือไง ให้ตายเถอะแล้วแบบนี้ชีวิตเราจะปลอดภัยไหมเนี้ย!!!'
    ....
    ผ่านมาสิบวันแล้ว กองทัพสยบแดนเหนือกำลังเร่งฝีเท้าเดินทางกลับเมืองเหยี่ยชิง ตลอดสิบวันมานี้ หยางหลี่หยางได้พูดคุยสนทนาถึงเรื่องราวต่างๆมากมาย บางเรื่องจิ้นอวี่ก็ตอบได้ บางเรื่องจิ้นอวี่ก็ไม่รู้ ด้วยเหตุนี้ความรู้ของหยางหลี่หยางต่อโลกใบนี้จึงเป็นเหมือนจิ๊กซอที่ค่อยๆปะติดปะต่อกันไปทีละน้อย ส่วนเรื่องคำพูดคำจา หลี่หยางพยามที่จะปรับใช้ให้ไม่เป็นจุดเด่น หากไม่ลืมก็จะพูดจาให้อยู่ร่วมสมัยกับคนอื่นๆไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต
    กองทัพที่มันกำลังร่วมเดินทางอยู่ นำโดยหมิงจิว นางมีอายุ22ปี เก่งทั้งเชิงบุ๋นและบู๊ อีกทั้งยังเป็นหลานสาวแท้ๆของราชินีแห่งเมืองเหยี่ยชิง หมิงจิวนางนี้คือหญิงสาวที่สั่งให้โยนหลี่หยางเข้าไปในกองไฟ แม้จะมีรูปลักษณ์ที่งดงาม รูปร่างที่ยั่วยวน แต่เป็นหญิงสาวที่หยางหลี่หยางไม่กล้าจ้องมองแม้ประสานสายตา
    “จิ้นอวี่จากที่นี่ไปถึงเมืองเหยี่ยชิง ใช้เวลานานเท่าใด??” หยางหลี่หยางถาม
    “กองทัพเรามีคนเจ็บเยอะ เลยต้องลดความเร็วเพื่อพวกเขา คงจะไปถึงในอีกสองหรือสามวัน”
    เมืองเหยี่ยชิง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของแผ่นดิน อาณาเขตของเมืองเหยี่ยชิงนั้นกินพื้นที่กว่า1ใน5ของแผ่นดินทั้งหมด บริเวณรอบนอกของเมื่องเหยี่ยชิงมีกลุ่มคนอาศัยอยู่เป็นส่วนน้อย เนื่องจากประชากรทั้งหมดล้วนมาอาศัยอยู่รวมกันภายในเมืองใหญ่ ด้วยเหตุนี้ฐานะของผู้คนในเมืองเหยี่ยชิงมีตั้งแต่กษัตริย์ผู้นำไปจนถึงยาจกขอทาน
    ท้องฟ้าเปลี่ยนจากมืดเป็นสว่าง จากสว่างเป็นมืด และเมื่อรุ่งเช้าของอีกวันมาถึง กองทัพของหมิงจิวได้มาถึงประตูเมืองเหยี่ยชิงเป็นที่เรียบร้อย
    ประตูเมืองเปิดออกเพื่อต้อนรับนักรบกล้า ประชาชนจำนวนมาก มายืนรอเพื่อจะพบหน้าคนในครอบครัวที่ออกไปรบ บางกลุ่มก็ได้โห่ร้องสรรเสริญต่อชัยชนะด้วยความยินดี ทหารคนอื่นค่อยๆแตกแถวกระจัดกระจายกันไปตามที่อยู่ของตัวเอง ไม่นานนักกองทัพหมิงจิวก็ได้สลายไป
    จิ้นอวี่ลากคานไม้ที่บรรทุกร่างของหยางหลี่หยางมาตลอดทาง พวกมันสองคน หนึ่งมีฐานะเป็นหลานชายเจ้าของบ้าน อีกหนึ่งเป็นลูกชายของพ่อบ้าน ปลายทางของพวกมันจึงเป็นสถานที่เดียวกัน นั้นคือจวนตระกูลหยาง
    ภายในเมืองเหยี่ยชิงแบ่งการปกครองออกเป็นสองส่วน ส่วนในผู้ปกครองสูงสุดคือราชินีหมิงซิน สำหรับส่วนนอกได้แบ่งพื้นที่ทั้งหมดของเมืองเหยี่ยชิงออกเป็นสี่เขต แต่ละเขตจะถูกปกครองโดยขุนนางระดับสูง
    จวนตระกูลหยางเป็นตระกูลเก่าแก่ตั้งอยู่ในเขตปกครองที่สอง หัวหน้าตระกูล หยางลู่เป็นขุนนางระดับหนึ่ง ภายในเขตปกครองที่สอง ฐานะของเสนาบดีกรมโยธาของหยางลู่ เป็นรองเพียงผู้ปกครองเขตเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ตระกูลหยางจึงได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ของเมืองเหยี่ยชิง

    จิ้นอวี่นำพาหยางหลี่หยางมาถึงหน้าประตูจวน เมื่อเข้ามาด้านในหลี่หยางถึงกับตกตะลึง มันพึมพำในใจ 'นี้ไม่น่าใช่บ้าน แต่น่าเป็นหมู่บ้านมากกว่า'
    หยางหลี่หยางกวาดตามองความใหญ่โตโออ่าของจวนตระกูลหยางได้ไม่นาน มันรู้สึกได้ว่าจิ้นอวี่ที่กำลังลากมันอยู่ ได้หยุดเท้า พร้อมกับคุกเข่าลง “คำนับท่านปู่ลู่”
    สุ้มเสียงอ่อนโยนดังขึ้น ปรากฏใบหน้าของชายชราผมขาวสวมหมวกทรงสูงของขุนนาง พุ่งตรงมาที่ตัวของร่างของหยางหลี่หยางทันที “จิ้นอิง รีบดูอาการของนายน้อยเร็วเข้า” สิ้นเสียงของชายชรา ร่างของบุรุษวัยกลางคนแทรกมาจากด้านหลังและเข้าตรวจดูอาการของหยางหลี่หยางทันที
    จิ้นอิงผู้นี้เป็นบิดาของจิ้นอวี่ และมีฐานะเป็นพ่อบ้านของตระกูลหยาง จิ้นอิงเป็นผู้ฝึกวิทยายุทธ์ตั้งแต่เด็ก ในร่างกายจึงมีพลังวัตรถึง30ปี ไม่รอช้า จิ้นอิงประสานสองนิ้วไปยังชีพจรแขนของหยางหลี่หยางเพื่อตรวจดูอาการให้แน่ชัด ผ่านไปครู่หนึ่งมันถอนหายใจออกเบาๆ
    “เรียนนายท่าน นายน้อยไม่มีอาการบาดเจ็บภายใน ส่วนอาการบาดเจ็บภายนอก กระดูกทั้งหมดจะประสานกันได้สมบูรณ์คงต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือน ส่วนเรื่องที่จิ้นอวี่บอกผ่านพิราบสื่อสารเกี่ยวกับความทรงจำของนายน้อย” กล่าวถึงตรงนี้จิ้นอิงส่ายหน้าด้วยความรู้สึกผิด“ข้าน้อยไม่ทราบถึงสาเหตุจริงๆ”
    หยางลู่ส่ายหน้าไปมา ดวงตาจ้องมองไปที่หยางหลี่หยางด้วยความรัก “ไม่เป็นไร ไม่เป็นเลย ความทรงจำไม่สำคัญเท่ากับการมีชีวิตอยู่” จากนั้นชายชรากล่าวออกแก่หลี่หยาง “ปู่ขอโทษด้วย ที่เจ้าต้องเป็นแบบนี้ก็เพราะปู่เอง ปู่ไม่ควรห่วงชื่อเสียงจนเกือบจะต้องสูญเสียเจ้าไป และเมื่อเจ้ากลับมา ปู่ก็จะทำความปรารถนาของเจ้าให้เป็นจริงเอง เพื่อเจ้าแล้วปู่ยอมเป็นคนไม่ดี ปู่จะไม่สนใจกับชื่อเสียงของตัวเองอีกแล้ว” กล่าวถึงตรงนี้ หยางลู่สั่งให้จิ้นอวี่พาหยางหยางไปพัก จากนั้นมันและจิ้นอิงเดินออกไปจากจวนอย่างเร่งรีบ
    แน่นอนว่าสิ่งที่หยางลู่กล่าวออกมา หยางหลี่หยางไม่มีความเข้าใจเลยแม้แต่ส่วนเดียว
    ระหว่างทางไปที่พัก หยางหลี่หยางกล่าวถาม “ท่านปู่คนนั้นพูดถึงสิ่งใด เจ้ารู้เรื่องหรือไม่??”
    จิ้นอวี่ยกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะตอบ “เหตุผลที่เจ้าหนีไปจากตระกูล นอกจากเรื่องที่ถูกเกณฑ์ไปรบแล้ว อีกเรื่องก็คือไม่ได้ตบแต่งกับแม่นางหลิวนั้นแหละ เจ้านะถึงขั้นไปกอดเท้าร้องขอปู่ตัวเอง ให้ใช้ฐานะและอำนาจกดดันเถ้าแก่หลิว แน่นอนว่าตอนนั้นปู่ของเจ้าไม่ยอมทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ เจ้าถึงได้หนีไป แต่ตอนนี้เจ้ากลับมาในสภาพเกือบตาย เกรงว่าปู่ของเจ้าคงยอมแลกทุกอย่าง หยางหยาง เจ้าได้แต่งเมียเร็วๆนี้แน่นอน”
    “!!!!!”