เสียงพึมพำและสายตาของผู้คนที่จ้องมองมาด้วยความสนอกสนใจไม่ได้ทำให้ผมกระอักกระอ่วนใจเลย เพราะผมกำลังพุ่งความสนใจไปยังผู้คนที่เดินออกมาจากประตูของสนามกีฬา เพื่อมองหาคนที่ผมตั้งใจมาดักรออยู่ที่สนามรักบี้ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็พื้นที่อีกหนึ่งแห่งที่ผมไม่เคยเยื้องกายเข้ามาเลย จึงไม่แปลกที่ผู้คนแถวนี้จะดูแตกตื่นที่ได้เจอผมที่นี่ ซึ่งเป็ถิ่นของเหล่านักศึกษาการกีฬาก็ว่าได้
“สีฝุ่น!” นั่นแหละคนที่ผมรอ คนที่เดินออกมาจากสนามพร้อมเพื่อนนักกีฬาตัวโต
“อ้าว! ยูฟ่ามาทำอะไรที่นี่วะ” ฝุ่นเดินออกจากกลุ่มเพื่อนเพื่อมาหาผมซึ่งยืนพิงรถของตัวเองอยู่
“มาหาคนเลี้ยงข้าว” ผมส่งยิ้มให้คนที่สัญญาไว้ว่าจะเลี้ยงข้าว แต่ผมก็ไม่มีเวลาให้เขาเลี้ยงสักที
“กว่าจะมาได้นะมึง...แล้วเบอร์ก็มีทำไมไม่โทรมานัดวะ จะได้ไม่ต้องถ่อมาถึงนี่”
“โทรไปแล้วแต่ไม่มีคนรับ วันนี้กูเลิกเรียนไวก็เลยลองขับรถไปหาที่หอพัก แต่พี่ยามบอกว่าฝุ่นน่าจะยังซ้อมอยู่ที่นี่ก็เลยลองแวะมาดู”
“อ๋อ มึงคงโทรมาตอนกูซ้อมอยู่ ตอนนี้กูก็ยังไม่ได้เช็กโทรศัพท์เลยว่ะ แล้วนี่มึงหิวหรือยัง จะทุ่มนึงแล้วเนี่ย มึงน่าจะโทรมาบอกกูั้แ่เช้าจะได้เลื่อนไปวันอื่นที่กูไม่มีซ้อม”
“พอดีอาจารย์ยกเลิกคลาสตอนบ่ายว่ะ กูก็เพิ่งรู้เลยโทรมาบอกไม่ทัน แต่ถ้าวันนี้มึงไปไม่ไหวก็เอาไว้วันอื่นได้นะ”
“เฮ้ย! ไม่ต้องเลย กว่ามึงจะว่างมาให้กูเลี้ยงอีกทีคงชาติหน้าโน่นแหละ เดี๋ยวมึงรอนี่นะ...กูไปบอกเพื่อนก่อน มันนัดไปกินข้าวหลังซ้อมกันแต่เดี๋ยวกูไปกับมึงดีกว่า”
“ถ้ามีนัดแล้วก็ไม่ต้องหรอก ของกูไว้วันอื่นก็ได้”
“กูบอกว่าไม่ได้ไง มึงตั้งใจมาวันนี้ก็คือวันนี้”
“งั้น...ไปกินกับเพื่อน ๆ มึงก็ได้นะ กูโอเค”
“มึงจะรำคาญหรือเปล่าวะ พวกมันขี้เสือกจะตายห่า”
“ฮ่า ๆ ไม่เป็ไร กูชินแล้วแหละ”
“เอางั้นเหรอ...งั้นเดี๋ยวกูแนะนำกลุ่มกูให้รู้จัก เฮ้ย! พวกมึง” ฝุ่นหันไปกวักมือเรียกเพื่อนนักกีฬาให้เดินเข้ามาหาพวกเรา “นี่ยูฟ่า...ฟ่าไอ้พวกนี้เพื่อนกูเอง”
“หวัดดีครับ” ผมทักทายทุกคนด้วยรอยยิ้มเป็มิตร และทุกคนก็ตอบรับกลับมาอย่างเป็มิตรเช่นกัน
“เอ่อ...ขอถามตรง ๆ เลยนะ ยูฟ่ามาจีบไอ้ฝุ่นเหรอ” คำถามของคนในกลุ่มทำให้ผมหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะฝุ่นดูใกับคำถามของเพื่อนมากกว่าผมอีก
“ถามห่าอะไรของมึงเนี่ยไอ้แบงก์!”
“เอ้า! กูก็ถามตามที่เห็นอะ เขามาดักรอมึงอยู่เนี่ย ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละว่ายูฟ่าชอบผู้ชาย เอ่อ...โทษทีนะที่ต้องพูดตรง ๆ”
“ไม่เป็ไรครับ เราก็ไม่ได้ปิดบังอะไรอยู่แล้ว”
“แต่กูเป็! พวกมึงจะพูดอะไรเกรงใจไอ้ฟ่าหน่อย ถึงมันจะไม่ถือสาก็เถอะ อีกอย่างไอ้ฟ่ามันเพื่อนกู ไม่ได้มาจีบกู พูดเหี้ยอะไรมันเสียหายหมด”
ผมอดยิ้มกับคำพูดของสีฝุ่นไม่ได้ที่แสดงออกถึงความเป็สุภาพบุรุษ เหมือนกับว่าผมเป็สาวน้อยที่จะเสียหายกับเื่นี้
“อ้าว...ใครจะไปรู้วะ ก็มึงชอบมีพวกผู้ชายมาหว่านเสน่ห์บ่อย ๆ นี่หว่า”
“จริงเหรอ” ผมถามแบงก์ด้วยความแปลกใจในข้อมูลใหม่
“อยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเลยนะมึง”
“ฮ่า ๆ ก็ไม่คิดว่าจะมีหนุ่ม ๆ กล้ามาจีบมึงนี่หว่า มึงออกจะแมนขนาดนี้”
“มีดิ...มันโดนั้แ่ปีหนึ่งแล้ว แต่โชคดีที่ไอ้ฝุ่นมีแฟนสาวเป็ตัวเป็ตนก็เลยปฏิเสธได้ง่ายหน่อย แต่ยูฟ่าแน่ใจนะว่าไม่ได้มาจีบไอ้สีฝุ่นน่ะ” แบงก์ย้ำอีก
“อืมมมม...” ผมแกล้งหันไปมองฝุ่นอย่างพินิจพิจารณาก่อนจะตอบ “ไม่กล้าจีบอะ...กลัวโดนต่อย” คำตอบของผมเรียกเสียงหัวเราะครืนจากเพื่อนทั้งกลุ่ม
“กูจะต่อยเพราะไอ้การคิดเยอะของมึงเนี่ยแหละ พอมึงเป็คนพูดแล้วกูรู้สึกเสียเซลฟ์เลย”
“งั้น...อยากให้จีบเหรอ” ผมแกล้งแซวฝุ่นที่ทำหน้าเหวอใส่ผม
“ยูฟ่าอย่าทำอะไรสิ้นคิดแบบนั้นเลย เชื่อเหอะ”
“ไอ้เชี่ยแบงก์!”
คนที่เอ่ยปากห้ามปรามถูกฝุ่นไล่เตะไปทั่ว จนผมได้แต่หัวเราะไปพร้อมกับทุกคน
“ไอ้พวกนี้มันกวนตีนแบบนี้แหละ มึงยังอยากจะไปกินข้าวร่วมโต๊ะกับพวกมันหรือเปล่าล่ะ”
“กูไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แก๊งกูกวนกว่านี้หลายเท่า”
“จริงดิ! ยูฟ่าจะไปกินข้าวกับพวกเราเหรอ ดีเลย...กูอยากรู้อยากเห็นเื่แก๊งมหาเทพพอดีเลยว่ะ”
“ถ้าเื่ของเราก็ถามได้นะแต่ถ้าเื่เพื่อนในกลุ่มคงไม่ตอบหรอก...ไม่ชอบนินทาเพื่อนน่ะ”
“อื้อฮือ...ตรงเหมือนไม้บรรทัดอย่างที่เขาลือกันจริง ๆ เลยว่ะ”
“ฮ่า ๆ เราว่าเราคงโดนลือหลายเื่นะ”
“เออ ก็หลายเื่ แต่ว่าเื่หยิ่งเนี่ย...เราไม่เชื่อแล้วแหละ”
“เออจริง”
ทุกคนพากันเออออเห็นด้วยว่าผมไม่ได้หยิ่งอย่างที่โดนนินทา ผมจึงส่งยิ้มให้ทุกคนที่ทำให้รู้สึกดีที่ได้รู้จักเพื่อนต่างคณะเพิ่ม และดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้รังเกียจเื่รสนิยมทางเพศของผมด้วย
“มันไม่หยิ่งหรอก แต่ชอบทำตัวเป็เ้าบุญทุ่ม มอเตอร์ไซค์คันใหม่ของกูก็ไอ้ฟ่านี่แหละที่เอามาให้”
“อ๋อ คนที่มึงขี่รถตามหาทั่วมอคนนั้นก็คือยูฟ่านี่เอง”
“เออ มันนี่แหละ กูให้คืนก็ไม่เอา ก็เลยตกลงว่าจะเลี้ยงข้าวมันเป็ค่าเช่ารถไง”
“อือ...วันนี้ก็เลยมาให้เลี้ยงโดยเฉพาะเลย”
“เฮ้ย! อย่างนี้มึงก็เลี้ยงพวกกูด้วยเลยดิ”
“พวกมึงเกี่ยวอะไรด้วย กูเลี้ยงไอ้ฟ่าคนเดียว ส่วนพวกมึงจ่ายเองเลย”
“โห! พวกกูอุตส่าห์ดีใจ คิดว่าจะได้ประหยัดค่าข้าวอีกสักมื้อก่อนสิ้นเดือน”
“เราเลี้ยงก็ได้นะ ถือว่าเป็การต้อนรับที่ได้รู้จักกัน”
“หล่อ รวย เก่ง แถมยังสปอร์ตอีกว่ะ” เพื่อนของฝุ่นอีกคนเดินเข้ามากอดคอผม
“พอเลยมึง ห้ามเลี้ยงไอ้ห่าพวกนี้เด็ดขาด ถึงมึงจะรวยยังไงก็ไม่ควรเลี้ยงใครมั่วซั่วแบบนี้ เดี๋ยวก็โดนหลอกแดกฟรีหรอก”
“ฮ่า ๆ มึงจะจริงจังไปปะเนี่ยฝุ่น กูจะเลี้ยงก็เพราะว่าทุกคนเป็เพื่อนมึง ถ้ามึงคบเป็เพื่อนก็คงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก” ผมบอกตามตรงว่าเชื่อใจฝุ่นมากกว่าถึงได้กล้าสนิทสนมกับทุกคนแบบนี้
“เออ พวกกูออกจะเป็คนดี ไป ๆ ยูฟ่าไปกินข้าวกันเหอะ ไม่ต้องเลี้ยงพวกเราหรอก พวกเราแค่แกล้งไอ้ฝุ่นเท่านั้นแหละ ไอ้ฝุ่นมันเค็มยิ่งกว่าทะเลอันดามันอีกเพราะต้องเก็บเงินไว้แต่งเมีย พวกเราก็เลยไม่เคยได้แดกฟรีจากมันหรอก”
“เออ ถือว่ายูฟ่าแม่งโชคดีว่ะ”
“เลิกแฉกูแล้วไปแดกข้าวกันสักที ถึงด่ากูมากกว่านี้กูก็ไม่เลี้ยงข้าวพวกมึงหรอก”
“ฮ่า ๆ เออ ๆ งั้นพวกกูไปรอที่ร้านเดิมแล้วกัน มึงจะไปรถยูฟ่าใช่ไหม”
“กูเอามอเตอร์ไซค์ไปดีกว่า ที่ร้านไม่ค่อยมีที่จอดด้วย ฟ่าขับรถไปจอดไว้ที่หอกูนะ เดี๋ยวค่อยขี่รถกูไปกินข้าว”
“อือ ยังไงก็ได้”
.
.
ตอนนี้ผมนั่งกินข้าวอยู่ท่ามกลางเหล่านักกีฬามหาวิทยาลัยซึ่งเป็เพื่อนสนิทของฝุ่นนามว่า แบงก์ เอ็ม โจ ธีร์ ไมค์ ทุกคนล้วนเป็เด็กต่างจังหวัดทั้งนั้น ก็เลยกินง่ายอยู่ง่ายและพูดคุยด้วยได้ง่ายกว่าที่คิด
“ฟ่ากินเยอะ ๆ นะเว้ย ไอ้ฝุ่นเลี้ยงทั้งทีต้องเอาให้คุ้ม” โจหนุ่มร่างใหญ่ที่สุดในกลุ่มบอกผม
“เราเก็บไว้ให้เลี้ยงวันอื่นบ้างดิ จะได้กินฟรีบ่อย ๆ”
“เออ ๆ วางแผนดีว่ะ” ธีร์เห็นด้วย
“เอาให้มันจริงเหอะ ไม่ใช่ว่าใช้รถจนพังแล้วมึงเพิ่งให้กูเลี้ยงข้าวไปแค่ครั้งเดียวหรอกนะ”
“มึงอยากเสียเงินเลี้ยงข้าวกูมากเลยสินะ ว่าง ๆ เอากูไปเลี้ยงไว้ที่ห้องก็ได้นะ มึงจะได้รู้สึกสบายใจขึ้น”
“ก็กูไม่ชอบเอาเปรียบใครหรือเป็หนี้บุญคุณใครนี่หว่า”
“ไม่ได้เป็หนี้บุญคุณอะไรเลยนะฝุ่น กูต่างหากที่ติดหนี้มึง”
“อย่างไอ้ฝุ่นเนี่ยนะจะเป็เ้าหนี้คุณยูฟ่าได้”
“ฟ่ามันไม่ได้หมายถึงว่ามันติดหนี้เงินกูไอ้ไมค์ มันหมายถึงเื่ที่กูบังเอิญไปเจอมันโดนรุมอยู่แถวร้านเหล้าโน่น”
“อ๋อ กูก็ว่ารวย ๆ อย่างยูฟ่าจะยืมเงินมึงทำไม เพราะมึงก็คงไม่มีให้ยืมหรอก”
“ก็ไม่แน่นะมึง...ยูฟ่าอาจจะยืมเงินไอ้ฝุ่นได้ ในกรณีที่ลืมกระเป๋าตังแล้วไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำไง แค่ห้าบาทสิบบาทไอ้ฝุ่นมันก็มีปัญญาให้ยืมอยู่นะ”
“ไอ้เอ็มจะขยี้ความจนของกูเพื่อ?”
ผมขบขันกับการที่ทุกคนล้วนแต่ชอบอำฝุ่นมากกว่าคนอื่นในกลุ่ม ซึ่งอาจจะเป็เพราะมันเป็พวกน่าแกล้งก็ได้ แกล้งไปมันก็ไม่เห็นโกรธหรือคิดมากกับคำพูดของใครเลย
“สรุปว่ายูฟ่ายอมลดตัวลงมาซี้กับไอ้ฝุ่นก็เพราะมันไปช่วยไว้เหรอ” แบงก์หันมาถามผม
ผมยิ้มกับคำจิกด่าของแบงก์ที่โดนสีฝุ่นโยนกระดาษทิชชูใส่
“อือ...วันนั้นเรามีคิวร้องเพลงกับวงที่ร้านเหล้า แต่ดันเจอไอ้พวกมีปมมาหาเื่ โชคดีว่าฝุ่นเข้ามาช่วยไว้ก็เลยไม่เจ็บตัวอะไรมาก”
“ถ้าไอ้เวรพวกนั้นมันไม่เล่นอาวุธกูว่ามึงก็เอาอยู่แหละ พวกมึงยังไม่เห็นลูกเตะของมัน เตะทีเกือบเข้าก้านคอเลยเหอะ พวกมึงจะพูดอะไรก็ระวังปากกันไว้หน่อย ไอ้ฟ่ามันเตะมึงคอหักได้ กูขอเตือน”
“จริงดิ...ดูท่าทางยูฟ่าไม่น่าเป็พวกเก่งเื่ต่อยตีกับเขาเลยนะ ดูผู้ดี๊ผู้ดี...ไม่เหมือนไอ้เชี่ยฝุ่นเหมาะกับการใช้กำลังล้วน ๆ”
“ก็เหมือนพวกมึงนั่นแหละไอ้ธีร์ ไม่ต้องมาปากดี”
“เราก็ไม่ได้เก่งอะไรมากหรอก ที่จริงไม่เคยมีเื่ด้วยซ้ำแต่เคยเรียนเทควันโดั้แ่เด็กน่ะ ก็พอป้องกันตัวได้บ้าง อีกอย่างเราก็ไม่ชอบใช้กำลังด้วยแต่คืนนั้นมันเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ”
“โห ฟ่าไม่เหมาะเข้าร่วมแก๊งพวกเราเลยเนี่ย เพราะพวกเราถนัดใช้กำลังสุด ๆ สมงสมองไม่ค่อยได้ใช้หรอก ฮ่า ๆ”
ผมหัวเราะกับคำนิยามกลุ่มของแบงก์ เพราะมันช่างเหมือนที่ฝุ่นบอกผมว่ามันถนัดใช้กำลังมากกว่าสมอง
“เฮ้ย...พวกมึงยังกินไม่เสร็จใช่ไหม กูขอไปทำธุระให้แฟนแป๊บนึงนะเดี๋ยวมา”
“เอ้า...มืดขนาดนี้แล้วแฟนมึงยังให้ไปทำอะไรอีกวะ” โจเอ่ยถามฝุ่นที่จู่ ๆ ก็ขอตัวไปทำธุระหลังจากมันกดโทรศัพท์ยิก ๆ อยู่เมื่อครู่
“แค่ไปโอนเงินเฉย ๆ ตู้ข้าง ๆ นี่แหละ...เดี๋ยวกูมานะ” ฝุ่นลุกออกจากโต๊ะพลางหันมาบอกผมก่อนจะเดินออกไปจากร้านข้าว
“อะไรวะ...กูว่าพักนี้แฟนมันขอเงินไอ้ฝุ่นถี่กว่าเมื่อก่อนอีกนะ ไอ้ฝุ่นทำงานเสริมจนจะไม่มีเวลานอนอยู่แล้ว” ธีร์บ่นขึ้นมาหลังจากที่ฝุ่นเดินออกไปจากโต๊ะแล้ว
“เอาน่า...มันคบกับวีมาหลายปีแล้วนะเว้ย จะช่วยเหลือกันก็ไม่แปลก ไอ้ฝุ่นก็พูดชัดเจนว่ามันตั้งใจทำงานเก็บเงินไว้แต่งงานในอนาคต ตอนนี้แฟนเดือดร้อนมันจะเปย์แฟนตัวเองบ้างก็ไม่แปลกหรอก”
“กูก็ไม่ได้บอกว่าแปลกนะไอ้แบงก์ แต่กูแค่เห็นใจเพื่อน มันทำงานเยอะกว่าเมื่อก่อนซะอีก ถ้ามันยังหักโหมแบบนี้กูว่ามันจะไม่ดีต่อการแข่งนะเว้ย”
“เฮ้อ...กูก็ห่วงเหมือนกันแหละ แต่มันเคยฟังอะไรใครที่ไหน บ่นไปมันก็บอกว่ากูไหว ๆ แล้วจะให้ทำยังไงวะ”
“ฝุ่นทำงานเยอะมากเลยเหรอ” หลังจากที่ผมนิ่งฟังมานานก็เลยตัดสินใจเอ่ยถาม เพราะดูเหมือนว่าทุกคนในกลุ่มจะห่วงเื่นี้กันมาก
“อือ เรียกว่าวันไหนมีตารางเวลาว่างจากซ้อมกับเรียน มันก็ไปอยู่ตามร้านที่เขายอมจ้างงานพาร์ตไทม์มันนั่นแหละ” โจตอบผม
“แฟนฝุ่นไม่รู้เหรอ ว่าฝุ่นต้องทำงานเยอะขนาดไหน”
“ก็คงรู้แหละ...แฟนมันยังงอนเลยที่มันไม่มีเวลาให้”
“ถ้ากูเป็วีนะกูไม่งอนหรอก แฟนขยันหาเงินมาให้ใช้ขนาดนี้ กูคงไม่โวยวายหาเวลาอะไรหรอกว่ะ กูคงดีใจแทบตายที่มีแฟนคอยเปย์คอยเอาใจใส่แบบนี้น่ะ”
“มึงก็พูดง่ายดิวะไอ้เอ็ม ผู้หญิงเขาไม่ได้เข้าใจอะไรง่าย ๆ แบบนั้นหรอก ยิ่งคบกันมานานแบบคู่มันนะ กูว่ามันก็ต้องมีไม่เข้าใจกันหรือน้อยใจกันบ้างแหละ ที่สำคัญพวกมันก็ไม่ค่อยได้เจอกันด้วย”
“แฟนฝุ่นไม่ได้เรียนมอเดียวกับพวกเราเหรอ” ผมถามแบงก์ที่เป็คนคอยแก้ต่างให้แฟนฝุ่นอยู่เพียงคนเดียว
“เปล่า มอเขาอยู่แถบชานเมืองโน่นก็เลยไม่ค่อยได้เจอกันหรอก นอกจาก่ปิดเทอมที่มันจะไปอยู่หอแฟนน่ะ มี่ปิดเทอมที่แล้วนี่แหละ ที่มันไม่ได้ไปเพราะต้องทำงานพิเศษ จากนั้นก็เลยทะเลาะกันใหญ่โตแต่ตอนนี้ก็กลับมาสวีตวี้ดวิ่วกันแล้ว”
“ฝุ่นรักแฟนมากเลยเนอะ รู้จักกันวันแรกมันก็เล่าเื่แฟนให้ฟังเลย”
“เออ มันก็รักแหละ แต่วีน่ะ...เราไม่แน่ใจ” โจเสริมเพียงแค่นั้น ในขณะที่เพื่อนคนอื่น ๆ ก็เหมือนจะรู้ความหมายที่โจพูด มีเพียงผมที่ไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีกเพราะผมว่ามันเป็เื่ส่วนตัวของฝุ่น
“อ้าว...ไอ้ฝุ่นมาโน่นแล้ว หน้าตาไม่ค่อยดีเลยว่ะ กูว่าทะเลาะกับวีอีกแล้วมั้ง”
“เออว่ะ”
ผมหันไปมองสีฝุ่นและเห็นด้วยกับคำพูดของไมค์ เพราะคนที่เดินตรงกลับมาหาพวกผมมีสีหน้าที่ดูออกเลยว่ามีเื่ไม่สบายใจอย่างที่ทุกคนบอกจริง ๆ
“พวกมึงกินกันอิ่มแล้วเหรอ ฟ่าล่ะ...กินอะไรอีกไหม กินให้อิ่มนะเว้ย ไม่ต้องเกรงใจ กูเลี้ยงก็คือเลี้ยง” ฝุ่นบอกผมด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ อย่างที่เคยแต่ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้รู้สึกสบายอย่างทุกที
“ไม่อะ กูอิ่มแล้ว ่นี้ลดน้ำหนักว่ะก็เลยงดของหวาน”
“อ้าว...งั้นพวกเรากินเผื่อเอง” โจจัดการสั่งขนมหวานมากินตบท้ายอาหารคาวที่พวกผมจัดการจนเกลี้ยงโต๊ะแล้ว
“ฝุ่นไม่กินแล้วเหรอ” ผมถามคนที่กินข้าวไปแค่ครึ่งจานก่อนที่จะออกไปทำธุระ
“เออ...อิ่มแล้วว่ะ ่นี้กูก็คุมอาหารเหมือนกัน”
~RRRRR~RRRRR~
“เฮ้อ...กูขอคุยธุระกับแฟนแป๊บนะ” คนธุระเยอะบอกเพียงแค่นั้นและลุกเดินออกจากโต๊ะไปอีกครั้ง
“กูว่ามีซัมติงแน่” ไมค์จับสังเกต
“เออ คงงั้นแหละ แต่หวังว่าจะไม่ใช่เื่เงิน ๆ ทอง ๆ เหมือนครั้งก่อนหรอกนะ เดี๋ยวไอ้ฝุ่นจะแอบเครียดแล้วไม่บอกใครอีก...กูเป็ห่วงจริง ๆ” แบงก์ส่ายหัวพลางจ้องมองเพื่อนที่ยืนคุยโทรศัพท์อยู่แถวหน้าร้าน
“แบงก์ช่วยอะไรหน่อยดิ” ผมไม่รู้ว่าฝุ่นมีเื่อะไรที่เป็ปัญหาในชีวิตอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าผมอยากช่วยเพื่อนบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ แม้ว่ามันอาจจะไม่ชอบใจนัก แต่ผมคิดว่าเพื่อน ๆ ในกลุ่มน่าจะเข้าใจและยินดีช่วยเหมือนกัน
“อะไรเหรอ”
ผมยื่นธนบัตรสีเทาให้แบงก์ที่ทำหน้างุนงงเมื่อจู่ ๆ ผมก็ยื่นเงินให้เขา
“วันนี้เราเลี้ยงเอง”
“เฮ้ย! ได้ไงวะ...พวกเราจ่ายเองได้ ส่วนของฟ่าไอ้ฝุ่นมันก็ตั้งใจเลี้ยงด้วย”
“เรารู้ว่ามันตั้งใจจะเลี้ยงแต่ตอนนี้มันดูเหมือนว่าจะต้องใช้เงินนะ เราไม่อยากเบียดเบียนเพื่อนน่ะ เอาไว้ครั้งหน้ามันค่อยเลี้ยงก็ได้”
“งั้นฟ่าก็จ่ายแค่ส่วนของตัวเองพอ”
“ถ้าเราขอจ่ายส่วนของตัวเองฝุ่นมันก็ไม่ยอมหรอก เอาเป็ว่าเราจ่ายทั้งโต๊ะนี่แหละ แต่บอกว่าทุกคนลงขันช่วยกันจ่ายแล้วกันมันจะได้ไม่รู้”
“แต่พวกเราไม่สบายใจนี่หว่า เพิ่งรู้จักกันแท้ ๆ จะให้ยูฟ่าเลี้ยงได้ไง”
“เออ นั่นดิ” ทุกคนเห็นด้วยกับแบงก์และดูจะเกรงใจผมมากจริง ๆ
“เอาไว้ครั้งหน้าพวกนายค่อยเลี้ยงเราคืนก็ได้ แต่ไม่ต้องบอกฝุ่นหรอก เข้าใจไหม” ผมไม่รอคำปฏิเสธอีกและรีบยัดเงินใส่มือแบงก์
“เฮ้อ...ตามใจแล้วกัน” แบงก์ถอนหายใจก่อนจะยอมรับเงินไปจากผม
“เอาไว้่ต้นเดือนต้องมาให้เลี้ยงนะฟ่าเพราะว่าพวกเราจะล่ำซำ่นั้นมาก แต่ถ้ามา่ปลายเดือนคงได้กินแต่มาม่าต้มแน่” ธีร์บอกผมแบบตรงไปตรงมา
“ฮ่า ๆ ได้ ๆ เอาไว้อยากเลี้ยงเมื่อไรก็ให้ฝุ่นโทรมาบอกแล้วกัน เดี๋ยวเราจะรีบมารอกินฟรีเลยไม่ต้องห่วง”
“เออ ดีลนะเว้ย”
“เออ ดีล”
ทุกคนส่งมือมาดีลกับผมเป็คำมั่นสัญญาที่ทำให้ผมยิ้มออกมาจากใจ เพราะความตรง ๆ ของพวกเขาที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่้าเอาเปรียบผม
“ฟ่า...แน่ใจนะว่าไม่ได้กำลังมาจีบเพื่อนพวกเราอยู่เนี่ย” จู่ ๆ ธีร์ก็เอ่ยถามผมอย่างจริงจัง
“ไม่ได้จีบ แค่อยากช่วยเพื่อนจริง ๆ” ผมเองก็ตอบกลับไปอย่างจริงจังเช่นกัน
“เฮ้อ! ตอนที่เราเห็นฟ่าเรียกไอ้ฝุ่นไปคุยด้วยเราก็ในะเพราะคิดว่าฟ่ามาจีบมัน แต่ตอนนี้คงต้องบอกว่าเสียใจกับไอ้ฝุ่นอย่างสุดซึ้งที่ฟ่าไม่ได้มาจีบอย่างที่พูดจริง ๆ”
“ฮ่า ๆ ทำไมวะ”
“ก็เราคิดว่าไอ้ฝุ่นจะได้ตกถังข้าวสารกับเขาบ้างไง เห็นมันพยายามเปย์แฟนมันแล้วก็อยากให้มีคนมาเปย์มันบ้างจริง ๆ”
“ฮ่า ๆ ถ้าเราจีบมันจริง ๆ มันก็คงไม่ยอมให้เปย์หรอก แต่คงจะด่าเราจนหูชามากกว่าเดิม”
“จริงของฟ่าว่ะ”
“กูว่าดีแล้วที่ยูฟ่าไม่ได้มาจีบไอ้ฝุ่น เพราะถ้าจีบจริง ๆ กูก็เสียดายเวลาแทน ไอ้ฝุ่นมันชัดเจนในรสนิยมทางเพศมากว่าชอบแต่สาว ๆ”
“เห็นด้วยกับไอ้เอ็ม” แบงก์สำทับ
“เออใช่...ไม่เหมือนกูหรอก ได้หมดทุกเพศจะทอม ตุ๊ด เกย์ กะเทย หรือเพศไหน กูก็โอหมดแหละ ถ้ามาเปย์กู่นี้นะเพราะว่ากูกำลังช็อต ฮ่า ๆ”
“มึงถึงขั้นยอมขายตูดเลยเหรอวะไอ้ไมค์”
“เดือนนี้กูจะแดกแกลบอยู่แล้วไอ้โจ ถ้าได้อย่างยูฟ่าเนี่ยนะถึงจะเป็ผู้ชายกูก็โอแหละ พวกมึงดูมันดิ...ดูดีมีชาติตระกูลขนาดนี้แถมสายเปย์อีก กูว่าผู้ชายบางคนก็ยอมขายให้มันบ้างแหละ”
“ฮ่า ๆ จริงของมึง แต่ฟ่าคงไม่ซื้อมึงหรอก เพราะคงไม่ใช่สเปกใช่ไหมฟ่า”
“อือ...เราเป็สายรุกว่ะแบงก์ ชอบผู้ชายหวาน ๆ น่าทะนุถนอม”
“เออ ดูก็รู้ว่าลุคคิง น่าจะเหมาะกับชายหนุ่มร่างบอบบางมากกว่าถึกอย่างพวกเราแหละ ฮ่า ๆ”
“ถึงจะไม่ใช่สเปกแต่ยินยอมให้ใช้สอยชั่วข้ามคืนนะฟ่า เรายอมเพื่อเงินล้วน ๆ เลย ฮ่า ๆ”
ผมขำกับคำพูดของไมค์และตลกที่ทุกคนไม่ได้รู้สึกว่าผู้ชายแท้ ๆ อย่างพวกเขากำลังพูดเื่เพศกับผมได้อย่างปกติมาก ไม่เหมือนกับผู้ชายบางพวกที่ผมเจอ มักมีอีโก้เื่นี้มากเมื่อรู้ว่าผมมีรสนิยมแบบไหน
“อย่างเราไม่เคยต้องซื้อว่ะไมค์...ขอโทษที”
“แม่งงงง เ็ปฉิบ ฮ่า ๆ”
.
.
พวกผมนั่งคุยสัพเพเหระกันต่ออีกพักใหญ่ แต่ฝุ่นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเลิกคุยกับแฟนมันเลย พวกผมจึงคิดว่าควรกลับกันเสียทีดีกว่า เมื่อจ่ายเงินค่าอาหารเสร็จแล้วพวกเราจึงเดินออกไปหาฝุ่นที่ยังนั่งคร่อมรถคุยโทรศัพท์อยู่ จนผมต้องสะกิดมันให้รู้ตัวว่าพวกเราจะกลับกันแล้ว
“เอ้า...กินกันเสร็จแล้วเหรอวะ” ฝุ่นยกมือป้องโทรศัพท์ไว้ก่อนหันมาคุยกับผม
“อือ”
“ทำไมไม่เรียกวะ กูจะได้ไปจ่ายตัง แล้วใครเป็คนออกเงินเนี่ย”
“พวกกูจ่ายเองแหละ มึงไม่ต้องออกหรอก พวกกูหารกันเลี้ยงพวกมึงเอง ถือว่าเป็การต้อนรับเพื่อนใหม่...ใช่ไหมฟ่า” แบงก์ทำเนียนส่งมาให้ผม
“เออใช่ วันนี้กูกินฟรี มึงไม่ต้องห่วงหรอก เอาไว้ครั้งหน้ามึงค่อยเลี้ยงกูใหม่ก็ได้”
“งั้นกูก็ต้องหารด้วยดิ ถือว่าพวกกูเลี้ยงมึงก็แล้วกัน”
“ไม่ต้องหารแล้วไอ้ฝุ่น กูี้เีคิดเงิน มันซับซ้อนนะเว้ย กูยิ่งคิดเลขไม่ค่อยถูกอยู่ เอาเป็ว่าของมึงยกยอดไว้คราวหน้าก็แล้วกัน”
“เออ ๆ ก็ได้ ครั้งหน้ากูเลี้ยงเอง”
พวกผมส่งยิ้มให้คนที่ไม่รู้เื่รู้ราวอยู่คนเดียวในกลุ่ม เพราะรู้ดีว่ามันจะไม่ยอมรับความช่วยเหลืออะไรจากพวกผมหรอก ฉะนั้นปล่อยให้มันไม่รู้เื่น่ะดีแล้ว
“วี...เราขี่รถไปส่งเพื่อนแป๊บนะ เดี๋ยวเราไปหา” ฝุ่นคุยกับปลายสายอีกครั้งก่อนวางสาย “ไปฟ่า...เดี๋ยวกูไปส่งมึงก่อน”
“ไม่เป็ไร กูขึ้นสองแถวกลับหอพร้อมพวกแบงก์ก็ได้ มึงไปหาแฟนเหอะ”
“มึงไปเคลียร์กับแฟนมึงเหอะ เดี๋ยวฟ่ากลับกับพวกกูเนี่ยแหละ”
“ไม่ได้ กูเป็คนพามากูก็ต้องพาไปส่ง กว่าสองแถวจะมาก็อีกนาน ไปรถกูไวกว่าแถมบ้านไอ้ฟ่าอยู่ตั้งไกล มันจะได้รีบกลับ”
“เฮ้ย...ไม่เป็ไร กูไม่ได้รีบหรอก มึงไปเหอะจะได้ไม่ต้องอ้อมไปอ้อมมา”
“กูบอกว่าจะไปส่งก็คือไปส่ง อย่าลีลาไอ้ฟ่า ขึ้นรถเร็วเข้า”
“ฮ่า ๆ ไปเหอะฟ่า นายไม่อยากให้ไอ้ฝุ่นมันใช้กำลังหรอก”
ผมหัวเราะกับคำพูดของธีร์และยอมเดินไปซ้อนท้ายฝุ่น
“เรากลับก่อนนะ เอาไว้คราวหน้าจะมาให้เลี้ยงอีก”
“เออ ๆ โชคดีเว้ย”
ทุกคนโบกมือลาผมด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นฝุ่นจึงขี่รถออกมาจากหน้าร้าน เพื่อพาผมกลับไปเอารถของตัวเอง ผมนั่งซ้อนท้ายฝุ่นมาอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้ถามอะไรอีก เพียงแต่สังเกตเห็นว่ามันเร่งความเร็วกว่าตอนขามาหลายเท่า คงเป็เพราะมันมีเื่อื่นที่ต้องรีบไปจัดการต่อนั่นแหละ แต่ก็ยังสละเวลามาส่งผมอีก
เฮ้อ...ผู้ชายอย่างสีฝุ่นเนี่ยนะ ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าไม่ได้เป็แค่คนรักที่ดีอย่างเดียวหรอก แต่กับเพื่อนอย่างพวกผมมันก็ยังเป็เพื่อนที่ดีมากด้วย ก็หวังได้อย่างเดียวว่ามันจะเคลียร์ปัญหากับคนรักของตัวเองได้ เพราะพวกผมคงไม่สามารถเข้าไปช่วยอะไรเหมือนเื่การเลี้ยงข้าวหรอก
ที่จริงวันนี้ควรจะเป็วันเสาร์ที่แสนปกติธรรมดาของผมเหมือนเช่นทุกที แต่เพราะเมื่อสองชั่วโมงก่อน ผมได้รับข้อความจากสีฝุ่นว่ามันมีงานเข้าและ้าให้ผมไปช่วยโดยที่ไม่ได้บอกว่าเื่อะไร ผมจึงรีบโทรกลับแต่มันกลับปิดเครื่องไปแล้ว
ข้อความที่ทำให้ผมร้อนใจจนต้องฝ่ารถติดจากลาดพร้าวมาถึงหอพักนักกีฬา แต่เมื่อเลี้ยวรถเข้ามาใต้ตึกหอพัก ผมก็เห็นไอ้ตัวต้นเหตุขี่รถเข้ามาจอดบริเวณหน้าตึกเหมือนกัน ผมจึงรีบลดกระจกรถลงและะโเรียกคนที่ทำให้ผมเป็ห่วง
“สีฝุ่น!” ผมเรียกความสนใจจากสีฝุ่นได้ทันทีและเมื่อเห็นว่าเป็ผมมันก็รีบวิ่งมาหาถึงที่รถ
“ไอ้ฟ่ามาได้ไงเนี่ย”
“ก็มึงส่งข้อความให้กูมาช่วยไม่ใช่หรือไง”
“อ๋อ เออ ๆ กูส่งไป แต่ยังไม่ได้บอกให้มึงมาหาเลยนะ...นี่มึงขับรถมาจากบ้านเลยเหรอ”
“เออสิ แล้วหลังจากส่งข้อความทำไมไม่รับสายเลยวะ”
“เฮ้ย! ขอโทษทีว่ะ พอดีโทรศัพท์แบตหมดน่ะ กูเลยต้องชาร์จทิ้งไว้ที่ห้อง”
“เฮ้อ...ห่วงแทบแย่ แล้ว...สรุปว่ามึงมีเื่อะไรที่อยากให้กูช่วย”
“อ๋อ...คืองี้...รุ่นพี่กูเขาอกหักว่ะ กูก็เลยต้องไปนั่งปรับทุกข์ให้คืนนี้ แต่พวกไอ้แบงก์แม่งหายหัวกันไปหมด เหลือกูคนเดียวเนี่ยแหละที่ต้องรับกรรม”
“แค่จะชวนกูไปกินเหล้าเนี่ยนะ”
“กูไม่ได้ชวนมึงไปกินแต่ชวนไปนั่งดูกูกินต่างหาก หน้าที่สำคัญคือช่วยเก็บศพกูกลับบ้านด้วย”
“กูไม่เข้าใจ”
“พี่กูคนนี้ขึ้นชื่อเื่คอทองแดงว่ะ ถ้านัดรวมแบบนี้นะพวกกูต้องกลายสภาพเป็หมาแน่นอน เพราะฉะนั้นคืนนี้กูคงไม่ได้กลับง่าย ๆ หรอก แต่เพราะไอ้พวกเพื่อนชั่วมันชิ่งหนีกันหมด กูปฏิเสธก็ไม่ได้...พี่เขาเคยช่วยกูไว้เยอะ กูก็เลยอยากหาคนที่ช่วยพากูกลับบ้านได้เร็วหน่อย มึงคือคนเดียวที่กูคิดว่าพึ่งได้ที่สุดแล้วว่ะ”
“พี่เขาจะยอมให้กูพามึงกลับเหรอวะ”
“เขาเมาเมื่อไรมึงก็พากูกลับเลย อ้อ...มึงต้องห้ามกูไม่ให้แดกมากนะเว้ย ถ้ากูเรื้อนมากเดี๋ยวมึงจะเอาไม่อยู่”
“สรุป...มึงจะให้กูไปเป็บอดี้การ์ดให้ว่างั้น”
“เออ แต่กูไม่มีค่าจ้างให้หรอกนะ”
“ฮ่า ๆ เออ ๆ ก็ได้ แต่คราวหลังมึงช่วยพิมพ์ข้อความให้มันยาว ๆ กว่านี้หน่อยได้ไหม กูจะได้ไม่ใแบบนี้...คิดว่ามึงมีเื่ซะอีก”
“ถ้ากูมีเื่จริงกูคงไม่มีเวลาไลน์หามึงหรอกนะ ป่านนี้คงนอนอยู่โรงพยาบาลแล้วมั้ง”
“ฮ่า ๆ กูว่าน่าจะอยู่โรงพักมากกว่าว่ะ”
“ฮ่า ๆ เออว่ะ”
“พี่เขานัดมึงกี่โมงล่ะ”
“สองทุ่มโน่น กูว่ากลับจากทำงานแล้วจะโทรบอกมึงเนี่ยแหละ แต่มึงดันมาก่อน”
“งั้นก็รอที่ห้องมึงเลยแล้วกัน”
“ได้ ๆ แต่มึงไม่มีธุระอะไรใช่ไหม”
“ถ้ามีกูก็ไม่ถ่อมาถึงนี่หรอกนะ”
“แหม...รู้สึกผิดเลยกู”
“หึ ๆ มึงติดเลี้ยงข้าวกูเพิ่มอีกมื้อเลยฝุ่น”
“เออ ๆ จดไว้เลยว่าอยากกินอะไร เดี๋ยวป๋าสีฝุ่นจัดให้แน่ แต่ต้องรอตอนเงินเดือนออกก่อนนะเว้ย”
“อืม อยากเป็ป๋าเมื่อไรก็บอกแล้วกัน”
“ได้ ๆ งั้นขึ้นห้องกันเหอะ ข้างล่างโคตรร้อนเลย”
“เออ ไปดิ”
“เชิญครับคุณชาย”
คำเชิญที่มาพร้อมกับการเปิดประตูรถให้และท่าผายมือโค้งคำนับราวกับว่ามันเป็เด็กรับรถทำให้ผมได้แต่ยกยิ้มกับความกวนนี้ ก่อนก้าวลงจากรถตามคำเชิญของเด็กรับรถที่ทำให้ผมอารมณ์ดีเป็พิเศษ
.
.
“กูเข้าใจแล้วว่าทำไมผู้ชายถึงชอบมาจีบมึง” ผมพูดกับฝุ่นที่นุ่งผ้าเช็ดตัวผืนเดียวกำลังยืนรื้อตู้เสื้อผ้าของตัวเองอยู่
“ทำไมวะ”
“ก็หุ่นกับสีผิวมึง...มันดูเซ็กซี่ว่ะ” ผมพูดตรง ๆ เพราะหน้าตามันก็ดูดี แม้จะไม่ถึงกับหล่อมากมายแต่ก็ดูมีเสน่ห์ ยิ่งเวลามันยิ้มจนเห็นแก้มบุ๋ม ๆ นั่นยิ่งทำให้มันดูดีมากขึ้น ดูเป็ผู้ชายแมน ๆ แต่ก็ยังเซ็กซี่ด้วย
“เซ็กซี่เหี้ยอะไรล่ะ นมกูแบนขนาดนี้เห็นไหมเนี่ย”
“ฮ่า ๆ ผู้หญิงนมใหญ่บางคนก็ไม่ได้ดูเซ็กซี่หรอกมึง มันอยู่ที่อินเนอร์กับบุคลิกต่างหาก”
“เหรอ แต่กูอยากให้มึงชมว่ากูหล่อหรือเท่มากกว่าเซ็กซี่นะ ฟังแล้วขนลุกว่ะ”
“ฮ่า ๆ กูก็แค่พูดถึงทั่วไปว่าคนที่เขามาชอบมึงก็คงเพราะแบบนี้ด้วยแหละ”
“แสดงว่ามึงชอบแบบเซ็กซี่ด้วยเหรอวะ” ฝุ่นถามพลางแต่งตัวไปด้วยต่อหน้าผม แบบที่ไม่ได้กังวลว่าผมเป็พวกชายรักชายเลยสักนิด
“ไม่อะ...กูชอบแบบใส ๆ น่ารักน่าทะนุถนอมมากกว่า”
“สายรุกเหรอมึง”
“เออ”
“งั้นมึงก็ไม่เคยคบพวกแมนสายรุกเลยดิ”
“ก็เคย...คนนึง...เป็รุ่นพี่น่ะ”
“จริงดิ...กูนึกไม่ออกเลยว่ามึงจะดูหวานแบบสายรับได้ไง มึงเหมาะกับสายรุกมากกว่าแหละ”
“เซ็กซ์ไม่ใช่เื่ใหญ่สำหรับกูหรอก ขอแค่รักก็พอ”
“เออ มึงก็ตรงดีนะ”
“หึ ๆ กูตรงแต่มึงน่ะแปลก”
“กู? อะไรแปลกวะ”
“ก็การที่มึงพูดเื่นี้กับกูแบบสบาย ๆ นี่ไง มันไม่เหมือนผู้ชายส่วนใหญ่ที่จะมาคุยกับกูหรอกนะ”
“ทำไมวะ ก็แค่รสนิยมทางเพศ กูว่าไม่เห็นจะแปลก หรือมึงคิดว่าตัวเองแปลกไม่เหมือนคนอื่นล่ะ”
“กูไม่เคยคิดว่าตัวเองแปลกนะ”
“อือ...งั้นกูก็ไม่คิดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นกูถึงคุยกับมึงได้เหมือนผู้ชายทั่วไปไง ในสายตากูมึงก็คือเพื่อนผู้ชายนั่นแหละ ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรเลย”
“แต่กูอาจจะชอบมึงขึ้นมาก็ได้นะ...ถ้ามึงมาถอดเสื้ออ่อยกูแบบนี้บ่อย ๆ” ผมแกล้งแหย่เ้าของห้องที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จและเดินมานั่งอยู่บนปลายเตียงที่ผมนอนอยู่
“มึงคงไม่ขาดสติขนาดนั้นหรอกไอ้คุณยูฟ่า ที่สำคัญนะกูไม่ใช่สเปกมึงด้วย มึงเห็นกูเป็หนุ่มน้อยน่ารักหรือไงล่ะ”
“ฮ่า ๆ มึงก็มีมุมน่ารักเหมือนเด็ก ๆ เหมือนกันนะ”
“ที่ว่าเหมือนเด็กเนี่ย มึงหมายถึงรูปร่างหน้าตาหรือสมองของกูล่ะ”
ผมหัวเราะกับคำถากถางตัวเองของมัน
“เชื่อกูเหอะ...ต่อให้มึงเมามึงก็ชอบกูไม่ลงหรอกไอ้ฟ่า”
“ฮ่า ๆ เหมือนที่มึงไม่มีวันชอบผู้ชายใช่ไหม”
“เออ ประมาณนั้นแหละ”
ผมหัวเราะกับความตรงของสีฝุ่นอีกครั้ง แต่ถ้าจะบอกว่าผมไม่มีวันชอบฝุ่นแบบนั้น ก็คงไม่ใช่เพราะมันไม่ตรงสเปกหรืออะไรหรอกนะครับ แต่น่าจะเป็เพราะมันเป็ผู้ชายแท้ต่างหาก ผมตระหนักดีเลยว่าการชอบผู้ชายแท้ ๆ มันไม่มีทางสมหวังหรอก ผมถึงได้เห็นฝุ่นเป็เพื่อนอย่างสบายใจ แม้ว่านิสัยมันจะน่ารักแค่ไหนก็ตาม
.
.
“มึง...ไหวปะเนี่ย” ผมกระซิบถามคนที่นั่งกรอกเหล้าเข้าปากเป็เพื่อนรุ่นพี่ของมันมานานหลายชั่วโมงแล้ว
“อือ...” ฝุ่นตอบพยายามผงกหัวขึ้นจากโต๊ะที่มันเพิ่งฟุบหน้าลงไปเมื่อครู่
“กูว่ากลับเลยไหม พี่มึงก็ดูไม่ไหวแล้วเหมือนกันนะ” ผมมองสภาพสีฝุ่นกับรุ่นพี่ของมันที่นั่งกินเหล้าไปด้วยร้องไห้ฟูมฟายไปด้วย แต่ตอนนี้ดูจะแน่นิ่งไปแล้ว
“พี่...บีม...กลับเหอะ...พี่” ฝุ่นเอื้อมมือเขย่าพี่บีมที่นั่งหลับอยู่ตรงข้ามกัน
“อืมมม กล้าบบบ...” พี่บีมที่เมาขั้นสุดลุกขึ้นมาตอบพวกผมก่อนจะร่วงลงไปหลับต่ออย่างง่ายดาย
“เฮ้อ...แล้วใครจะไปส่งพี่บีมวะเนี่ย”
“ไนต์...พี่...ไนต์...” ฝุ่นที่ยังพอมีสติส่งโทรศัพท์ของมันมาให้ผม “...โทร”
“อ๋อ...ให้กูโทรหาคนชื่อไนต์เหรอ”
ฝุ่นพยักหน้าเนือย ๆ เหมือนคนที่กำลังจะหลับแหล่ไม่หลับแหล่ จากนั้นมันก็เอียงหัวมาซบไหล่ผมแล้วก็นิ่งสงบตามพี่บีมไปอีกคน
.
.
ผมรอพี่ไนต์อยู่เกือบครึ่งชั่วโมง พี่เขาถึงมารับตัวพี่บีมกลับบ้าน เขาขอบคุณผมสลับกับด่าเพื่อนตัวเองที่เมาไม่รู้เื่ไปด้วยก่อนจะพากันขึ้นรถแท็กซี่กลับไปแล้ว ส่วนผมก็ต้องพาคนที่ไม่ค่อยมีสติอีกคนนั่งซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์กลับหอ
ทั้งที่ฝุ่นตั้งใจเอามอเตอร์ไซค์มาเป็ข้ออ้างไม่กินเหล้าเยอะ แต่พอเหล้าเข้าปาก ไอ้ฝุ่นก็เริ่มยั้งตัวเองไม่อยู่ จากที่บอกว่าจะกินแค่นิดเดียวแต่พอพี่บีมร้องไห้มันก็ร้องตาม แถมพากันกินจนเหล้าหมดไปหลายกลม สภาพก็เลยกลายเป็แบบนี้แหละ...เมาจนแทบไม่รู้สึกตัวแล้ว
ด้วยความเป็ห่วงคนที่หมดสภาพ ผมก็เลยต้องขี่รถอย่างเชื่องช้าจนเต่าแทบจะแซงและดึงมือมันมากอดเอวผมไว้ตลอดทาง ไม่งั้นไอ้ฝุ่นก็จะปล่อยมือแล้วหลับลึกอย่างกับมันนอนอยู่บนเตียง ผมจึงใช้เวลาพอสมควรกว่าจะกลับมาถึงหออย่างสวัสดิภาพ แต่ตอนนี้ต้องมาคอยรักษาสวัสดิภาพของไอ้คนด้านหลังอีก เพราะมันไหลลงจากรถตามผมทันทีที่ผมก้าวลงจากมอเตอร์ไซค์ โชคดีที่ผมคว้าตัวมันได้ทันไม่อย่างนั้นคงลงไปนอนกองกับพื้นแล้ว
“เฮ้ย! ฝุ่นถึงหอแล้ว ตื่นก่อนดิวะ” ผมพยายามเขย่าตัวมันให้ตื่นขึ้นมาก่อน
“อื้อ...” แต่มันตอบผมแค่นั้นแหละครับ แล้วก็ยังคงหลับตาต่อไป แม้จะพยายามยันตัวเองให้ยืนตรงตามแรงฉุดของผมก็ตาม
“เฮ้อ...ไป...ขึ้นห้องกัน”
ผมลากไอ้คนตัวโตขึ้นชั้นสามของตึกอย่างทุลักทุเล ทั้งที่ผมก็ไม่ใช่ผู้ชายร่างบอบบางอะไร ทั้งยังเคยช่วยลากพวกที่แก๊งบ่อย ๆ แต่พวกนั้นมันก็ไม่ใช่ั์ใหญ่ขนาดสีฝุ่นหรอก ตอนนี้ผมจึงรู้สึกเหนื่อยกว่าทุกครั้งที่ต้องลากคนเมาไร้สติเลย
“ถึงแล้ว...ถอดรองเท้าก่อนมึง” เมื่อเข้ามาในห้องผมก็จับตัวฝุ่นยันกำแพงไว้เพื่อจะช่วยถอดรองเท้าออกให้ “เฮ้ย!”
ตุ้บ!
ก้มถอดรองเท้าให้มันอยู่ดี ๆ สีฝุ่นก็ไหลลงมาทับผมลงไปนอนอยู่บนพื้น ตอนนี้ผมก็เลยกลายเป็เบาะนอนของไอ้คนขี้เมาไปแล้ว
“ฝุ่น...ลุกขึ้นก่อน” ผมพยายามดันฝุ่นให้ออกไปจากตัวแต่มันกลับซุกหน้าลงที่ซอกคอจนผมขนลุกไปทั้งตัว ก็รู้ว่ามันไม่ได้ตั้งใจหรอก แต่ผมก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูนหรอกนะครับ ที่พอมีผู้ชายตัวโต ๆ มานอนทับแล้วไซ้คอแบบนี้จะไม่รู้สึกอะไร
“มึง...”
“อื้อ...หอ...”
“ฮะ?” ผมฟังไม่ชัดว่าคนที่ซุกหน้าอยู่ตรงซอกคอพูดว่าอะไร ผมจึงขยับตัวหนีและจับหน้าไอ้คนที่เอาแต่ไซ้คอผมอยู่ให้หันมามองหน้ากัน “สีฝุ่น! นี่กูเอง ไม่ใช่แฟนมึงนะเว้ย”
คนเมาขมวดคิ้วมุ่นเพราะเสียงดัง ๆ ของผมและพยายามลืมตาขึ้นมามองผมที่นอนอยู่ใต้ร่างมัน
“มึง...”
“เออ กูเอง...ลุกออกจากตัวกูได้หรือยัง” พอเห็นว่ามันเริ่มรู้สึกตัวแล้ว ผมก็เลยปล่อยมือจากหน้ามัน
“หอม...หอมจัง...”
แต่แทนที่สีฝุ่นจะลุกออกจากตัวผม มันกลับจ้องมองมาด้วยแววตาเยิ้มกริ่มของคนเมา จากนั้นก็ก้มหน้าลงมาหาจนได้กลิ่นแอลกอฮอล์จากลมหายใจของมัน กลิ่นที่ทำให้ผมใจเต้นอย่างประหลาดและผมไม่ได้ขยับหน้าออกห่างอย่างที่ควรจะทำด้วย ทั้งที่รู้ว่าคนตรงหน้ากำลังขาดสติและที่สำคัญ...มันเป็เพื่อนของผม
ผมได้จ้องมองใบหน้าคมของคนตรงหน้าด้วยหัวใจที่เต้นในจังหวะที่เปลี่ยนไป กระทั่งใบหน้านั้นเลื่อนลงมาเรื่อย ๆ ผมจึงหลับตาลงแบบไม่ได้คิด แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่หัวใจของผมเต้นโครมครามอยู่ มันก็หยุดลงเพราะเสียงแ่เบาที่ดังอยู่ใกล้ใบหู
“มึง...ตัวหอม...กู...ชอบ...” คำพูดที่เจือด้วยน้ำเสียงออดอ้อน รวมถึงริมฝีปากร้อนของคนเมาที่กระทบกับใบหูทำให้หัวใจกลับมาเต้นโครมครามหนักกว่าเดิม
คนเมาหลับไปแล้ว...โดยที่มันไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำอะไรที่ผิดมหันต์และอาจจะส่งผลร้ายให้ตัวมันเอง จากที่ฝุ่นมั่นใจนักหนาว่าผมไม่มีวันชอบมัน แม้ว่าผมจะเมาแค่ไหนก็ตาม แต่ตอนนี้...ผมไม่ได้เมาเลยสักนิด แล้วทำไม...หัวใจของผมกลับหวั่นไหวอย่างง่ายดาย เพียงแค่ได้ยินเสียงออดอ้อนของมันเมื่อกี้ล่ะ
“เฮ้อ...มึงน่าจะบอกกูด้วยว่าถ้ามึงเมา...มึงจะเป็ผู้ชายขี้อ้อนและน่ารักขนาดนี้ กูจะได้ปฏิเสธไม่ช่วยมึงซะั้แ่แรก” ผมบ่นเบา ๆ กับตัวเองและพยายามดันฝุ่นออกจากตัวอีกครั้ง
ผมแบกคนที่มีแต่กลิ่นเหล้ามานอนลงบนเตียงโดยไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าให้เพราะคิดว่าตอนนี้ความรู้สึกของตัวเองไม่ค่อยปกตินัก ดังนั้นผมควรปล่อยมันไว้แบบนี้จะดีกว่า จากนั้นผมก็เดินออกมาจากห้องของฝุ่นพร้อมกับแบกความกังวลกลับมาด้วย
...กังวลว่าผมจะคบคนที่อันตรายเข้าซะแล้ว...
มันไม่ได้อันตรายต่อร่างกายของผมหรอก แต่มันอันตรายต่อสิ่งที่กำลังส่งเสียงตึ้กตั้กอยู่ในตอนนี้ คนที่ผมคิดว่าไม่มีพิษมีภัยแต่ตอนนี้ผมกลับตระหนักได้ว่า…
...ยิ่งรู้จักสีฝุ่น มันก็ยิ่งอันตรายต่อหัวใจของผม...