ตอนที่ 20 ใช้ชื่อตนไปอวดอ้างบารมี รอชมละครฉากใหญ่
ฉากอันเต็มไปด้วยความพลิกผันนี้กำลังแสดงอยู่หน้าประตูของสำนักไท่เสวียน
บรรดาสำนักและตระกูลที่ก่อนหน้านี้ยังยกขบวนมาด้วยท่าทางกราดเกรี้ยวและเต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหาร บัดนี้กลับแสดงท่าทีเป็มิตร
แม้แต่จักรพรรดิผู้มีโทสะร้ายกาจแห่งราชวงศ์เทพสุริยันก็ยังถูกผู้คนรอบข้างรั้งเอาไว้แน่น
ท่าทางเช่นนี้ หากผู้ใดมิทราบก็คงคิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้ล้วนมาจากตระกูลเดียวกัน
“นี่สินะ ความมหัศจรรย์ของพลังอำนาจในโลกใบนี้”
‘ตราบใดที่ชิงเกอยังคงได้รับความโปรดปรานจากคุณชายกู้ ด้วยความสัมพันธ์เช่นนี้ ต่อไปในภายภาคหน้า ไม่ว่าจะเป็ผู้ใดในดินแดนตงฮวงก็ล้วนต้องหลีกทางให้ข้า’
เ้าสำนักไท่เสวียนครุ่นคิดในใจ ภาพเหตุการณ์ในอนาคตทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นและปลาบปลื้มเป็อย่างยิ่ง
แต่ทว่า ภายนอกกลับยังคงแสดงท่าทีโอหังและหยิ่งยโสไว้เช่นเดิม
ในใจเขาตระหนักรู้ดี
หากวันนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนไม่มีกู้ฉางเกออยู่ คงจะถูกกลุ่มอำนาจเหล่านี้รุมทึ้งกินจนหมดสิ้น และต้องกลายเป็เพียงซากปรักหักพังเป็แน่
ไม่เพียงแต่เขา แม้แต่คนทั้งหมดในสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนต่างก็รู้สึกขอบคุณและเคารพยำเกรงกู้ฉางเกออย่างสุดซึ้ง
พวกเขารู้ดีว่าเป็เพราะผู้ใด ที่ทำให้บรรดากลุ่มอำนาจเ่าั้พากันหวั่นเกรงดุจเคารพนอบน้อมต่อเทพเ้า!
กู้ฉางเกอสามารถประทานสิ่งเหล่านี้ให้กับพวกเขาได้ ก็ย่อมสามารถเอากลับคืนได้อย่างง่ายดายเช่นกัน
“หาก้าเข้าพบคุณชายกู้ ก็จงแสดงความจริงใจของพวกเ้าออกมา”
“มิใช่ว่าผู้ใดก็จะสามารถพบเจอได้”
จากนั้น เ้าสำนักไท่เสวียนก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเ็า ก่อนจะแปลงร่างเป็ลำแสงศักดิ์สิทธิ์ทะยานออกจากประตูสำนัก โดยทิ้งผู้มาเยือนจากจากขุมกำลังอำนาจต่างๆ ไว้เื้ัโดยไม่เหลียวแล
สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือสอบถามคุณชายกู้ว่าจะให้เข้าพบหรือไม่
เขาจะไม่ยอมอาศัยบารมีของคุณชายกู้โดยไม่ให้เขารู้เด็ดขาด
ภายในเรือนพัก เมื่อได้ยินจุดประสงค์ที่เ้าสำนักไท่เสวียน้าเข้าพบ
กู้ฉางเกอก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าใช้ชื่อของตนไปอวดอ้างบารมี
แต่เื่เล็กน้อยเช่นนี้ เขาก็มิได้ใส่ใจมากนัก กลับปล่อยให้เ้าสำนักไท่เสวียนจัดการเองตามสมควร
ตอนนี้เขากำลังรอชมละครฉากใหญ่อยู่พอดี
หวังว่าซูชิงเกอจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
…
“น่ารังเกียจนัก ใบหน้าหยิ่งผยองของซูไท่เสวียนนั้นข้าอยากจะฉีกหน้ามันเสียให้ขาด…”
“เพียงแค่อาศัยโชคช่วยเท่านั้น จะมีอะไรน่าภูมิใจนักหนา”
นอกประตูเขตสำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียน เหล่าผู้คนมากมายต่างพากันเดือดดาล แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้ารุกล้ำเข้าไปในสำนักไท่เสวียน
ทุกคนต่างก็มองออกว่า สำนักศักดิ์สิทธิ์ไท่เสวียนกำลังพึ่งพาบารมีของบุรุษหนุ่มผู้นั้นอยู่ จึงกล้าแสดงความโอหังถึงเพียงนี้
ซึ่งก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นว่า บุรุษหนุ่มผู้นั้นมีภูมิหลังที่น่าสะพรึงกลัวเพียงใด
หากพลาดพลั้งทำให้ขุ่นเคืองขึ้นมา ก็อาจนำมหันตภัยมาสู่สำนักได้
แน่นอนว่าผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ยังคงใคร่รู้ว่า บุรุษหนุ่มผู้นั้นเป็ผู้ใดกันแน่
โดยเฉพาะบรรดาบุรุษหนุ่มผู้โดดเด่นที่ติดตามมาจากสำนักศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ทั้งหลาย
ในหมู่พวกเขามีทั้งชายและหญิง ซึ่งล้วนเป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีความสามารถ ร่างกายเปล่งประกายด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ห่อหุ้ม
ปกติแล้วล้วนแต่ยกย่องตนเองว่าเป็ผู้ที่โดดเด่นที่สุดในหมู่คนรุ่นเดียวกันในดินแดนตงฮวง
แต่สิ่งที่ได้พบเห็นในวันนี้กลับทำให้พวกเขาตกตะลึง
เพียงแค่บุรุษหนุ่มคนเดียว แม้แต่ยังมิได้ปรากฏกาย ก็กลับทำให้กลุ่มอำนาจต่างๆ พากันหวั่นเกรงถึงเพียงนี้แล้วหรือ
“ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก หรือว่าจะเป็ผู้มีอำนาจรุ่นเยาว์จากดินแดนจงโจว” ชายหนุ่มผู้มีเส้นผมสีทองสุกสว่างเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เขาคือเทพบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหยางซวี วันนี้ได้ติดตามเหล่าผู้าุโมาเพื่อร่วมการประลองและหาประสบการณ์
แต่กลับคาดมิถึงว่าจะได้พบเจอเหตุการณ์อันน่าตื่นตะลึงเช่นนี้แทน
ด้วยเหตุนี้จึงคิดไปเองว่าอาจจะเป็ผู้ทรงอำนาจรุ่นเยาว์จากดินแดนจงโจวที่เดินทางมาฝึกตน
เมื่อเทียบกับดินแดนตงฮวงอันห่างไกลแล้ว
ดินแดนจงโจวนั้นเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยผู้มีพร์และแหล่งพลังอันศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังมีสำนักหลายแห่งที่สามารถติดต่อกับแดน์ในตำนานได้
บรรพชนของพวกเขาเคยทะยานสู่แดน์ ทำให้สร้างรากฐานพลังอำนาจที่แข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้
“เกรงว่าเื่นี้คงไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ถึงแม้ว่าขุมอำนาจในดินแดนจงโจวจะแข็งแกร่ง แต่ก็คงไม่ถึงกับทำให้สำนักไท่เสวียนโอหังได้ถึงเพียงนี้”
“เื่ราวในวันนี้ ช่างเหนือความคาดหมายเสียจริง...”
จ้าวเทียน ผู้าุโสูงสุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยางซวีกล่าวพร้อมรอยยิ้มขมขื่นเมื่อได้ฟังคำพูดดังกล่าว
ถึงแม้ว่าภายนอกจะดูราวกับเซียนผู้มีบารมีสูงส่ง
แต่ในตอนนี้เขากลับไม่กล้าที่จะทำสิ่งใด นอกจากรออยู่ที่หน้าประตูสำนักไท่เสวียนอย่างนิ่งสงบ...
…
ในเวลาเดียวกัน ณ อีกด้านหนึ่ง
หลังจากที่กู้ฉางเกอออกจากศาลาไป ซูชิงเกอก็เหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับไปยังเรือนพักที่ตนเองใช้ฝึกฝนและพักอาศัย
สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล
ในใจครุ่นคิดทบทวนว่าตนไปทำสิ่งใดให้กู้ฉางเกอขุ่นเคืองใจ จนถึงกับต้องจากไปอย่างกะทันหัน
โดยมิกล่าวเหตุผลแม้แต่คำเดียว
ครั้นนางนึกตรึกตรองเท่าใดก็มิอาจพบคำตอบได้
จึงได้แต่ถอนหายใจพลางคิดในใจว่า คุณชายกู้ช่างเป็บุรุษที่ยากจะหยั่งถึงโดยแท้ นางมิอาจคาดเดาได้เลยว่าเขาคิดสิ่งใดอยู่
การที่จะได้รับความโปรดปรานจากบุรุษเช่นเขาช่างยากเย็นแสนเข็ญนัก
ส่วนเื่ที่กลุ่มอำนาจต่างๆ มารุกรานนั้น ซูชิงเกอมิได้เป็กังวลเลยแม้แต่น้อย
ด้วยความเข้าใจในที่มาของกู้ฉางเกอ นางจึงยิ่งตระหนักได้ทันทีว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร
ตราบใดที่กลุ่มอำนาจเ่าั้มิโง่เขลา ก็ย่อมไม่มีทางกล้าลงมือกับสำนักไท่เสวียนใน่ที่กู้ฉางเกอพำนักอยู่ที่นี่แน่
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า ต่อไปในภายภาคหน้าก็จะไม่กล้าลงมืออีกเช่นกัน
‘มีคนอยู่ในเรือน…’
แต่ไม่นานนัก สีหน้าของซูชิงเกอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ในฐานะเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักไท่เสวียน ผู้บำเพ็ญเพียรฝึกตนมาั้แ่เยาว์วัย พลังฝีมือของนางก็ถือว่าโดดเด่นที่สุดในหมู่คนรุ่นเดียวกันในดินแดนตงฮวง
ดังนั้นนางย่อมััได้ถึงความเคลื่อนไหวของลมปราณเช่นนี้
และในตอนนั้นเอง บุคคลผู้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดก็ปรากฏตัวออกมา
“ชิงเกอ...”
บุรุษผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลา ทว่ากลับซีดเซียวนัก ดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเืฝอยขึ้นชัดเจน ผมเผ้ายุ่งเหยิง ดูท่าทางอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
บ่งบอกได้ถึงชีวิตที่มิได้สุขสบายนักใน่เวลาที่ผ่านมา
แต่กระนั้น ความรู้สึกในใจของเขากลับพลุ่งพล่าน
เพราะในที่สุดเขาก็ได้พบเจอกับคนที่เขาเฝ้าคิดถึงและห่วงหามาโดยตลอด่เวลาอันยากลำบากนี้
“เย่เฉิน...”
ซูชิงเกอขมวดคิ้วเรียวเล็กเมื่อเห็นเย่เฉินในสภาพนี้
นับั้แ่เขาถูกจองจำในคุกใต้ดิน นางก็มิได้สนใจไยดีไถ่ถามข่าวคราว
และยิ่งมิต้องพูดถึงการไปเยี่ยมเยียน
เพราะนางได้ให้คำมั่นกับกู้ฉางเกอแล้วว่า จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเย่เฉินอีกต่อไป
อีกทั้งนางยังเป็ผู้ที่เคร่งครัดในคำพูดของตนเป็อย่างมาก