“ ฉันจะถือว่าเธอไม่ได้พูดก็แล้วกัน ว่าบ้านฉันเหมือนคฤหาสน์ผีสิงน่ะ เจอแล้ว ” ดวงตาสีเขียวน้ำทะเลของเธอเป็นประกายทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่ตามหา เธอเดินตรงไปยังจักรยานสีแดงที่จอดเป็นเอกเทศอยู่คันเดียว
เด็กสาวผมสีน้ำตาลพอได้ยินสิ่งที่ไพลินพูดก็เอามือปิดปากทันทีถึงจะพึ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามันสายไปแล้วก็เถอะ ไพลินพอเห็นดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความเบื่อหน่าย
เธอไม่เคยเจอใครความรู้สึกช้าเท่านี้มาก่อนเลยแล้วเหมือนว่าคิมหันต์คงจะเริ่มปรับตัวได้แล้วกระมั้งถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับเธอและซูซาคุ
ทั้งที่ตอนแรกยังกลัวตัวสั่นขนาดนั้นแท้ๆ แต่สำหรับไพลินก็ถือว่าดีแล้วเพราะไม่งั้นคงเผลอตัวไปแกล้งเพื่อนคนนี้อีก
“ นี่มันจักรยานของซูซาคุไม่ใช่หรอ ?” เด็กสาวถามทันทีเมื่อเห็นไพลินขึ้นคร่อมจักรยานคันนั้นพลางยกขาตั้งขึ้นเตรียมจะปั่นออกไป
เธอจำได้ว่าจักรยานสีแดงคันนี้เป็นของซูซาคุแล้วถ้าไพลินเอาไปเขาจะกลับยังไงล่ะ ?
“ อย่าไปคิดเล็กคิดน้อยสิ ฉันแค่ยืมปั่นกลับไปบ้านเอง ยังไงซูซาคุก็ต้องกลับมาอยู่แล้ว เขาไม่ว่าอะไรหรอกน่า .. มั้งนะ”
นี่มันเข้าข่ายขโมยชัดๆเลยนะ รู้ตัวบ้างมั้งเนี่ย ..
เธอได้แต่ยืนเหงื่อตกเมื่อคิดถึงสภาพตอนเด็กหนุ่มรู้เรื่องว่าจักรยานเขาโดนเอาไป
“ ฉันจะปั่นไปรอหน้าโรงเรียนก่อน รีบตามมาล่ะ ยัยบื้อ ” เธอทิ้งท้ายด้วยคำพูดชวนโมโหก่อนจะออกตัวปั่นออกไปยังหน้าโรงเรียน
“ มีใครน่าโมโหเท่ายัยนี่อีกไหมเนี่ย” เด็กสาวบ่นออกมาก่อนจะออกเดินเพื่อไปเจอไพลินที่ออกไปรออยู่หน้าโรงเรียน ขณะที่เธอกำลังเดินไปเรื่อยๆนั้นเองก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยเรียกเอาไว้
“ คิมหันต์ !” เธอหันไปมองตามเสียงเรียกและพบว่าคือเรียวน้องชายต่างสายเลือดของเธอนั่นเอง พอเห็นดังนั้นเธอจึงรีบวิ่งหนีอย่างสุดชีวิตโดยไม่สนใจเสียงเรียกของเรียวเลยสักนิด
เด็กหนุ่มพอได้เห็นพี่สาวต่างสายเลือดวิ่งหนี เขาจึงหยุดตะโกนเรียกพลางมองแผ่นหลังที่หนีเขามาตลอดค่อยๆห่างออกไปเรื่อยๆจนลับสายตา ภายในอกของเด็กหนุ่มรู้สึกเจ็บขึ้นมาแปลกๆ มันคือความรู้สึกอะไรกันนะ ? เขาได้แต่เฝ้าถามตัวเองอย่างไม่เข้าใจ
ณ คฤหาสน์
“ ถึงแล้ว” คนขับบอกนิ่งๆ พอเขาเห็นว่าเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังไม่ตอบอะไรจึงแอบเหลือบมองเล็กน้อย
ไพลินไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนคนนี้ หลังจากที่เธอปั่นจักรยานออกมารอหน้าโรงเรียน จู่ๆ คิมหันต์ก็รีบวิ่งขึ้นมาซ้อนและเร่งให้เธอรีบขับออกไปจากหน้าโรงเรียน ตอนแรกเธอรู้สึกงุนงงเล็กน้อยที่อารมณ์ของเด็กสาวผมสีน้ำตาลแปรปรวน
แต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่เหมือนกำลังวิตกกังวลอะไรสักอย่าง ถึงไพลินจะไม่ใช่คนดีนักแต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะทำตามคำขอของคนซ้อน
เจ้าของผมสีบลอนด์พอเห็นว่าคิมหันต์ลุกออกจากเบาะนั่งไปแล้วเธอจัดการเอาจักรยานไปเก็บไว้ในที่ของมันและเดินเข้าไปยังข้างในคฤหาสน์โดยมีเด็กสาวที่เดินตามเข้าไปอย่างเงียบๆ
“ ยินดีต้อนรับกลับ ฉันจัดการย้ายออกและขนของมาไว้ในห้องให้เรียบร้อยแล้วนะ ” ชายหนุ่มพูดขึ้นเมื่อเห็นเด็กสาวกลับมาจากโรงเรียนแล้ว
“ ค่ะ ขอบคุณนะคะ”
“ นี่คือคิมหันต์เด็กใหม่ที่นายพูดถึงใช่ไหม ? ” เสียงเล็กๆที่เต็มไปด้วยความร่าเริงแทรกขึ้นมา เจ้าของเสียงนั้นลุกขึ้นจากโซฟาและเดินมาหยุดหน้าคิมหันต์
“ เอ๊ะ ? เธอรู้จักฉันด้วยหรอ ? ” น้ำเสียงของเด็กสาวประหลาดใจเล็กน้อยที่ร่างเล็กตรงหน้าของเธอนั้นรู้จักตนเอง เธอจำได้ว่าไม่เคยพบเด็กคนนี้มาก่อนเลย
“ ฉัน มิวมิว เป็นนักปราบผีเหมือนกับเจ้าพวกนี้แหละ ฝากตัวด้วยนะ ” เจ้าของร่างเล็กยิ้มให้เธอพลางยื่นมือมาจับมือของคิมหันต์ ดวงตาสีเหลืองของเธอเต็มไปด้วยประกายของความน่ารัก ทั้งผมสีชมพูที่ตัดกับชุดกระโปรงสีแดงเสื้อคลุมสีขาวและริบบิ้นสีดำมันช่างน่ารักเกินคำบรรยาย
“ ฝากตัวด้วยนะ มิวมิว ” คิมหันต์จากตอนแรกที่ดูเงียบขรึมไม่พูดไม่จากลับยิ้มออกมาเมื่อได้มองเด็กหญิงที่จับมือกับเธอ
“ อย่าโดนรูปลักษณ์ภายนอกหลอกสิ จริงๆแล้วอายุก็ปาเข้าไปตั้ง 30 แล้วนะ แล้วก็ชื่อเจ๊หมิวด้วย ไม่ได้ชื่อมิวมิวหรอกนะ” ไพลินกระซิบให้เพื่อนของเธอฟัง
บะ บ้าน่า
เนี่ยนะ 30 ?!!
คิมหันต์เมื่อได้รู้ความจริงก็ถึงกับยื่นนิ่งไปชั่วขณะ มันจะเป็นไปได้ยังไงกันในเมื่อคนตรงหน้าของเธอเหมือนเด็กน้อยผู้ใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับว่าเป็นเทพธิดาตัวน้อยเลยก็ว่าได้
“ อย่ามาเรียกว่าเจ๊หมิวนะ ! มิวมิวต่างหากล่ะ !” หมิวหรือมิวมิวที่ได้ยินไพลินแอบกระซิบความจริงกับคิมหันต์ทำหน้ามุ่ยทันทีพร้อมกับกอดอกอย่างไม่พอใจ
“ ฉันว่าบางทีเธอก็ควรทำตัวให้เหมือนผู้ใหญ่บ้างนะหมิว” เซนบอกผู้ใหญ่อายุ 30 ปี ที่รูปร่างกับอายุไม่เป็นไปในทางเดียวกัน ทั้งที่เขาอ่อนกว่าหมิวแค่ปีเดียวแต่กับเห็นได้ชัดถึงความแตกต่าง
“ เงียบไปเลยน่าเซน ถึงเวลาแล้วแฮะ มิวมิวต้องขอตัวก่อนนะพี่ๆทั้งหลาย ไว้เจอกันนะคิมหันต์ ” เธอปล่อยมือเด็กสาวพร้อมกับโบกมืออำลาแล้วหันมาแลบลิ้นใส่เซนก่อนจะวิ่งออกไปจากคฤหาสน์
“ ให้ตายสิ” ชายหนุ่มส่ายหัวเบาๆให้กับการกระทำของเพื่อนร่วมรุ่น อายุอานามก็ไม่ใช่น้อยแล้วแท้ๆ ยังทำตัวเป็นเด็กไปได้แถมมาแทนตัวเองว่ามิวมิวแล้วเรียกคนที่อายุน้อยกว่าตัวเองว่าพี่อีก บางทีนิสัยแอ๊บเด็กของหมิวนี่ก็ทำให้เขาเอือมระอาจริงๆ
ปัง !
หลังจากหมิวออกไปได้สักพักประตูก็ถูกเปิดอย่างเสียงดังเหมือนกับว่าคนเปิดนั้นไม่ออมแรงเลยสักนิด เซนเงยหน้าขึ้นมองผ่านทางโต๊ะเคาน์เตอร์ที่ตนนั่งอยู่พอรู้ว่าเป็นใครเขาก็ถอนหายใจออกมาอีกครั้งก่อนจะหอบเอกสารมากมายเดินขึ้นบันไดไป
เขาคิดว่าขืนนั่งทำงานตรงนี้ต่อไปคงไม่เสร็จเป็นแน่แท้เนื่องด้วยอุปนิสัยที่ออกจะขี้รำคาญเลยชอบที่จะนั่งทำงานเงียบๆคนเดียวมากกว่า
“ เจ๊หมิวลืมของหรอ ? มะ .. ไม่ใช่แฮะ ” คิมหันต์ที่คิดว่าเป็นหมิวหันไปมองและพบว่าไม่ใช่แต่เป็นเด็กหนุ่มเลือดร้อนหรือซูซาคุนั่นเอง ดูท่าแล้วคงจะกำลังโมโหสุดๆไปเลย
“ ยัยไพลิน !! ขโมยจักรยานฉันมาอีกแล้วนะ !!” เขาตะโกนดังลั่นพร้อมกับเดินมาจับคอเสื้อของไพลิราวกับว่าจะกินเลือดกินเนื้อกันเลยทีเดียว
สายตาที่ซูซาคุจ้องมองไพลินเต็มไปด้วยเพลิงโทสา เขามองไพลินอย่างหงุดหงิด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จักรยานของเขาถูกเด็กสาวขโมยไป ที่จริงเขาไม่ได้โกรธเรื่องที่ไพลินเอาจักรยานไป เพียงแต่ถ้าเด็กสาวทิ้งโน้ตหรือกระดาษเล็กๆเอาไว้มันคงจะดีกว่า
เพราะว่าทุกครั้งที่มันหายเขาจะต้องเดินวนแถวๆที่จอดจักรยานเพราะคิดว่าจอดไว้ผิดตำแหน่ง นั่นทำให้เขาเสียเวลาเป็นอย่างมากเมื่อต้องเปรียบเทียบจักรยานของตัวเองกับจักรยานของคนอื่น
โชคดีที่วันนี้มีจักรยานเหลือในที่จอดไม่กี่คันจึงทำให้เขาสามารถรู้ได้อย่างรวดเร็วว่าจักรยานของเขาไม่อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไปทำงานพิเศษสายเพราะมัวแต่ตามหาจักรยานอยู่
“ ขโมยอะไรกัน แค่ยืมมาโดยไม่ได้บอกนายเท่านั้นเอง ” ไพลินปรายสายตามองซูซาคุอย่างไม่ยี่หระ คนผิดพูดด้วยท่าทีปกติโดยไม่สนใจเลยว่าคนตรงหน้าของเธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขนาดไหน
จากนั้นเมื่อเห็นว่าซูซาคุยิ่งโกรธไพลินก็ยกมือขึ้นมาจับที่แก้มของตัวเองก่อนจะเอียงคอแล้วทำสีหน้าเหลอหลาไม่เข้าใจในสิ่งที่ซูซาคุกำลังพูด
เมื่อซูซาคุเห็นสีหน้าแบบนั้นของไพลินก็ยิ่งโมโหมากยิ่งขึ้น
“ ทนไม่ไหวแล้วโว้ย !” ซูซาคุพูดออกมาอย่างสุดจะทนกับไพลิน เขาเอ่ยออกไปอย่างสุดจะทนในขณะที่กำคอเสื้อของไพลินแน่นยิ่งขึ้น
“ ซูซาคุใจเย็นก่อนสิ !” คิมหันต์เห็นเหตุการณ์ท่าจะไม่ดีเธอจึงยื่นมือเข้าไปจับแขนของชายหนุ่มตรงหน้าเอาไว้เพื่อให้เขาใจเย็นลง เพียงแต่นั่นไม่ได้ช่วยให้เขาใจเย็นลงแม้แต่น้อย มันทำให้ซูซาคุยิ่งโกรธไพลินมากกว่าเดิม
ในตอนนั้นเองที่เส้นความอดทนของซูซาคุขาดผึง เข้าปล่อยมือของตัวเองออกจากแขนเสื้อของไพลินแล้วเปลี่ยนมาจับที่หัวของเด็กสาวแทน
ไพลินมองซูซาคุด้วยความสงสัยว่าเขาเอื้อมมือมาจับหัวเธอทำไม เพียงแต่ก่อนที่เธอจะได้คิดอะไร หัวของเธอก็กระแทกเข้ากับหัวของซูซาคุจังๆ
โป้ก โป้ก โป้ก
ซูซาคุเอาหัวของตัวเองไปโขกใส่ไพลินสามครั้งติด เด็กสาวผู้ถูกโขกหัวร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เมื่อซูซาคุปล่อยมือของตัวเองออก เด็กสาวก็กุมที่หน้าผากของตัวเองทันที
เมื่อเห็นเพื่อนสาวผู้ไม่แคร์โลกของเขามีน้ำตาคลอเบ้า ซูซาคุก็ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ พอได้สั่งสอนเพื่อนสาวของเขาแล้วเขาค่อยใจเย็นลงมาหน่อย เขาหันตัวเดินกลับไปที่ประตูที่ตัวเองเดินจากมาจากนั้นก็เดินออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ในตอนนั้นเองไพลินได้แต่กุมหัวของเธอด้วยความเจ็บปวด เธอไม่เข้าใจว่าเธอทำอะไรผิดทำไมอีกฝ่ายจึงได้ทำร้ายเธอ
เธอจึงหันไปถามเด็กสาวที่อยู่ข้างตัวเอง
“ ฉันทำอะไรผิดงั้นหรอ ?”
เมื่อได้ยินไพลินถามออกมาแบบนั้น คิมหันต์ก็ได้แต่ทำสีหน้าตกใจ
“ สาบานว่าเธอไม่รู้เรื่องจริงดิ ?!!”