ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 64 คำท้าจากเหลยจวี้

            โหยวเสี่ยวโม่กลอกตาเป็นวงกลมในที่สุดก็เจอจุดสำคัญ “หรืออายุขัยของนักหลอมโอสถจะเกี่ยวข้องกับพลังปราณวิญญาณ?”

            “ไม่เลว” หลิงเซียวคิดในที่สุด เขาก็ยังพอมีหวังอยู่ คิดออกถึงจุดนี้ได้อย่างน้อยก็เก่งกว่าคนโง่อยู่บ้าง “ขณะที่นักหลอมโอสถทำการหลอมยาต้องใช้แรงขับเคลื่อนพลังปราณภายในร่างกายฉะนั้นตอนที่เจ้าหลอมยาก็เหมือนกำลังชะล้างกล้ามเนื้อและอวัยวะภายในไปด้วยพลังปราณเหล่านี้มาจากวิญญาณ และวิญญาณก็เป็นรากฐานของกล้ามเนื้อกับอวัยวะเมื่อวิญญาณไม่สลาย กล้ามเนื้อกับอวัยวะก็ไม่สลาย เข้าใจรึยัง?”

            “ศิษย์พี่หลิงท่านนี่ยอดเยี่ยมที่สุด รู้กระทั่งเรื่องพวกนี้” โหยวเสี่ยวโม่จ้องหลิงเซียวตาเป็นประกายด้วยความชื่นชม

            หลิงเซียวชะงักกับท่าทีเขาชั่วขณะจากนั้นรีบหลบสายตาให้แนบเนียน ตามด้วยการบ่นที่มีท่าทางสง่าเช่นเคย “นั่นเป็นเพราะเจ้าบื้อเกินไป”

            โหยวเสี่ยวโม่รีบหุบยิ้มที่ดูซื่อบื้อเหมือนคนโง่ทันทีเขารู้อยู่แล้วว่าคนแบบนี้ชมไม่ได้ ถึงชมไปเขาก็ไม่ยินดีรับ “ศิษย์พี่หลิงท่านหมายความว่า แค่เพียงหลอมยาเป็นประจำใช้พลังปราณวิญญาณฝึกฝนกล้ามเนื้อและอวัยวะ ก็จะอายุยืนยาวตลอดไปได้หรือ?”

            หลิงเซียวหันมาส่งยิ้มให้เขาเบาๆ

            “เจ้าซื่อบื้อ ก็ต้องไม่ได้สิ!”

            โหยวเสี่ยวโม่ถามต่ออย่างอ่อนน้อม “งั้นตกลงคือยังไง?”

            หลิงเซียวเริ่มเอ่ยเจาะลึกลง “ใช่ว่านักหลอมโอสถทุกคนจะอยู่คงทนไม่แก่นี่เกี่ยวกับคุณสมบัติของแต่ละคน ขั้นพลังยิ่งสูงอายุก็ยิ่งยืนวิญญาณก็จะแข็งแกร่งขึ้น กระทั่งใช้โจมตีผู้อื่นได้ด้วย”

            เมื่อได้ยินคำว่า ‘โจมตี’ ดวงตาโหยวเสี่ยวโม่แวววาวทันที เขาคิดมาตลอดว่านักหลอมโอสถเป็นได้แค่คนอ่อนแอที่ต่อสู้ไม่ได้

            “ศิษย์พี่หลิง ท่านพูดจริงเหรอ? เพียงแค่วิญญาณเข้มแข็งขึ้นมาก็สามารถโจมตีผู้อื่นได้ไม่ใช่แค่รอตอบโต้จากการโจมตีของผู้อื่นเพียงอย่างเดียว” โหยวเสี่ยวโม่พูดอย่างดีอกดีใจ เขารู้สึกว่าเลือดทั่วร่างกายกำลังสูบฉีด

            “แน่นอน แต่ว่ามีเพียงนักหลอมโอสถระดับสูงถึงจะทำได้” หลิงเซียวฉีกฟันสวยมองไปยังเขาจากนั้นมองหน้าโหยวเสี่ยวโม่ที่พึ่งถูกน้ำสาดอย่างพอใจนี่ทำให้เขาสนุกสนานได้ทุกเมื่อสิน่า

            โหยวเสี่ยวโม่ราวกับถูกน้ำสาดของจริงไม่ใช่แค่น้ำ แต่เป็นน้ำเย็นเจี๊ยบ

            นี่มันจะเกินไปแล้วโว้ยพลังปราณของเขาแค่สีเขียว คุณสมบัตินี้เป็นได้สูงสุดก็แค่นักหลอมโอสถระดับกลาง นักหลอมโอสถระดับสูงหรือชาตินี้คงได้แค่ฝัน

            จนถึงตอนนี้ ไม่ง่ายเลยกว่าจะรู้ว่านักหลอมโอสถก็มีศักยภาพในการต่อสู้แต่เขาก็ยังไม่มีคุณสมบัตินั้นอีก ชาตินี้แค่จะให้ไต่จนถึงนักหลอมโอสถระดับกลางก็ต้องอาศัยจุดธูปขอพรอยู่แล้วเพราะพลังปราณสีเขียวมันก็ไม่เท่าไหร่จริงๆ นั่นแหละ

            โหยวเสี่ยวโม่ที่รู้สึกถูกจี้ใจดำไม่มีกะจิตกะใจดูการประลองต่อดูไปก็ทำได้แค่อิจฉา

            ตอนที่เขาคุยกับหลิงเซียวเสร็จ การประลองจวนเจียนจะจบแล้วนอกจากคู่ที่สองที่ฝีมือสูสี ส่วนคู่อื่นๆ นั้นฝีมือต่างกันเกินไป อย่างเช่นศิษย์อันดับห้ากับอันดับห้าสิบ ห่างชั้นกันอย่างชัดเจน ฉะนั้นผลลัพธ์จึงออกมาเร็ว

            จากตอนเช้าจนถึงเย็นตะวันใกล้ตกดินการประลองทั้งหมดจบลงไปพร้อมกับเวลาที่โหยวเสี่ยวโม่เหม่อลอย

            เมื่อโดนหลิงเซียวตบหัวเงยหน้าขึ้นก็เห็นคนถูกเหวี่ยงลอยมาทางเขา ทันใดโหยวเสี่ยวโม่ตัวเกร็งเหงื่อไหลกำลังนึกว่าเกิดอะไรขึ้นหลิงเซียวที่อยู่ข้างกันก็หิ้วคอเสื้อเขาขึ้นมาจับมานั่งข้างๆ

            ส่วนเจ้าคนดวงซวยที่ไม่มีใครรับก็ลอยเข้ามากระแทกอัดกับเก้าอี้ตัวที่โหยวเสี่ยวโม่นั่งเมื่อกี้

            มองคนดวงซวยที่กำลังเจ็บปวดทรมานบนเก้าอี้ที่แตกหักโหยวเสี่ยวโม่คิดในใจ โชคดีที่หลิงเซียวหิ้วเขาหลบทัน ถ้าถูกคนอัดเข้ามาแบบนี้มีหวังกระดูกแหลก แต่ว่า…

            โหยวเสี่ยวโม่มองไปยังเวทีประลองบนนั้นมีผู้ประลองยืนอยู่ ร่างใหญ่ราวกับยักษ์ ช่วงไหล่น่าจะกว้างกว่าเขาสองเท่าไม่เพียงแค่นั้น กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ปริออกมาอย่างชัดเจนนี่เป็นผู้ประลองสายพละกำลัง ทั้งยังดูแข็งแกร่งกว่าโจวเผิง ใบหน้าเหลี่ยมคิ้วหนาคมเข้มสองข้างราวกับถูกวาดโดยพู่กัน ไม่ได้ดูหล่อเหลาแต่มีเสน่ห์ล้นเหลือแบบผู้ชาย

            “หลินเซียวข้าเฝ้ารอวันที่เราจะได้ประลองฝีมือกัน” เหลยจวี้ขยับปากอวบอิ่มเอ่ยอย่างเนิบนาบ

            หลิงเซียวสะบัดชายแขนเสื้อขึ้นเงยหน้าสบตาเหลยจวี้ มุมปากยกสูง แต่สายตากลับดูหน่าย ทั้งที่อีกฝ่ายยืนอยู่บนเวทีรูปร่างสูงใหญ่กว่าหลิงเซียวมาก แต่ให้ความรู้สึกว่าระดับต่ำกว่าขั้นหนึ่งเหมือนกับแมลงสาบที่ได้ครอบครองพระราชวัง แม้นสวมใส่ชุดฮ่องเต้ ก็เป็นได้แค่แมลงสาบอยู่ดี

            “ศิษย์น้องเหลยถ้างั้นข้าก็หวังว่าเจ้าจะไปได้จนสุด อย่าถูกคนอื่นเบียดออกกลางคันก่อนซะล่ะ”

            “คำพูดนี้ข้าก็มอบให้เจ้าหวังว่าจะไม่ถูกกำจัดออกไปซะก่อน เพราะข้าเฝ้ารอที่จะได้ปะทะกับเจ้า” เหยวจวี้มุมปากยกสูงด้วยท่าทางมั่นอกมั่นใจเขาคือคนที่เก่งกาจรองจากหลินเซียว แต่ก็เป็นได้แค่ที่สองมาตลอด เมื่อถึงการประลองหลินเซียวก็มักจะชนะเขาได้เสมอ

            จากนั้น ผู้อาวุโสเจียงลุกขึ้นประกาศผลเช้าวันรุ่งขึ้นประลองต่อรอบสอง

            ตะวันลับฟ้าแสงอัสดงสาดท้องฟ้าเมฆบนเขาอู๋ซวงที่เยอะอยู่แล้ว หลังถูกย้อมเป็นสีแดงท้องฟ้ากลายเป็นทัศนียภาพที่สวยงาม สวยกว่าทัพพิภพเยอะเลยโหยวเสี่ยวโม่แหงนขึ้นมอง อดไม่ได้ที่จะเชยชม วิวสวยงามเช่นนี้อยู่บนโลกไม่มีทางได้เห็นแน่นอน

            หลิงเซียวหันมามองเขาที่กำลังแหงนมองท้องฟ้าท่าทางเซ่อซ่าคันไม้คันมือจนเกือบเคาะหัวให้ทีดอก “ศิษย์น้องเล็ก ยังไม่ไปอีกเจ้าตั้งใจจะค้างคืนที่นี่รึไง?”

            ค้างคืน? โหยวเสี่ยวโม่พลันหันไปมองทังอวิ๋นฉีอีกฝ่ายสายตามุ่งร้าย สะดุ้งจนต้องรีบหลบสายตา

            สมองถูกประตูหนีบหรือเขาถึงอยากนอนที่นี่ อีกอย่างเขามีลางสังหรณ์ว่า ทังอวิ๋นฉีกำลังหาโอกาสเล่นงานเขาขืนอยู่ที่นี่ต่อ รับประกันได้เลยว่าพรุ่งนี้ทุกคนจะเจอโหยวเสี่ยวโม่ในสภาพศพแทน!

            ระหว่างทางกลับห้อง มีศิษย์ทยอยมาร่ำลาหลิงเซียวคนสุดท้ายที่เดินมาด้วยกันก็มีแต่ฝูจื่อหลินผู้เย็นเยือกราวน้ำแข็งส่วนอีกคนที่ควรจะเดินกลับมาด้วยกัน โจวเผิง กลับไม่เห็นแม้แต่เงาพอถามหลิงเซียวถึงพึ่งรู้ว่าโจวเผิงหนีไปเก็บตัวแล้ว

            “เอ๊ะ งั้นก็แปลว่าจากนี้ศิษย์พี่รองจะได้พักคนเดียว?”

            โหยวเสี่ยวโม่ผงกหัว จู่ๆ ก็พึ่งนึกเรื่องสำคัญได้ถ้าเป็นแบบนั้นจริง เขาก็…

            “อย่าแม้แต่จะคิด” ใต้เท้าหลิงเซียวที่ดูเขาออกทะลุปรุโปร่งดับความหวังน้อยนิดโดยไม่เปิดโอกาสให้เจรจา

            “ทำไมกัน?” โหยวเสี่ยวโม่กำมือแน่นถามอย่างโกรธเคือง

            หลิงเซียวเห็นใบหน้าที่รวบรวมความกล้าของเขายิ้มด้วยรอยยิ้ม “เพราะศิษย์พี่รองเจ้าไม่มีทางอยู่ร่วมห้องกับเจ้าแน่”

            เมื่อพูดจบ ห้องข้างๆ ก็มีเสียงปิดประตู ‘ปัง’ ดังลอยมา

            โหยวเสี่ยวโม่ “…”

            จากนั้นความหวังสุดท้ายของโหยวเสี่ยวโม่ก็มอดลงด้วยการปฏิเสธแบบไร้เสียงและรุนแรง

            วันแรกที่มาถึงสายกลางนับว่าโหยวเสี่ยวโม่ผ่านพ้นทุกอย่างไปได้ด้วยดีการประลองวันแรกก็ไม่ค่อยมีผู้บาดเจ็บ มีแค่บาดเจ็บเล็กน้อยดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้แสดงฝีมืออะไร ทว่าแม้จะถูกทัพสวรรค์หรือทัพวิหคแย่งไปหมดก่อนทุกคนล้วนทำเพราะอยากให้ศิษย์แขนงการต่อสู้ประทับใจในตัวเอง

            ฉะนั้นเทียบกับคนอื่นแล้วโหยวเสี่ยวโม่จึงรู้สึกมีแรงเหลือเฟือในตอนกลางคืน

            เพราะกินยาทดแทนความหิวไปดังนั้นโหยวเสี่ยวโม่จึงไม่ได้ออกไปทานข้าวเย็นส่วนหลิงเซียวนั้นไม่ต้องทานข้าวก็อยู่ได้ จึงไม่ได้ออกไปเช่นกัน

            โหยวเสี่ยวโม่เห็นหลิงเซียวเข้าฌานอยู่จึงไม่ได้สนใจเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อวานไม่ได้อาบน้ำจึงหยิบเสื้อผ้าจากถุงเก็บของมุดเข้าห้วงมิติเขาเก็บหญ้าเซียนที่สุกงอมทั้งหมดวางไว้บนราว ใช้เวลาไปครึ่งชั่วยามเพราะกลัวว่าหลิงเซียวตื่นมาไม่เจอแล้วนึกว่าเขาออกไปข้างนอก โหยวเสี่ยวโม่จึงรีบอาบน้ำอาบท่าแล้วออกจากห้วงมิติ

            พอออกมา มองเข้าไปยังห้องนอนเหนือความคาดหมายหลิงเซียวยังเข้าฌานอยู่

            โหยวเสี่ยวโม่รู้สึกว่าตอนนี้ยังเช้าอยู่จึงหยิบเตาหลอมออกมา ถึงหลิงเซียวจะเห็นก็ไม่เป็นไรเพราะรู้ความลับนี้อยู่แล้ว  จากนั้นจึงเอาหญ้าเซียนหลายสิบต้นออกมาจากห้วงรอบนี้เป็นส่วนผสมของยาเสริมพลังปราณ

            ยาเซียนตันคุณภาพสูงแม้จะแค่ขั้นหนึ่งแต่ก็ต้องใช้พลังปราณในการหลอมมากกว่าคุณภาพต่ำถึงสองเท่าคราวก่อนโหยวเสี่ยวโม่ทดลองแล้ว ตอนที่พลังปราณเต็มเปี่ยม เขาสามารถหลอมยาคุณภาพสูงได้สามเม็ดต่อรอบน้อยกว่าแบบคุณภาพต่ำถึงสองเท่า แม้จะต่างกันเยอะ แต่ถ้าขยันฝึกฝน ต้องมีสักวันที่หลอมได้เยอะขึ้น

            ในตอนที่โหยวเสี่ยวโม่กำลังตั้งใจจะหลอมยานั่นเองหลิงเซียวที่เข้าฌานอยู่ในห้องนอนก็ตื่นขึ้น

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน