ยอดยุทธชุดชมพู

    76.เทพที่หายไป

    76.เทพที่หายไป

                   เหล่าเซียนผู้คุ้มกันสนามประลองส่วนหนึ่งต่างเริ่มตั้งค่ายกลทันทีหลังจากมีการยิงพลุขึ้นท้องฟ้า ป้องกันไม่ให้พลังจิตมารที่แผ่ปกคลุมท้องฟ้ารุกล้ำลงมาถึงพื้นที่สนามประลองแห่งนี้

                   ในขณะที่จอมมารกำลังแผลงฤทธิ์สร้างความปั่นป่วนไปทั่ว ไป๋หลงและชายร่างยักษ์ต่างอยู่ในโพรงดินมองไม่เห็นท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดหรือได้เห็นพลุสัญญาณที่บอกให้ยุติการแข่งขัน ไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกรีดร้อง

                   ท่ามกลางความมืดที่มองไม่เห็นแม้กระทั่งนิ้วมือตนเมื่อทั้งคู่ล้มลุกคลุกคลานหนีลึกเข้าไปในโพรงมาไกลพอสมควรโพรงดินจากที่เคยต้องคลานค่อยๆขยายใหญ่ขึ้น จนตอนนี้สามารถลุกขึ้นยืนได้แล้ว

                   ขณะที่ไป๋หลงกำลังเดินอยู่ท่ามกลางความมืดโดยอาศัยวิชาจากคัมภีร์ยมทูต ทำให้ตนมองเห็นได้ในที่มืดเล็กน้อยอย่างเช่นเห็นเงาของคนที่กำลังเดินนำหน้า และเงาของก้อนหินขนาดใหญ่ที่ขวางทางหรือเห็นโพรงดินว่ามีความสูงขนาดไหน ขณะที่ไป๋หลงมองสังเกตเบื้องหน้าพลันได้ยินเสียงขึ้นในหัว

                   ‘ไป๋หลงเกิดเรื่องแล้ว!’เสียงของเป่าเล่อฟังดูร้อนรน ทำให้ไป๋หลงชะงักไปครู่นึง ก่อนจะก้าวเดินต่อ

                   ‘เกิดอะไรขึ้นหรือ’ไป๋หลงถาม ขณะขมวดคิ้วรับรู้ถึงกลิ่นอายชั่วร้ายของเผ่ามารที่แผ่อยู่ในอากาศ

                   ‘ข้างนอกนั่นกลิ่นอายมารแผ่ปกคลุมจนท้องฟ้าดำมืด สัตว์อสูรอาละวาดคลุ้มคลั่ง ส่วนข้างบนหน้าผาเนตรทิพย์ของข้าไม่อาจฝ่าพลังมารและเซียนที่กำลังยุ่งเหยิงเข้าไปดูได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าคิดว่าเซียนและมารกำลังต่อสู้กัน!’เป่าเล่อตอบน้ำเสียงกลัดกลุ้มร้อนรน เนื่องจากไป๋หลงได้สั่งเอาไว้ว่าให้ตนคอยส่งเนตรทิพย์ออกไปสำรวจเหตุการณ์ในป่าสัตว์อสูรและที่สำนักพยัคฆ์ทมิฬบ้างเป็นครั้งคราว ด้วยเกรงว่าจอมมารอาจจะลงมือ

                   ‘ต้องเป็นฝีมือจอมมารแน่ถึงทำให้กลิ่นอายมาร บดบังฟ้าดินได้’ไป๋หลงขมวดคิ้วขณะที่เท้าเดินช้าลง ‘ข้างล่างนี่มีคนตายหรือไม่’ไป๋หลงถามด้วยความกังวล เนื่องจากข้างล่างนี่มีผู้คุ้มกันความปลอดภัยไม่มากนักอาจเกิดเรื่องร้ายแรงได้

                   ‘เท่าที่ข้าเห็นมีคนถูกสัตว์อสูรฉีกทึ้งร่างกายตายไปสามคน ที่เหลือก็มีบาดเจ็บสาหัสราวๆครึ่งร้อยมีเรื่องน่าประหลาดอยู่อย่างนึง ตอนข้าใช้เนตรทิพย์กลับไม่เห็นปีสองซึ่งเป็นศัตรูของเจ้าเลยสักคน!’

                   ‘พวกเขาถูกส่งมายังสนามประลองแห่งนี้แต่เจ้ากลับไม่เห็นพวกเขาเลยสักคน?’ไป๋หลงขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นปม‘เป็นไปได้อย่างไรกันหากพวกเขาอยู่ในสนามประลองเจ้าสมควรต้องเห็นพวกเขาสิ!’ไป๋หลงถามกลับด้วยความไม่สบายใจ

                   เป่าเล่อเป็นถึงนกเฟิ่งหวงอาวุธวิเศษแห่งประมุขสวรรค์ แต่กลับใช้เนตรทิพย์มองหามนุษย์แค่สิบกว่าคนไม่พบนี่ออกจะประหลาดเกินไปแล้ว!

                   ‘บางทีสาเหตุที่ข้าหาพวกเขาไม่พบอาจเป็นเพราะคนเหล่านี้หลบอยู่ในสถานที่ซึ่งกางเขตอาคมทำให้ข้าไม่สามารถมองฝ่าเข้าไปได้...’เป่าเล่อกล่าวด้วยความกังวล ใครก็ตามที่มีพลังสามารถกางเขตอาคมกั้นเอาไว้ย่อมต้องมีพลังแข็งแกร่งมาก และใครก็ตามที่มีพลังมากขนาดนั้นหากไม่ใช่ระดับมหาเทพก็ต้องเป็นจอมมาร!

                   ‘หึ...ดูเหมือนจอมมารกับพี่ชายต่างมารดาของข้าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกันเสียแล้ว’ไป๋หลงแสยะยิ้ม ‘สมกับเป็นจอมมารจริงๆยืมมือคนอื่นมาเล่นงานข้า’

                   เป่าเล่อได้ยินแล้วอดเป็นกังวลไม่ได้‘ให้ข้าไปตามล่าเจ้าเด็กนั่นให้ไหม’ลางสังหรณ์กำลังบอกว่าคนผู้นี้จะกลายเป็นปัญหาสำหรับไป๋หลง

                   ‘ไม่ต้อง ข้าจะจัดการเอง ตอนนี้เรื่องเร่งด่วนคือจัดการกับพวกสัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่งเจ้ารีบไปสะกดพวกมันเอาไว้ และช่วยคุ้มกันผู้เข้าแข่งขันให้ปลอดภัยด้วย’ไป๋หลงออกคำสั่ง ขณะเป็นห่วงเหล่าผู้บริสุทธิ์

                   ‘แล้วเจ้าละจะไม่ไปช่วยข้างบนหน่อยหรือ ดูเหมือนว่าเหล่าเซียน คงรับมือพวกจิตรมารได้อีกไม่นานนัก’เป่าเล่อนึกเป็นห่วงชาวบ้านที่ชมการแข่งขัน และผู้บริสุทธิ์

                   ‘เรื่องนี้ข้าจะให้เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเมิ่งรับมือไปก่อน ข้ารู้สึกว่าในโพรงแห่งนี้มีบางอย่างแปลกๆข้าจะลองตรวจสอบดูก่อน’ไป๋หลงขมวดคิ้วท่ามกลางความมืดยังคงก้าวเท้าเดินต่อไป ‘ส่วนเจ้ารีบไปจัดการตามที่ข้าบอก’

                   ‘ตกลง’เป่าเล่อรับคำก่อนจะใช้พลัง หายตัวไปในทันที ก่อนจะปรากฏตัวนอกโพรงถ้ำ ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าเดินพลันฉุกคิดบางอย่าง‘เอ... ดูเหมือนชายที่อยู่กับไป๋หลงในโพรงดินทำไมข้ารู้สึกว่าเหมือนข้าจะรู้จักนะ’เป่าเล่อเกาหัวด้วยความงุนงงเนื่องจากเมื่อครู่มัวแต่สนใจรายงานสถานการณ์ จึงลืมสังเกตคนผู้นั้นให้ดีๆพอมาคิดดูอีกทีคนผู้นั้นน่าสงสัยจริงๆ

                   ‘แต่ช่างเถอะ’เป่าเล่อคิดในใจ ขณะโยนเรื่องนี้ทิ้งไป ก่อนจะหันไปสนใจจัดการธุระของตน

                   “ขอความร่วมมือจากพวกเจ้าช่วยกำจัดน้องสาวของข้าหน่อยแล้วข้าจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างงาม”เสียงของเด็กหนุ่มดังขึ้น ท่ามกลางเด็กปีสองซึ่งต่างซ่อนตัวอยู่ในถ้ำหินแห่งหนึ่งใต้หน้าผาของสนามประลอง

                   เด็กหนุ่มนับสิบคนต่างยิ้มแย้มอย่างยินดี เนื่องจากสหายผู้นี้เป็นคนมือเติบมากยามใดที่มีเรื่องไหว้วาน หรือมอบของขวัญให้ มักมอบให้แต่สิ่งล้ำค่าไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรฝึกยุทธ หรือแม้แต่เงินทองของมีค่ารวมทั้งยาที่ควบคุมจิตสัตว์อสูรให้เชื่องได้ ซึ่งมีราคาแพงมากและมีจำนวนเพียงน้อยนิด ซึ่งมีขายเพียงแค่ในตลาดมืดคนที่จะซื้อมันมาได้นอกจากจะมีทรัพย์สินมหาศาลยังต้องมีอำนาจมากด้วยจึงสามารถแย่งชิงมาครอบครองได้

                   ตั้งแต่เรียนด้วยกันมาสองปีหงซือจิน ลูกชายท่านแม่ทัพแห่งอาณาจักรฮุ่ยผู้นี้นับได้ว่ายิ่งใหญ่ไม่เบาคาดว่าคงมีอำนาจยิ่งใหญ่บางอย่างหนุนหลังไว้ หาไม่คงไม่มีทางนำยาควบคุมจิตรสัตว์อสูรมาให้พวกตนใช้ได้จำนวนหลายสิบเม็ดเพื่อผลประโยชน์มหาศาลที่หงซือจินจะมอบให้จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนในชั้นเรียนปีสอง ยอมเสี่ยงถูกไล่ออกจากสำนักพยัคฆ์ทมิฬโดยการรุมเล่นงานเด็กปีหนึ่งให้บาดเจ็บสาหัส ตั้งแต่การประลองรอบแรกแต่น่าเสียดายที่ถูกนังเด็กไป๋หลงตัวแสบนั่นเล่นงานกลับจนปีสองที่แข่งรอบเดียวกับไป๋หลงถูกทำร้ายจนปางตายไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบสองนี้ได้

                   “ขอเพียงแค่ได้เล่นงานนางเด็กอวดดีนั่นเพื่อแก้แค้นให้เพื่อนๆ พวกเราย่อมยินดีช่วยเหลือเจ้าจัดการนางแน่นอน!”เด็กปีสองคนหนึ่งกล่าวขึ้นขณะที่คนอื่นๆส่งเสียงสนับสนุนคำพูดเขาแต่ละคนทำสีหน้าโกรธแค้นเมื่อนึกถึงภาพที่พวกตนต้องนั่งดูเหล่าสหายถูกทำร้ายโดยที่ไม่สามารถลงสนามไปช่วยต่อยตีสั่งสอนนั่งเด็กตัวร้ายนั่นได้!

                   หงซือจินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มชั่วร้ายที่ทำให้คนมองต่างรู้สึกหนาวเยือก

                   “อ๊าก/อ๊าก/อ๊าก”เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของปีสองนับสิบคนดังขึ้นขณะที่ลงไปดิ้นพล่านกับพื้นด้วยความทุรนทุราย ขณะที่เสียงของหงซือจินดังขึ้น

                   “ขอบใจสหายทั้งหลายที่ยินดีช่วยข้าด้วยชีวิต!”หงซือจินว่าพลางทำท่าประสานมือคารวะแต่รอยยิ้มกลับชั่วร้ายชวนให้รู้สึกหนาวเยือก ขณะไอดำทมิฬแผ่ไปทั่วร่าง

                   เหล่าปีสองเบิกตาเพลิงด้วยความตกใจขณะเดียวกันก็ยังรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างเหมือนมีตัวอะไรวิ่งพล่านอยู่ในร่าง กำลังกัดกินร่างจากภายใน!

                   “เจ้าเป็นมาร...ปีศาจ!”เสียงหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นกัดฟันพูดออกมาขณะความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่างก่อนจะสิ้นใจลง หน้าท้องของเขายุบลงเป็นหลุมทั่วทั้งตัวแห้งเหี่ยว อวัยวะภายในถูกกัดกิน เลือดเนื้อถูกสูบจนสิ้น

                   คนแล้วคนเล่าค่อยๆมีสภาพแห้งเหี่ยวและตายลงคนอื่นๆได้แต่มองหงซือจินด้วยความเคียดแค้น“เจ้าจะต้องตายทรมานยิ่งกว่าพวกเรา...จะ...เจ้าคนสารเลว!”เสียงสาปแช่งดังขึ้นจากคนสุดท้ายที่เหลือรอดอยู่คนผู้นี้มีร่างกายที่แข็งแกร่งที่สุดในปีสอง อีกทั้งยังจิตใจเข้มแข็งพลังมารจึงเล่นงานเขาให้ตายในทันทีไม่ได้

                   หงซือจินได้ยินคำสาปแช่งก็ยิ้มเย็นขณะเดินเข้าไปหาสหายผู้นั้น ที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวด“เกรงว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสได้เห็นข้าตายนะสิ”หงซือจินกล่าว “พลั่ก!”ก่อนจะกระทืบลงไปบนคอของอีกฝ่ายเต็มฝ่าเท้า“กรอบ!”จนได้ยินเสียงกระดูกคอของอีกฝ่ายแตกหักขาดใจตายในทันที

                   หงซือจินก้มหน้าคุยกับศพของคนที่เพิ่งสาปแช่งตน“พวกเจ้าลุกขึ้นมาต้องรีบจัดการนังไป๋หลงนั่นก่อนที่เทพเซียนจะไหวตัวทัน”หงซือจินกล่าวด้วยความหวั่นเกรงว่าผู้ช่วยของเทพไป๋หลง ก็คือเทพสตรีในร่างเด็กจะวกกลับมาช่วยนางถึงเวลานั้นการจะจัดการเทพไป๋หลงคงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกแล้ว...

                   หงซือจินได้รับรู้ว่าไป๋หลงผู้นี้ที่แท้แล้วเป็นวิญญาณของเทพมาสิงร่างมนุษย์ ซ้ำยังมีพลังมหาศาล มากยิ่งกว่าจอมมารหากจะเล่นงานนาง ต้องหลอกล่อให้นางหลงเข้าไปในค่ายกลดักเทพเซียนที่ทางเผ่ามารคิดค้นขึ้น อีกทั้งเพื่อความปลอดภัย สมควรหาตัวประกันสักคนเพื่อมั่นใจว่านางจะไม่ลงมืออาละวาดได้เต็มที่เพราะห่วงตัวประกัน

                   จิตมารทั้งหลายที่กัดกินเลือดเนื้อของมนุษย์พลันเข้าสิงสู่ร่างที่พวกมันกัดกินในทันทีหลังจากกินจนอิ่มร่างที่เคยแห้งเหี่ยวพลันมีเลือดเนื้อขึ้นมาอีกครั้ง “พวกเราพร้อมลงมือแล้ว”ชายที่เคยถูกกระทืบจนคอหักกล่าวขึ้นขณะที่คอหักห้อยหัวลงในมุมแปลกประหลาด มันใช้มือดันคอตัวเองให้เงยขึ้นขณะพลังมารสีดำรอบร่างก็ไปรวมตัวรอบคอของมันทำให้คอตั้งตรงได้อีกครั้งแต่ยังอยู่ในท่าแปลกประหลาด“กรอบ!”มันกระตุกมือแรงๆครั้งนึงบิดคอให้กลับมาในท่าปกติ

                   “ตัวประกันก็พร้อมแล้วเช่นกัน”ชายผู้หนึ่งในชุดคลุมดำทั้งตัวใส่ผ้าปิดหน้า ปรากฏตัวขึ้นขณะไอดำทมิฬแผ่ไปทั่วร่าง อุ้มเด็กหญิงหน้าตาน่ารักที่นอนสลบไว้ในอ้อมแขน

                   หงซือจินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยจดจำได้ว่าเด็กหญิงคนนี้มีนามว่ามี่ถง ค่อนข้างจะสนิทกับไป๋หลงพอสมควรมีคนเห็นทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อย

                   “เลือกตัวประกันได้ดี...เด็กนี่ต้องทำให้ไป๋หลงเป็นห่วงแน่”หงซือจินเหยียดยิ้ม ขณะมองไปทางเด็กหญิงที่นอนสลบแล้วกล่าววาจา“ถ้าจะโทษใครสักคน เจ้าก็โทษไป๋หลงเถอะ ที่ทำให้เจ้าต้องมาเดือดร้อนด้วย เพราะว่านางดันแส่หาเรื่องมาสิงร่างของน้องสาวที่น่ารังเกียจของข้าเอง!”

     

                   ไป๋หลงร่ายเวทท่ามกลางความมืดทำให้การถ่ายทอดสด จากจอภาพทั้งสองร้อยยี่สิบสองภาพ พลันกลายเป็นสีดำทั้งหมดโชคดีที่เวลานี้คนที่ชมการถ่ายทอดสด ต่างวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนจากเงาดำที่บินฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้าจึงมีคนน้อยมากที่สนใจอยากรู้ว่าการแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง

                   ‘คราวนี้ หากข้าเจอตัวอะไรจะได้ลงมือถนัดๆเสียที’ไป๋หลงคิดขณะเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

                   ไป๋หลงส่งกระแสจิตหาเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเมิ่งให้พวกเขาช่วยเหล่าเซียนต้านจอมมารเอาไว้ก่อนหากไม่ไหวจริงๆให้รีบบอก ตนจะไปในทันที

                   เมื่อไป๋หลงจัดการเรื่องทุกอย่างเรียบร้อยจึงหันมาสนใจถ้ำแห่งนี้แทน ในถ้ำนี้นับว่าแปลกประหลาดมากมีกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่รุนแรงคุกคามข่มขวัญขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยกลิ่นอายของเทพเซียนนอกจากนี้ไป๋หลงยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมาร

                   ‘สรุปว่าตัวอะไรกันแน่ที่อยู่ในโพรงดินแห่งนี้?’ไป๋หลงคิดด้วยความงุนงง ขณะรีบก้าวเท้าเดินตามคนข้างหน้าที่เห็นเพียงเงารางๆขณะนั้นเองไป๋หลงสังเกตว่าเงาตรงหน้าเบี่ยงทิศทางเดินไปทางซ้าย คล้ายหลบอะไรบนพื้น

                   จู่ๆไป๋หลงพลันหยุดชะงักขมวดคิ้วจนแทบจะเป็นปม ‘ไม่ถูกต้อง เหตุใดคนตรงหน้าทำท่าราวกับว่ามองเห็นในความมืด’ไป๋หลงคิดด้วยความข้องใจ ขณะร่ายเวท ทำให้ตนมองเห็นทุกอย่างให้ชัดเจนขึ้นเนื่องจากว่าเมื่อครู่มัวแต่คุยกับเป่าเล่อจนลืมร่ายเวททำให้ตามองเห็นในที่มืดได้ชัดขึ้น

                   ที่แท้เบื้องหน้าก็มีแอ่งน้ำเล็กๆอยู่บนพื้น...เห็นดังนั้นไป๋หลงถึงกับคิ้วกระตุก

                   ฉิบหายละมนุษย์ธรรมดาไม่มีทางมองเห็นได้ในความมืด แม้กระทั่งเธอฝึกคัมภีร์ยมทูตด้วยความสามารถของมนุษย์ เธอยังไม่อาจแยกแยะได้ว่าบนพื้นมีแอ่งน้ำอยู่

                   “ครืด...”เสียงดาบครูดกับฝักของไป๋หลง ทำให้ชายร่างยักษ์หันขวับกลับมามองทันทีซ้ำยังทำสีหน้าแตกตื่นตกใจ แบบที่ไป๋หลงแยกไม่ออกมาตกใจจริงหรือแสร้งทำ

                   “นะ...นั่นเจ้าชักดาบออกมาทำไมอย่าบอกนะว่ามีตัวอะไรอีก!”เสียงชายร่างยักษ์ถามขึ้นด้วยความหวาดกลัว สีหน้าซีดเผือดขณะทำท่ามองรอบๆตัวด้วยความลนลาน

                   ไป๋หลงจับดาบในมือด้วยท่าทางมั่นคงขณะปลายดาบชี้ไปทางชายร่างยักษ์ “เจ้าเป็นใครกันแน่! มนุษย์ไม่สมควรมองเห็นในความมืด!”

                   สีหน้าที่เคยแตกตื่นลนลานของคนตรงหน้าพลันกลายเป็นเคร่งขรึมในทันที“แล้วเจ้าละเป็นใคร! เหตุใดจึงมองเห็นในความมืดเช่นกัน”ว่าพลางหยิบดาบขึ้นมาชี้ปลายดาบไปทางหญิงสาวในทันที! เขาสงสัยตั้งแต่ที่เด็กสาวคนนี้วิ่งด้วยความเร็วในชั่วพริบตาแล้วตั้งแต่เป็นศิษย์สำนักพยัคฆ์ทมิฬมาสี่ปีตนยังไม่เคยเห็นใครมีความรวดเร็วเท่านี้มาก่อน อีกทั้งที่ประหลาดที่สุดนางกลับมองเห็นในความมืดเช่นกัน!

                   “คิดไม่ถึงจริงๆ โลกใบนี้กลับมีตัวประหลาดเช่นเดียวกับข้าอยู่”ชายร่างยักษ์บ่นพึมพำเบาๆกับตัวเองแต่เพราะที่นี่เงียบมาก อีกทั้งไป๋หลงก็หูดีอย่างยิ่ง จึงได้ยินคำพูดเหล่านี้ชัดเจน

                   “ตัวประหลาด?”คราวนี้ไป๋หลงถึงกับงุนงง“เหตุใดเจ้าจึงเรียกตัวเองว่าตัวประหลาด?”ไป๋หลงกล่าวขณะลดดาบในมือลงหลังจากใช้ฌานตรวจสอบแล้วพบว่า เขาเป็นคนไม่ใช่ปีศาจ หรือมารแปลงกายมา แต่แล้วไป๋หลงก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อพบความจริงบางอย่างเมื่อสังเกตคนตรงหน้าให้ดี

                   “ไม่ประหลาดได้รึ!”ชายผู้นั้นตอบขณะทำสีหน้าขึงขังหลังจากลดดาบในมือลงเช่นกันเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่มีท่าทางจะคุกคามใดๆอีกคล้ายกับว่านางต้องการพูดคุยมากกว่า “ตั้งแต่ข้าเกิดมาก็มองเห็นได้ในความมืด รู้ล่วงหน้าได้ว่าใครจะตายเห็นภูตผี ปีศาจ เห็นแม้กระทั่งเทพเซียน! หากนี่ไม่เรียกว่าตัวประหลาดแล้วจะเรียกว่าอะไร!”

                   “เฮ้อ...”ไป๋หลงถอนหายใจกลอกตามองฟ้า“สวรรค์ ท่านช่างขยันเล่นตลกกับชะตาชีวิตผู้คนจริงๆ”ไป๋หลงบ่นพึมพำกับฟ้าดินเบาๆก่อนจะหันไปจ้องหน้า ผู้ที่กล่าวว่าตนเองคือตัวประหลาด

                   “ข้าจะบอกอะไรให้สิ่งนี้เรียกว่าพรสวรรค์ เจ้าต้องเรียกตัวเองว่าผู้มีบุญแทนที่จะเรียกตัวเองว่าตัวประหลาด!”ไป๋หลงว่าพลางถอนหายใจ ส่ายศีรษะไปมากับชะตาของคนตรงหน้า

                   “ผู้มีบุญอะไรกันหากต้องมาเห็นคนที่เมื่อครู่ยังเดินอยู่ดีๆ เพียงแค่เวลาสั้นๆไม่ถึงครึ่งก้านธูปก็ตายอีกทั้งยังเห็นผีแทบจะตลอดเวลา แบบนี้ไม่เรียกว่ามีบุญแล้ว นี่มันมีกรรมชัดๆ!”ชายผู้นั้นกล่าวด้วยท่าทางกลัดกลุ้มใจ

                   ไป๋หลงยิ้มแหยทันที ขณะนึกภาพตนเองมองเห็นผีแทบจะตลอดเวลา

                   แต่ทว่า  เห็นแม้กระทั่ง เทพและมารหรือมองเห็นแม้แต่ในความมืดที่ตามนุษย์ไม่ควรมองเห็น สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องประหลาดไม่ใช่กรรม

                   วิญญาณคนผู้นี้ถึงกับมีดวงตาที่สามบนหน้าผาก! และยังมีกลิ่นอายของความดุดันแห่งเทพนักรบทั่วทั้งสามภพ เทพผู้เดียวที่มีดวงตาที่สามบนหน้าผากก็คือ เอ้อหลานเสิน! ใช่แล้วเขาคือเทพเอ้อหลางเสินผู้โด่งดัง แม่ทัพสวรรค์ผู้เก่งกาจที่หายสาบสูญไปจากสวรรค์นับแสนปี

                   กล่าวกันว่าตาที่สามบนหน้าผากของเทพ เอ้อหลางเสินสามารถใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการหาได้ รวมทั้งไม่มีเวทมนตร์ลวงตาใดสามารถลวงตาเอ้อหลางเสินได้สำเร็จเมื่ออยู่ต่อหน้าตาที่สามของเอ้อหลางเสิน

                   แสนปีก่อนตอนที่เฮยหลงถือกำเนิดได้ไม่นาน ในครั้งนั้นเทพมังกรดำ เฮยหลง ได้อาละวาดคลุ้มคลั่งจนทำลายตำหนักบนสวรรค์ไปเกินกว่าครึ่งอีกทั้งทำให้เทพเซียนมากมายต้องจุติก่อนเวลาอันควร หนึ่งในนั้นมีเทพเอ้อหลานเสินที่คุมกองทัพไปปราบเฮยหลง ก็ถูกตบกระเด็นหายสาบสูญไป

                   ในช่วงเวลาแสนปีนี้เทพส่วนมากที่ถูกเฮยหลงเล่นงานได้กลับคืนสู่สวรรค์แล้วแต่มีเทพอีกไม่น้อยที่ยังคงต้องเวียนว่ายตายเกิดและใช้เวลาอีกนานกว่าจะบำเพ็ญเพียรอีกครั้งแล้วได้กลับมาเป็นเทพเซียนและดูเหมือนว่าหนึ่งในนั้นก็คือเอ้อหลานเสินผู้นี้!

                   ‘เฮยหลง เจ้าอาละวาดครั้งนั้นช่างสร้างบาปกรรมใหญ่หลวงยิ่งนัก’ไป๋หลงบ่นพึมพำในใจยิ่งมาเห็นเทพเอ้อหลางเสินผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งเกิดมาพร้อมกับความสามารถของตาที่สามกลับเห็นพลังของตาที่สามเป็นสิ่งประหลาดอัปมงคล ยิ่งชวนให้รู้สึกเศร้าใจ

                   “ความสามารถของเจ้าที่เห็นโลกวิญญาณเช่นนี้ สมควรจะเข้าสำนักเซียน แทนที่จะเข้าสำนักฝึกยุทธด้วยความสามารถของเจ้าต้องเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเจ้าเข้าสู่หนทางบำเพ็ญเพียร”ไป๋หลงกล่าวขณะสอดดาบดาบเก็บเข้าฝัก

                   “ข้าก็อยากเข้าเพียงแต่การจะเข้าสำนักเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะต้องเดินทางไปไกลสุดหล้าใช้เงินทองไม่น้อย กว่าจะได้ฝากตัวเข้าเรียน”อดีตเทพเอ้อหลางเสินว่าพลางถอนหายใจ“ข้าไม่มีวาสนากับสำนักเซียนหรอก แค่ได้เข้าสำนักฝึกยุทธก็บุญเท่าไหร่แล้ว”

                   “ถ้าเช่นนั้นข้าจะช่วยสงเคราะห์เจ้าให้มีวาสนากับสำนักเซียนก็แล้วกัน!”ไป๋หลงกล่าวขณะคิดจะพาคนผู้นี้ไปฝากตัวเป็นศิษย์สำนักเขาคุนหลุน อย่างน้อยก็ช่วยให้ชาตินี้เขามีชะตาได้ฝ่าด่านเซียนแต่จะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับวาสนาของเขาเอง

                   อีกทั้งไป๋หลงก็คิดจะให้มี่ถงและคนผู้นี้ทำความรู้จักกันไว้ มีอะไรจะได้คอยช่วยเหลือกันเมื่อเข้าไปเป็นศิษย์สำนักเขาคุนหลุน และหวังว่าความโกรธแค้นที่เอ้อหลางเสินมีต่อเฮยหลงจะน้อยลงเมื่อถึงวันที่เขากลับสู่ฐานะเทพและได้ความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา

                   “เจ้าเนี่ยนะ!”ชายผู้นั้นทำสีหน้าไม่เชื่อถือแต่เมื่อเห็นเด็กสาวทำสีหน้าอย่างคนมั่นใจในคำพูดที่กล่าวออกมา ก็ทำให้ชายร่างยักษ์ประหลาดใจว่าเหตุใดนางจึงกล้ากล่าววาจาเช่นนี้หรือว่านางจะสามารถทำได้อย่างที่พูดจริงๆ? อีกทั้งความสามารถของนางก็นับว่าแปลกประหลาดมากเหมือนไม่ใช่ความสามารถที่ผู้ฝึกยุทธทั่วไปสมควรจะมีแต่หากบอกว่านางเกิดมาพร้อมพรสวรรค์แปลกประหลาดเช่นเดียวกับตนก็ไม่น่าจะใช่....

                   “ว่าแต่เจ้าเป็นใครกันแน่เหตุใดจึงมองเห็นในความมืดได้ชัดเจน อีกทั้งยังมั่นใจอีกว่าจะพาข้าเข้าสำนักเซียนได้”

                   ไป๋หลงได้ยินแล้วยิ้มอย่างมีลับลมคมในก่อนจะยักคิ้วให้หนึ่งที “เป็นเพราะอาจารย์ของข้าคือท่านย่าหลงผู้โด่งดังเป็นเพราะข้ารู้จักเซียนผู้หนึ่ง และเป็นเพราะข้า คือไป๋หลง...ผู้เป็นจ้าวหอจิวหรงที่ทรงอำนาจที่สุดในใต้หล้านี้”ไป๋หลงกล่าวขณะที่รัศมีแห่งความทรงอำนาจแผ่ไปทั่วทั้งร่างทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความกดดันที่อยากจะศิโรราบให้

                   คนฟังได้ยินแล้วอ้าปากค้าง...“จะ...เจ้า ที่แท้เจ้าก็คือไป๋หลงผู้นั้น!” คิดไม่ถึงว่าตนเองจะได้มีโอกาสพูดคุยกับจ้าวหอจิวหรงผู้โด่งดัง ที่ทั่วทั้งใต้หล้าอยากผูกมิตรและอยากพึ่งพาอำนาจมากที่สุด

                   สีหน้าของชายร่างยักษ์ดูแตกตื่นลนลานขณะรีบประสานมือค้อมกายให้คนตรงหน้าทันทีโดยไม่ตะขิดตะขวงใจว่าคนตรงหน้าอายุน้อยกว่าตน“ข...ขอบคุณ ขอบคุณท่านจ้าวหอจิวหรง ขอบคุณ”

                    นี่คือโอกาส! นี่คือโอกาสที่ฟ้าประทานให้หากจ้าวหอจิวหรงให้ความช่วยเหลืออย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าตนจะได้เข้าเป็นศิษย์สำนักเซียนที่ใดที่หนึ่งอย่างแน่นอนอีกทั้งยังมีโอกาส กำจัดความสามารถในการเห็นโลกวิญญาณตลอดเวลานี้ทิ้งไปด้วย!แน่นอนว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่า ไม่ต้องทนเห็นผีตลอดเวลาอีกแล้ว

                   “ไม่ทราบว่าการที่ท่านจ้าวหอจิวหรงต้องการช่วยเหลือข้าน้อยนั้นท่านต้องการให้ข้าน้อยทำสิ่งใด”ชายร่างยักษ์กล่าวด้วยท่าทางนอบน้อม

                   แน่นอนว่าโลกนี้ไม่มีอะไรได้มาเปล่าๆย่อมต้องเสียสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่จะได้มา

                    ไป๋หลงยิ้มอย่างพึงพอใจ หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นคงรีบประจบสอพลอ กล่าวว่า ‘ขอเพียงท่านจ้าวหอมีคำสั่งไม่ว่าบุกน้ำลุยไฟข้าน้อยจะยินดีทำเพื่อตอบแทนท่านอย่างแน่นอน!’ ยังนับว่าเขาฉลาดพอที่ขอฟังข้อแลกเปลี่ยนก่อน

                   “ข้ามีสหายน้อยวัยเยาว์ผู้หนึ่งอยากจะฝากฝังให้เจ้าดูแล นางจะเข้าเป็นศิษย์ของสำนักเซียนเขาคุนหลุนเช่นเดียวกับเจ้า”

                   “คะ...คุนหลุน!”ชายร่างยักษ์ถึงกับตกตะลึงที่ตนเองจะได้เข้าสำนักเซียนอันดับหนึ่งในแผ่นดิน เพียงแต่ว่าที่แห่งนี้เข้าได้ยากเย็นยิ่งนักต่อให้มีเงินทองอำนาจล้นฟ้าก็ใช่ว่าจะเข้าได้ “ตกลง”ชายร่างยักษ์รับปากในทันทีหากไม่รีบคว้าโอกาสนี้ไว้ก็โง่เต็มทนแล้ว!

                   เนื่องจากหอจิวหรงแตกต่างจากขั้วอำนาจอื่นๆเพราะค้าขายสมุนไพรล้ำค่า ที่ช่วยในการฝึกพลังเซียน และพลังยุทธจึงทำให้หอจิวหรงมีอำนาจมาก แม้กระทั่งสำนักเซียนทั้งหลายยังต้องให้ความเกรงใจแน่นอนว่าเพียงแค่จ้าวหอจิวหรงเอ่ยปาก การจะส่งใครเข้าไปเป็นศิษย์สำนักเซียนก็เป็นเรื่องง่ายดุจพลิกฝ่ามือ....

                   “ว่าแต่ท่านจ้าวหอจิวหรง ข้าน้อยก็ยังคงสงสัยอยู่ดีว่าเหตุใดท่านมองเห็นได้ในความมืด...หรือว่าท่านมีพรสวรรค์ติดตัวมาเช่นเดียวกับข้า?”ชายร่างยักษ์กล่าวขึ้น

                   “ข้าฝึกวิชาเซียนมาบ้างเล็กน้อย!”ไป๋หลงตอบขณะเดินนำเข้าไปในโพรงดินที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆทุกๆระยะสิบก้าว โดยมีอดีตเทพเอ้อหลางเสินเดินตามมา

                   ไป๋หลงพลันหยุดชะงักเมื่อรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ร่ายเวทในใจเพื่อทำบางสิ่งบางอย่าง

                   “โอ๊ย...”เสียงร้องอุทานของไป๋หลงดังขึ้นสีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด ขณะทรุดลงตัวงอกับพื้น

                   “เจ้าเป็นอะไรไป!”ชายร่างยักษ์ร้องด้วยความตกใจขณะวิ่งเข้าไปหาไป๋หลง ที่มือนึงกุมท้องเอาไว้ คล้ายกับกำลังปวดท้องอย่างหนัก

                   ชายร่างยักษ์คุกเข่าลงข้างไป๋หลงขณะที่ยื่นมือไปข้างหน้าหมายจะช่วยประคอง จู่ๆตนก็พลันเจ็บแปลบที่ต้นคอแล้วโลกของเขาก็พลันดำมืด หมดสติไปในทันที

                   ไป๋หลงที่ค้างอยู่ในท่าใช้สันมือฟาดใส่สันคอของอดีตเทพเอ้อหลางเสินพลันเก็บมือกลับมาแนบลำตัวเมื่อเห็นคนตรงหน้าสลบไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ไป๋หลงอีกคนซึ่งเป็นเพียงภาพมายาที่แสร้งเจ็บปวดทรมานขดตัวอยู่บนพื้นพลันกลายเป็นอากาศ

                   “ขออภัยที่ต้องทำร้ายเจ้า...”ไป๋หลงบ่นพึมพำขณะรู้สึกผิดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก่อนจะโยนก่อนหินที่ใหญ่กว่ากะโหลกแมวในมืออีกข้างทิ้งไปก้อนหินที่เตรียมไว้ทุบท้ายทอยอีกฝ่ายซ้ำหากว่าเขาหัวแข็งไม่สลบ!

                   หากเจ้าเสี่ยวไป๋มาเห็นท่าทางเช่นนี้ของไป๋หลงคงจะกล่าวว่า‘ถ้าเจ้าจะเตรียมทุบซ้ำด้วยก้อนหินใหญ่โตขนาดนั้นเจ้าไม่ต้องขอโทษก็ได้ แค่เตรียมจัดงานศพให้ก็พอ!’

                   ไป๋หลงร่ายเวทกางเกราะคุ้มกันร่างของอดีตแม่ทัพสวรรค์เอาไว้ป้องกันตัวอะไรก็ตามมาทำร้ายก่อนจะเดินลึกเข้าไปในโพรงดินที่ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นถ้ำไปแล้ว สาเหตุที่ไป๋หลงต้องสลัดอดีตเทพเอ้อหลางเสินทิ้งก็เพราะว่าหากเดินลึกเข้าไปในถ้ำแห่งนี้ไป๋หลงไม่แน่ใจว่าจะได้พบเจอสิ่งใดหากสิ่งนั้นเป็นอันตรายใหญ่หลวง ก็เกรงว่าตนจะไม่สามารถปกป้องคนผู้นี้ได้เพราะจอมมารเองก็จ้องจะเล่นงานไป๋หลงอยู่แล้ว หากพาคนผู้นี้เข้าไปด้วยเกรงว่าคนผู้นี้จะเคราะห์ร้ายมากกว่าดี...