เสียงค้อนเหล็กกระทบลิ่มไม้ดังสะท้อนไปทั่วบริเวณเขตก่อสร้างกำแพงเมืองชั้นใน ฝุ่นสีส้มจากอิฐดินเผาลอยฟุ้งปนไปกับกลิ่นเหง้าบัวเน่า นนท์ยืนอยู่บนนั่งร้านไม้ไผ่ที่ผูกด้วยเถาวัลย์อย่างิ่เหม่ ในมือถือตลับเมตร (ที่เขาสร้างขึ้นเองจากแผ่นโลหะบางๆ) พลางขมวดคิ้วมอง 'ความชุ่ย' ของนายช่างหลวงยุคโบราณ
"เฮ้ย! บอกว่าให้ตอกเสาเข็มลงไปอีกสองศอกไง ดินตรงนี้มันเลนล้วนๆ ถ้าขืนวางฐานรากตอนนี้ พอหน้าฝนมา กำแพงเมืองท่านได้กลายเป็พญานาคเลื้อยลงแม่น้ำแน่!" นนท์ะโลงไปข้างล่าง
"แต่อาจารย์นนท์... เสาไม้มันจมลงไปจนจะมิดหัวคนแล้วนะจ๊ะ" นายช่างคนหนึ่งะโตอบพลางเช็ดเหงื่อ
"มิดหัวคนก็ตอกลงไปอีก! ถ้าไม่อยากให้กำแพงทับหัวคนตอนสร้างเสร็จ ก็ทำตามที่บอกเถอะพี่ชาย" นนท์บ่นอุบ พลางขยับตัวจะลงจากนั่งร้าน
ทันใดนั้นเอง เสียงไม้ลั่นเปรี๊ยะดังสนั่นหวั่นไหว รอกไม้ขนาดมหึมาที่ใช้ยกคานไม้ซุงสำหรับวางโครงหลังคาเกิดรับน้ำหนักไม่ไหว เถาวัลย์เส้นโตที่ใช้แทนเชือกทนแรงเสียดสีไม่ไหวจนขาดสะบั้น!
"ระวัง!"
ซุงไม้ขนาดสองคนโอบเหวี่ยงวาดลงมาอย่างรวดเร็ว เป้าหมายของมันคือกลุ่มคนงานที่กำลังก้มหน้าก้มตาตอกเสาเข็มอยู่ข้างล่าง นนท์เห็นดังนั้นสัญชาตญาณวิศวกร (ที่แฝงไปด้วยความประมาทเพราะรู้ว่าตัวเองไม่ตาย) ก็ทำงานเร็วกว่าสมอง
เขาะโลงจากนั่งร้านเข้าชาร์จผลักคนงานสองคนให้พ้นทาง แต่แรงเหวี่ยงของไม้ซุงนั้นมหาศาลเกินกว่าที่มนุษย์ปกติจะต้านทานได้
โครม!
เสียงกระแทกหนักแน่นจนดินะเื ไม้ซุงทับเข้าที่แขนซ้ายและลำตัวซีกหนึ่งของนนท์อย่างจัง กระดูกแขนของเขาแหลกละเอียดจนได้ยินเสียงกร๊อบชัดเจน เืสีแดงฉานไหลทะลักออกมาอาบอิฐดินเผาจนแดงเถือก
"อาจารย์นนท์!" เสียงร้องอุทานดังไปทั่วเขตก่อสร้าง ทหารและคนงานรีบวิ่งกรูเข้ามา
ความเ็ปแล่นแปลบเข้าสู่สมองจนนนท์ตาพร่ามัว เขากัดฟันกรอดจนเส้นเืที่คอปูดโปน มันเจ็บ... เจ็บเหมือนจะขาดใจ แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาถูกของหนักทับ เขาเคยถูกช้างเหยียบมาแล้วในยุคทวารวดี ความเจ็บคือเพื่อนเก่าที่เขาไม่เคยอยากเจอ
"ถอยไป! อย่าเพิ่งยก!" นนท์เค้นเสียงลอดไรฟัน
"แต่ท่านถูกทับนะจ๊ะ เืออกขนาดนี้..."
นนท์รู้ดีว่าถ้าพวกเขายกซุงออกตอนนี้ ทุกคนจะเห็น 'ปาฏิหาริย์' ที่น่าสยองขวัญ แขนที่แหลกเหลวของเขาจะเริ่มขยับและเชื่อมต่อกันเองต่อหน้าต่อตาคนนับร้อย และนั่นจะจบสิ้นความเงียบสงบของเขาตลอดกาล
"ข้ามี... มีวิชาอาคมสมานกระดูก" นนท์พยายาม 'แถ' ด้วยภาษาที่คนยุคนี้เข้าใจ "ห้ามใครเข้ามาใกล้ในรัศมีสิบห้าก้าว! ใครเข้ามาอาคมจะเสื่อม แขนข้าจะเน่าตาย! ไปตามหาผ้าสะอาดกับเหล้ามาให้ข้าเดี๋ยวนี้!"
สายตาที่ดุดันและท่าทางที่ดู 'ขลัง' แบบแปลกๆ ทำให้นายช่างและทหารชะงัก พระเ้าอู่ทองซึ่งกำลังตรวจงานอยู่ไม่ไกลรีบเสด็จมาดูเหตุการณ์
"นนท์! เ้าเป็อย่างไรบ้าง?"
นนท์เงยหน้ามองกษัตริย์ที่ดูตระหนกไม่น้อย เขาฝืนยิ้มกวนๆ ทั้งที่เหงื่อท่วมหน้า "ก็แค่อุบัติเหตุนิดหน่อยครับท่าน... พอดีผมอยากทดสอบว่าซุงของท่านแข็งแรงพอไหม สรุปว่า... แข็งจริงครับ ทับแขนผมเกือบขาดเลย"
"เ้านี่ยังจะมาเล่นลิ้นอีก! รีบยกซุงออก!" พระเ้าอู่ทองสั่ง
"ไม่ได้ครับท่าน!" นนท์รีบห้าม "ท่านสั่งคนของท่านถอยไปให้หมด ผม้าสมาธิสวดมนต์... เอ๊ย สมานแผล แค่ห้านาที แล้วค่อยมายก"
ด้วยอำนาจการตัดสินใจที่เด็ดขาดและแววตาที่ไม่ได้มีความกลัวตายเลยแม้แต่น้อย พระเ้าอู่ทองจึงทรงสั่งให้ทุกคนถอยออกไปตามคำขอ นนท์นอนอยู่ใต้ซุงไม้ที่หนักอึ้ง เขาััได้ถึงกล้ามเนื้อที่กำลังบิดตัว แคลเซียมในกระดูกที่กำลังพุ่งเข้าหากันเหมือนแม่เหล็ก ความรู้สึกมันเหมือนมีมดนับล้านตัวมารุมกัดแผลจากข้างใน
ผ่านไปอึดใจใหญ่ที่ดูเหมือนนานเป็ปี นนท์รู้สึกว่าแขนของเขากลับมามีความรู้สึกอีกครั้ง เขาใช้มือข้างที่เหลือคว้าผ้าห่มเก่าๆ ที่คนงานทิ้งไว้มาพันแขนข้างที่เจ็บไว้อย่างหนาแน่นจนดูเหมือนเข้าเฝือก
"ยกได้!" นนท์ะโ
ทหารรีบช่วยกันคัดซุงออก นนท์ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางกะเผลกๆ เขาพยายามพยุงแขนข้างนั้นไว้ให้ดูเหมือนยังาเ็สาหัส แต่อันที่จริงแผลข้างในสมานตัวไปกว่า 80% แล้ว
พระเ้าอู่ทองเสด็จเข้ามาใกล้ "แขนเ้า..."
"หักสิครับท่าน ไม่เหลือ" นนท์ตอบพลางทำหน้าแหย "แต่วิชาผมดี ผมคงต้องพักสักเดือนสองเดือน ระหว่างนี้ผมจะเขียนแบบใส่กระดาษข่อยไว้ให้ นายช่างพวกนี้จะได้ไม่ทำซุงหล่นทับหัวใครอีก"
พระเ้าอู่ทองมองนิ่งไปที่ผ้าพันแผลที่มีเืซึมออกมาเล็กน้อย พระองค์ทรงััได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ชายคนนี้ถูกซุงหนักหลายร้อยชั่งทับ แต่กลับลุกขึ้นยืนและพูดกวนประสาทได้ภายในไม่กี่นาที
"เ้าเป็ใครกันแน่นนท์... มนุษย์ธรรมดาไม่มีทางทนความเ็ปขนาดนี้ได้โดยไม่ร้องสักเอะ"
นนท์ไหวไหล่พลางเดินกะเผลกออกไป "ผมบอกแล้วไงครับ ผมก็แค่มนุษย์ที่... 'ดวงแข็ง' กว่าคนอื่นนิดหน่อยน่ะครับท่าน"
เขารีบเดินกลับไปที่ที่พักส่วนตัว หัวใจเต้นรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื่นเต้นที่ความลับเกือบแตก นนท์นั่งลงในที่มืด ค่อยๆ แกะผ้าพันแผลออก แขนซ้ายที่เคยแหลกเหลวบัดนี้กลับมาเป็รูปทรงปกติ เหลือเพียงรอยช้ำจางๆ ที่กำลังหายไปต่อหน้าต่อตา
"ให้ตายสิ... อีกสี่ร้อยปี ข้าต้องระวังมากกว่านี้" เขาพึมพำกับตัวเอง "ไม่งั้นพระเ้าอู่ทองได้จับข้าไปต้มกินเป็ยาอายุวัฒนะแน่ๆ"
เขามองออกไปที่หน้าต่าง เห็นแสงไฟจากเขตก่อสร้างที่ยังไม่หยุดนิ่ง อยุธยากำลังเติบโตขึ้นจากแรงงานและชีวิตของผู้คน และเขาก็คือ 'อิฐก้อนที่มองไม่เห็น' ที่จะคอยรองรับความยิ่งใหญ่นี้ไปจนกว่าวันสุดท้ายของมันจะมาถึง