“เชี่ย! หมอนี่เป็เทสเตอร์จริงๆ ด้วย”
ทั่วทั้งห้องจีเอ็มที่ติดตามดูสถานการณ์อยู่ตกอยู่ในห้องตะลึงอีกครั้งเมื่อวิฬาร์ะเิพลังเวทอันเข้มข้นออกมา
เสียงติ๊ดๆดังระรัวออกมาจากแผงควบคุมจนระงม บนหน้าจอมีกราฟแท่งหลายอันที่พุ่งสูงจนทะลุหลอดทั่วทั้งห้องแทบกลายเป็สีแดงฉานเนื่องจากตัวเลขที่รายงานความเสียหายเปลี่ยนเป็สีอันตราย
จีเอ็มทั้งห้องตกอยู่ความโกลาหลจนไม่มีเวลาสนใจวิฬาร์อีกต่อไป
เพราะตอนนี้มิติทดสอบกำลังจะแตกเนื่องจากพลังป้องกันไม่เพียงพอ
เดิมที่จีเอ็มทั้งหลายคิดว่าวิฬาร์เป็เพียงผู้เล่นธรรมดาที่เก่งกาจแต่หลังจากติดตามดูสถานการณ์ในบททดสอบที่สองถึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้หมอนี่เป็เทสเตอร์ที่เคยเข้าทดสอบระบบใน่เบต้าเทสต์มาก่อน
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถใช้ทักษะที่ปลดออกได้อย่างเชี่ยวชาญถึงเพียงนี้
หัวหน้าจีเอ็มD029เองก็ใเช่นกัน แต่ตัวเขาเองก็เป็หนึ่งในจีเอ็มยุคบุกเบิกของดิเอจ ออฟ อโพคาลิปส์ จึงไม่ถึงกับมือไม้ปั่นป่วน รีบสั่งการอย่างเป็ระบบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
และเพราะว่าเขาเป็จีเอ็มในยุคนั้นทันทีที่เห็นรูปแบบการต่อสู้อันคุ้นเคย บวกกับใบหน้าและดวงตาคู่นั้น ในหัวก็ผุดชื่อเดิมของไอ้หนุ่มนั่นขึ้นมาในหัวพร้อมกับวีรกรรมทั้งหลายแหล่ทันที
หลังจากสั่งการหลายเที่ยวไม่นาน เสียงรายงานความเสียหายที่ดังไม่หยุดก็ค่อยๆ เงียบไป ตัวเลขต่างๆในจอก็ลดระดับลงมาอยู่ในขอบเขตระวังภัยสีเหลืองจีเอ็มทั้งห้องถึงค่อยหายใจได้อย่างทั่วท้องก่อนจะเงยหน้ามองการต่อสู้ที่เริ่มเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ อย่างหวาดหวั่น
“หัวหน้าติดต่อทีมอื่นเถอะครับ” หนึ่งในลูกน้องที่อยู่มาในยุคเดียวกันกับเขาเอ่ยเตือน
“อืม” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดก่อนจะกดติดต่อเบื้องบนเพื่อขอความช่วยเหลือ ทำให้จีเอ็มคนอื่นๆที่ไม่รู้เื่หันมามองด้วยความตกตะลึง
จีเอ็มแต่ละทีมได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบตามแต่ละพื้นที่ปกติแล้วถ้าไม่มีเื่อย่างาชิงเมือง หรือเหตุการณ์ใหญ่ๆ อย่างอีเวนท์พิเศษที่นานๆ จะมีสักครั้ง จีเอ็มแต่ละกลุ่มนับว่าดูแลเื่ราวทั้งหมดได้อย่างเหลือเฟือพวกเขาจึงค่อนข้างแปลกใจที่เพียงแค่ผู้เล่นเพียงคนเดียวถึงกับทำให้หัวหน้าจะต้องขอความช่วยเหลือจากทีมเสริม
“หัวหน้าB016 ผมขอทีมเสริมอีกสองทีมครับ”
“หืม?สองทีม? สัตว์อสูรโคตรเทพตัวไหนหลุดออกมารึไง?” ปลายสายถามอย่างงุนงง พลางรู้สึกถึงอันตรายนิดๆปกติลูกน้องของเขาจะมีสัมมาคารวะ ต่อให้เกิดเื่อะไร ก็จะทักทายเขาก่อนสองสามคำไม่รู้วันนี้ไปกินอะไรผิดสำแดงมา ถึงพูดจาไม่มีหัวไม่มีหางแบบนี้จะว่ามีการตีเมืองใหญ่จนวุ่นวายก็ไม่น่าใช่
เหตุการณ์จำพวกการตีเมืองหรืออีเวนท์พิเศษ มักจะมีรายงานมาก่อนอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าอยู่ดีๆมีทีมมาขอความช่วยเหลือแล้วละก็ นั่นแปลว่าอาจเกิดเื่ใหญ่อื่นๆอย่างเช่นผู้เล่นไปล้อมฆ่าสัตว์อสูรระดับสูง แล้วบังเอิญเอาตัวไม่รอด พากันหนีตายกลับเมืองสุดท้ายเลยทำให้สัตว์อสูรตัวนั้นตามล่าออกมาด้วยความโกรธแค้น จากนั้นก็ลามไปเรื่อยๆเกิดความเดือดร้อนจนวุ่นวายไปทั้งเมือง แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เื่ใหญ่เท่าไหร่นี่นาความวุ่นวายที่เกิดจากผู้เล่นด้วยกันเองจีเอ็มอย่างพวกเขาไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งวุ่นวาย
หัวหน้าจีเอ็ม D029 ถอนหายใจยาว เพราะถ้าจะอธิบายเื่ทั้งหมด คงต้องใช้เวลาไม่น้อยแต่บังเอิญว่านั่นคือสิ่งที่เขาไม่ค่อยจะมี สุดท้ายจึงเอ่ยคีย์เวิร์ดที่น่าสะพรึงกลัวไปเพียงคำเดียว
“อนันตกาลกลับมาแล้ว”
“เชี่ย! แค่วันแรกก็ก่อเื่แล้วงั้นเรอะ!”
อีกฝั่งะโด่าจนทะลุหูโทรศัพท์ออกมาทำให้จีเอ็มครึ่งห้องต่างได้ยินกันทั่ว
“วันแรก?อะไรกันครับหัวหน้า” จีเอ็ม D029 สงสัย
“อ้าวคุณไม่ได้อ่านเมลหรอกหรอ? เมื่อเช้ามีข่าวว่าอนันตกาลลงทะเบียนเข้ามาเล่นเกมแล้วแต่ข้อมูลยังไม่ยืนยัน เลยกระจายให้จีเอ็มทุกโซนช่วยกันดูๆ หน่อย”
หัวหน้าจีเอ็มหนุ่มอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึงถ้ารู้อย่างนี้แต่แรก เขาคงเร่งขอความช่วยเหลือไปนานแล้ว ไม่มานั่งดูหนังโชว์ออฟอยู่นานสองนานแบบนี้หรอก
“ช่างมันก่อนเดี๋ยวผมจะรีบส่งคนไป คุณเตรียมตัวให้พร้อมเถอะ”
สายตัดไปไม่นานความช่วยเหลือก็มาถึงอย่างรวดเร็ว
“เตรียมการผสานห้องในสาม…สอง…หนึ่ง”
พริบตาเดียวหลังจากระบบแจ้งเตือนห้องกว้างที่พวกจีเอ็ม D029อยู่เมื่อครู่ก็ถูกระบบเพิ่มพื้นที่ซ้ายขวาออกไปฝั่งละเท่าตัว
ผนังเพดานเองก็เถิบขึ้นสูงไปอีก่ใหญ่มองไปซ้ายขวาก็เห็นจีเอ็มอีกสองทีมนั่งหน้างุนงงอยู่
ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดราวสามสิบชีวิตมารวมตัวกันอยู่ในห้องใหญ่ราวกับหอบังคับการบินของกระสวยอวกาศที่เตรียมส่งออกนอกโลกบนจอั์ขยายตัวขึ้นอีกสี่เท่า แสดงภาพการต่อสู้อย่างดุเดือดของวิฬาร์กับผู้พิทักษ์เกราะทอง์ที่รุนแรงขึ้นทุกครั้งที่มันฟื้นกลับมา
หัวหน้าจีเอ็มอีกสองคนเดินเข้ามาพูดคุยกับจีเอ็มD029อย่างหนักใจ พวกเขาก็นับเป็หนึ่งในจีเอ็มยุคก่อนเหมือนกันจึงรู้เื่ความหนักเบาของเื่นี้เป็อย่างดี ไอ้อนันตกาลนี่แม่งตัวซวยชัดๆโผล่หน้ามาทีไร มีเื่ทุกที
การรวมทีมของจีเอ็มไม่ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเพียงแต่นานแล้วที่ไม่มีเื่ฉุกละหุกเช่นนี้ ตอนนี้พวกเขาจึงกำลังรอผู้สั่งการคนใหม่ที่จะมาควบคุมดูแลภารกิจนี้ เนื่องจากระดับของจีเอ็มเลเวล D ไม่สูงพอ
“มาเร็วเริ่มเตรียมการกัน” ร่างยังไม่ทันปรากฏ เสียงหวานใสก็ดังนำมาก่อนแล้ว
หญิงสาวคนหนึ่งเดินหน้าเครียดออกมาจากประตูวาร์ปด้านหลังเธอพยักหน้าทักทายหัวหน้าจีเอ็มทั้งสามก่อนจะแนะนำตัว
“ฉันจีเอ็ม C120จะเป็คนควบคุมภารกิจพิเศษนี้เอง”เธอพูดจบก็เดินไปที่แท่นควบคุมตรงกลางทันที ท่าทีเคร่งขรึมนั้นทำให้หัวหน้าจีเอ็มทีมย่อยทั้งสามใจชื้นขึ้นมาจากนั้นเธอก็สั่งการเพิ่มเติมให้สามทีมรับหน้าที่ไปรับผิดชอบ
จีเอ็มทั่วไปในห้องที่เพิ่งรู้เื่ว่าจะต้องมีการรวมทีมกระซิบกระซาบกันเบาๆว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เหมือนไม่มีใครให้คำตอบได้ แต่ละคนจึงมองหน้ากันเหลอหลาไม่รู้เหนือใต้ออกตก
จีเอ็มC120เห็นดังนั้นก็บอกให้จีเอ็ม D029 อธิบายสถานการณ์แบบกระชับที่สุดเพื่อให้คนทั้งหมดเข้าใจเื่ราวแบบคร่าวๆ จะได้ไม่รับมือไปแบบส่งๆไม่อย่างนั้นถ้าเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา พวกเธอทั้งหมดจะต้องมานั่งทำโอทีกันวุ่นวายอีกหลายวัน
จีเอ็มD029เลือกเฉพาะส่วนที่สั้นที่สุด และสำคัญที่สุด อธิบายเื่ให้ฟังพาจีเอ็มทั้งหมดเข้าสู่โลกของความโกลาหลไปอย่ารวดเร็ว
ไม่นานทุกคนก็เงยหน้ามองจอั์บนผนังด้วยความหวาดกลัว ประโยคน่าสะพรึงสุดท้ายที่หัวหน้าD029พูดจบดังก้องสะท้อนในหัวอีกสิบรอบ
“ถ้าคุณทำงานนี้พลาดไอ้หมอนี่จะก่อเื่จนพวกคุณต้องทำโอที*ติดกันครึ่งเดือนไม่มีหยุด”
[*โอที หรือ OT ย่อมาจาก Overtime ซึ่งหมายถึงการทำงานเพิ่มเติมนอกเหนือเวลาทำงานปกติ]
………………..
นี่เป็ครั้งที่เจ็ดสิบแล้วที่ผู้พิทักษ์เกราะทอง์ฟื้นกลับขึ้นมา
ทุกครั้งที่มันฟื้นพลังฝีมือจะกระเถิบสูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเริ่มใช้ทักษะเวทมนตร์ได้มากขึ้นรวมกับกำลังซึมซับประสบการณ์การต่อสู้ไปจากเขา ทำให้ตอนนี้วิฬาร์เองก็เริ่มรับมืออย่างยากลำบาก
รอบตัวเขาตอนนี้มีกองทัพเงาทมิฬสีดำนับร้อยตัวที่กำลังเข้าไปกลุ้มรุมเงาอัญเชิญของผู้พิทักษ์ราวกำลังทำศึกอยู่ท่ามกลางสนามรบขนาดใหญ่พวกมันเข้ากรำศึกกันราวไม่รู้จักความเป็ตาย
บนผนังแผ่นพื้นฝ้าเพดานก็มีอาณาเขตเวทอันทรงพลังครอบคลุมเอาไว้ทั่ว ลวดลายวงจรอักขระเวทมนตร์ตีทับกันราวภาพจิตรกรรมอันงดงามเกื้อหนุน สอดประสานราววงดนตรีออร์เคสตราที่บรรเลงบทเพลงแห่งมรณกาล
อีกฝ่ายเองก็ใช่ย่อยมันเองก็ประสานเวทมนตร์เป็เช่นเดียวกันทำให้วงล้อมของวิฬาร์ที่เตรียมไว้แตกพ่ายบ่อยขึ้นเรื่อยๆ
ผู้พิทักษ์ตนนั้นฉีกกระชากร่างของเงาอัญเชิญราวพยัคฆ์กลางฝูงแกะแต่ทิศทางการมุ่งหน้าของมันกลับวกไปวนมาคล้ายกับแมลงวันไร้หัว
ดวงตาของมันแดงฉานปานโลหิตสอดส่ายสายตาหาเหยื่อมองมันอย่างดุร้ายพยายามฝืนหยัดยืนครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไร้เหตุผล ก่อนจะสิ้นลมลงไปอีกครั้ง
“สู้กับข้า”
วิฬาร์เปลี่ยนกระแสธารแห่งเวทมนตร์อีกครั้งร่ายมายาเวทที่แข็งแกร่งที่สุดชุดใหม่เพิ่มเติมลงไป เพื่อบังตาและล่อหลอกให้มันหลงทิศจากนั้นระดมกำลังเงาอัญเชิญ ค่ายกลผสานของดาราเวท ท่าใหญ่ของธาตุเวทที่รอท่าอยู่แล้วเข้าไปใหม่พร้อมกับเสริมการโจมตีด้วยตัวเองไปด้วยหลายชุด
“สู้กับข้า”
เบื้องบนของห้องปรากฏเมฆสีเทาขุ่นมัวมันม้วนตัวเป็ระลอกพร้อมกับโปรยปรายสายฝนลงมา เพียงพริบตาก็ฟาดสายฟ้าลงมาห่าใหญ่ลงที่เ้าั์เกราะทองตัวนั้นทำดาเมจไปอีกชุดใหญ่
ตอนนี้วิฬาร์เริ่มใกล้ถึงขีดจำกัดแล้ว
หลังจากรู้ว่าต้องเจอศึกยืดเยื้อวิฬาร์ก็เตรียมกับดักเวทเอาไว้หลายครั้ง ทำให้พอมันฟื้นขึ้นมาใหม่ ก็จะโดนกับดักนั้นฆ่าตายในทันที
ทว่าหลังจากตายซ้ำซากอีกหลายรอบ กับดักธรรมดาก็ไม่อาจกักขังมันได้อีก หลังจากนั้นวิฬาร์จึงใช้ความสามารถส่วนตัว ระดมใช้ทักษะทั้งหมดผสานกันกักขังมันเอาไว้ในพื้นที่มรณะ แล้วก็สาดเวทมนตร์ทั้งหมดที่เขาใช้เป็ลงไปเรื่อยๆเพื่อสังหารมันครั้งแล้วครั้งเล่า
“สู้กับข้า”
ทั้งธาตุเวที่เขาถนัดที่สุด
“สู้กับข้า”
มายาเวทที่ถนัดรองลงมา
“สู้กับข้า”
มรณเวทอีกหนึ่งสาย
“สู้กับข้า”
รวมถึงเวทมนตร์จากสายอื่นๆที่เขาเข้าใจเป็อย่างดี
“สู้กับข้า”
แต่ค่ายกลที่เขาสร้างขึ้นกลับค่อยๆ ปริแตกอย่างช้าๆ เพราะการบุกอย่างบ้าคลั่งของอสูรตนนั้นและทักษะที่พัฒนาตัวอย่างต่อเนื่องทำให้เขาเองก็ต้องซ่อมเสริมปะชุนรอยแตกร้าวจากการโจมตีที่เริ่มเฉียบคมขึ้นทุกที
สภาพวิฬาร์ตอนนี้แทบไม่ต่างจากปราสาททรายที่ถูกน้ำทะเลค่อยๆกัดกร่อนความสมบูรณ์แบบลงทีละน้อย
วงล้อมมายาเวทที่บิดเบือนการรับรู้ทางด้านทิศทางและััด้านอื่นค่อยๆ ถูกมันทะลวงออกมาพร้อมด้วยวงเวทป้องกัน เงาอัญเชิญก็ล้มตายเป็เบือราวใบไม้ร่วงรยางค์เงามืดที่ตรึงร่างมันเอาไว้ก็ถูกฉีกสะบัดด้วยสุคติเวทที่เป็ขั้วตรงข้ามจนขาดอาณาเขตเวทที่เหนี่ยวรั้งและลดค่าสถานะของมันเอาไว้ก็มิอาจหยุดยั้งฝีเท้าที่ค่อยๆก้าวขึ้นหน้าอย่างต่อเนื่องของมันได้
“สู้กับข้า”
ตัวเขาเองก็เครียดหนักการใช้เวทมนตร์ระดับสูงติดต่อกันเป็เวลานานบั่นทอนความคิดและสมาธิของเขาเป็อย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น กลับไม่สามารถผ่านด่านทดสอบนี้ไปได้สักทีแม้ว่าจะฆ่ามันไปแล้วเป็ครั้งที่แปดสิบสามแล้วก็ตาม
นี่คือปัญหาใหญ่ที่ค้างคาใจเขามากที่สุดในตอนนี้
ปริศนาห่าเหวอะไรกันวะเนี่ย
วิฬาร์เริ่มก่นด่าระบบในใจแต่สองมือไม้ยังไม่หยุดร่ายมนตร์ ร่างของเขาเองก็ย้ายตำแหน่งไปทั่ว เพื่อควบคุมสถานการณ์ในสนามรบทั้งค่ายกลผสานเวท หมอกมนตรา เมฆพายุหิมะ ก็ถูกเขาปรับแต่งควบคุมอย่างถี่ยิบใช้ความพยายามอย่างมากในการกักขังมันไว้ภายใน
เขาเพิ่มความถี่ในการโจมตีมากขึ้นเรื่อยๆผลักดันขีดความสามารถของตัวเองจนสุดขอบอยู่ตลอดเวลา แต่การฟื้นตัวของมันกลับบั่นทอนความคิดในการต่อสู้ของเขาลงไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตอนนี้วิฬาร์เริ่มไม่รู้แล้วว่าเขากำลังหยัดยืนต่อสู้ไปเพื่อสิ่งใดกันแน่
“สู้กับข้า”
วงล้อมทั้งหมดแตกโดยสิ้นเชิงผู้พิทักษ์ค่อยๆ เดินตรงเข้ามาหาเขาที่เป็เป้าหมายหลักของมัน ดาบั์ในมือตวัดเพียงสามครั้งเงาอัญเชิญทั้งหลายที่ล้อมวงอยู่ก็แตกกระเจิงไปคนละทาง
มันปัดเวทมนตร์ที่โจมตีเข้าตัวทิ้งราวกับตบแมลงวันดวงตาทอประกายอหังการ จิตสังหารแผ่ซ่านจนมิติบิดเบี้ยว สาวเท้าก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้าราวกับทั้งร่างแบกขุนเขาเอาไว้
‘ครั้งสุดท้ายแล้ว’
ตอนนี้มันตายไปแล้วเก้าสิบเก้าครั้งแต่ก็ยังลุกขึ้นมาเช่นเดิม
วินาทีที่เขามองตามันพลันรู้สึกหนาววาบในใจมือไม้เย็นเฉียบราวแช่ด้วยน้ำแข็งเขารู้ดีว่านี่คงจะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วที่สามารถต้านมันเอาไว้ได้หลังจากครั้งนี้ไป คนที่จะตาย คงจะเปลี่ยนจากมัน เป็เขาแทน