บทที่ 2 วันวุ่น ๆ ของไลโค
จิ๊บๆ...จิ๊บๆ...เสียงเหล่านกน้อยขับขานบทเพลงในยามเช้า แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านช่องว่างของหน้าต่างสายลมโชยผ้าม่านพริ้วไหว ๆ เป็ยามเช้าของฤดูเก็บเกี่ยวที่ดีสุด ๆ ไปเลย ซางบรรยากาศยามเช้าเช่นนี้ทำให้ผมไม่อยากลุกออกจากที่นอนคดตัวอยู่ในผ้าห่ม เอาหน้าซุกหมอนนุ่ม ๆ ช่างมีความสุขซะจริงการตื่นขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศสบาย ๆแบบนี้ทำให้มันเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมานอนต่อกันนะ
ผมค่อย ๆพยุงตัวเองขึ้นจากที่นอนขณะที่กำลังหลับตาอยู่ ผมลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆราวกับเปลือกตามันหนักอึ้ง ผมค่อย ๆ เหลือบตาไปมองนาฬิกาที่หัวเตียงและตาผมก็เบิกโพรงขึ้นมาทันที
“สะ...สายแล้วนี้หว่า!! คุณวิลเลี่ยมต้องบ่นเอาแน่ ๆ เลยเขาอุตส่าห์ย้ำว่าวันนี้ให้เราไปแต่เช้าแท้ ๆ ไหงเป็อย่างนี้ไปได้ล่ะเนี่ย!?”
จากนั้นผมก็รีบเด้งตัวขึ้นจากเตียงเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการไปทำงานอย่างรวดเร็ว และวิ่งออกจากบ้านไปแต่รู้สึกเหมือนจะลืมอะไรบางอย่าง แต่ก็ช่างเถอะสายแล้ว
พอวิ่งออกมาได้สักพักก็เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมของชาวบ้านที่แปลกไปพวกผู้ชายก็พากันหัวเราะเยาะ และผู้หญิงต่างก็เอามือปิดหน้าแล้วกรีดร้อง ส่วนพวกคนแก่ก็เอาแต่ส่ายหน้า
“สวัสดีครับ คุณวิลเลี่ยม...”
เมื่อมาถึงฟาร์มของคุณวิลเลี่ยมผมกล่าวทักทายคุณวิลเลี่ยมซึ่งกำลังเก็บเกี่ยวผลผลิตอยู่ในไร่ด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น คุณวิลเลี่ยมเป็ชายวัยกลางคนอายุราว ๆ ห้าสิบปีที่มีรูปร่างใหญ่กำยำเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อผมของเขาเป็สีขาวโพลนไปทั้งหัวรวมถึงเคราดก ๆ ของเขาด้วยใบหน้าเขาเต็มใบด้วยแผลเป็มากมาย ผมเองเคยถามเขาเกี่ยวกับแผลเป็เขาก็ได้แต่ยิ้มและไม่พูดอะไรเกี่ยวกับมันเลยจากที่ผมรู้มาดูเหมือนว่าอดีตของเขาจะเป็ทหารมาก่อน อย่างไรก็ตามเขาได้มาเริ่มชีวิตใหม่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือของเมืองสปริงฟิลด์อย่างหมู่บ้านฟาร์มวิลล์แห่งนี้กับลูกชายของเขา “อาเธอร์” ซึ่งพวกเขาย้ายเข้าอาศัยอยู่ก่อนหน้าผมราว ๆ สองปีเห็นจะได้ที่สำคัญไปกว่านั้นเขายังเป็คนในเมืองนี้ไม่กี่คนที่ดีกับคนต่างถิ่น และเขาปฏิบัติต่อผมเหมือนผมเป็คนในครอบครัวอีกต่างหากนั้นเป็เหตุผลที่ผมมาทำงานให้กับคุณวิลเลี่ยม
วิลเลี่ยม:”โอ้! ไง...ไลโคว๊ากกกกก แกทำบ้าอะไรของแกวะเนี่ย!?”
คุณวิลเลี่ยมที่มีท่าทางใสุดขีดะโถาม
ไลโค: “เอ๋!! ผมทำอะไรงั้นเหร-...โอ๊ยยยย!!”
ผมถามกลับไปด้วยความสงสัย แต่ไม่ทันได้พูดจบประโยคก็โดนดึงหูอย่างรุนแรง
ไลโค: “โอ๊ยๆ!! จะหลุดแล้ว!!จะหลุดแล้วโว้ยยย!!”
และคนที่ดึงหูของผมไม่ใช่ใครอื่น หมอนี่คือ อาเธอร์ลูกชายคนเดียวของคุณวิลเลี่ยม เขามีผมสีน้ำตาลอ่อน และมักจะตัดให้สั้นอยู่เสมอนัยต์ตาสีเขียวมรกตเป็ประกาย หน้าหวานราวกับเด็กผู้หญิงอาเธอร์เป็เพื่อนสมัยเด็กของผมถึงจะบอกว่าเพื่อนสมัยเด็กแต่เขาอายุน้อยกว่าผมสี่ถึงห้าปี
ไลโค:”ทำบ้าอะไรของแกฟร่ะ!! มันเจ็บนะเฟ้ย!!”
อาเธอร์:”หึ!! แกไม่รู้จริงๆ งั้นเหรอ!?”
อาเธอร์พูดด้วยน้ำเสียงที่มีน้ำโห พลันทำท่าทางหงุดหงิดใส่
ไลโค:”แล้วมันเื่อะไรกันเล่า!?”
อาเธอร์:”ก็แหกตาดูเอาเองสิ เ้าบ้า!!”
จากนั้นผมก็ค่อยๆ มองลงไปยังบริเวณพื้นที่สงวนของผมอย่างช้า ๆ โอ้โห!!เต็มตา มิน่าล่ะ พวกชาวบ้านถึงได้ทำตัวแปลก ๆ เพราะผมนั้นได้โชว์หอคอยมลทินให้พวกชาวได้เห็นไปซะแล้วล่ะครับท่านผู้ชมจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหนล่ะทีนี้!!
ไลโค: “ฮือๆ...เป็เ้าบ่าวไม่ได้แล้ว... ฮือๆ”
อาเธอร์: “โอ๋!! ไม่ต้องร้องนะไม่ต้องร้อง...”
อาเธอร์ได้เข้ามาช่วยพยุงตัวผมที่หมดแรงจนเข่าทรุดลงไปกับพื้นและกำลังรำพึงรำพัน
ไลโค: “ฮึกๆ นะ...นายนี่มัน...เป็คนดีจริง ๆ เลยนะ ฮือๆ”
ผัวะ!!!
ก่อนที่ผมจะได้ทันตั้งตัวก็โดนกำปั้นยัดเข้าไปที่ท้องอย่างจัง
ไลโค: “อะ..อะ..อ่อก!!”
อาเธอร์:”หยุดบ้าได้แล้วไอ้อ้วนเอ้ย...อ่ะนี่กางเกงเอาไปเปลี่ยนให้มันเรียบร้อยซะ!!”
อาเธอร์พูดจบก็ได้โยนกางเกงขายาวมาให้ ซึ่งมันเป็กางเกงของคุณวิลเลี่ยมด้วยความจำเป็นี้เองนี้เองทำให้ผมต้องยัดก้นใหญ่ ๆของผมลองไปในกางเกงของคุณวิลเลี่ยมแน่นอนว่ากว่าผมจะยัดลงไปได้เล่นเอาหายใจไม่เป็จังหวะเลยทีเดียว แล้วภาพต่อจากนั้นมันคืออะไรงั้นเหรอหึ! ข้าวต้มมัดยังไงล่ะ
ไลโค: “คับชะมัดเลย... เป้ามันจะแตกไหมเนี่ย?”
อาเธอร์: “แค่มีให้ใส่ก็ดีแค่ไหนแล้วเห้อ... อีกไม่กี่วันแกก็จะอายุครบ 18 แล้วไม่ใช่หรือไง? หัดทำตัวให้มันสมกับเป็ผู้ใหญ่ซะบ้างสิ”
ไลโค: “หนอย!! ฝากไว้ก่อนเถอะแก…”
ถึงไม่ต้องบอกผมก็รู้ตัวเองดีอยู่แล้ว ผมน่ะนะเป็พวกไม่เอาไหนสุด ๆไปเลยล่ะ ทั้งี้เี ทั้งซุ่มซ่าม แถมยังเป็พวกชอบเพ้อฝันอีกต่างหาก ทำอะไรก็ไม่เป็ชิ้นเป็อันเลยสักอย่างซึ่งมันทำให้ผมคิดว่าไม่มีอะไรแย่กว่าการเป็ตัวเองในทุกวันนี้เลย
อาเธอร์: “คุณยายแองเจลลิก้าจะต้องเสียใจมากแน่ๆ ที่เห็นสภาพแกตอนนี้”
คุณยายแองเจลลิก้าที่อาเธอร์พูดถึงนั้นก็คือคุณยายที่เลี้ยงผมมานั้นเอง ซึ่งผมกับท่านไม่ใช่คนที่มีสายเืเดียวกันในอดีตผมได้รับความช่วยเหลือจากท่านมากมาย และท่านก็ยังได้อุปการะเลี้ยงดูผมมาอีกด้วยพร้อมกับที่ท่านมอบความรักความอบอุ่นให้กับผม ทำให้ผมสามารถกลับมามีชีวิตได้อีกครั้งถึงตอนนี้ผมก็ยังคิดไม่ออกเลยว่าถ้าตอนนั้นไม่ได้เจอกับท่านตัวผมจะเป็อย่างไร
แปะๆ
วิลเลี่ยม:”ถ้ามีแรงมาทะเลาะกันแบบนี้มาช่วยทำงานกันดีกว่าไหมทั้งสองคน?” คุณวิลเลี่ยมที่เห็นเราทั้งสองคนทะเลาะกันอยู่นานก็ปรบมือพร้อมกับเตือนว่าพวกเรายังมีงานต้องทำกันอีกมาก
หลังจากนั้นพวกเราก็เริ่มทำงานในฟาร์มกันถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ฟาร์มที่ใหญ่โตอะไร แต่เราก็มีกันแค่สามคนและ่นี้ก็ยังเป็ฤดูเก็บเกี่ยวอีกด้วย ไหนจะต้องให้อาหารสัตว์ซ่อมอุปกรณ์ของใช้ในฟาร์มที่พัง และอื่น ๆ อีกซึ่งมันดูจะเป็งานที่เยอะเกินไปสำหรับคนสามคนแต่คุณวิลเลี่ยมก็ไม่อยากจ้างคนมาเพิ่ม หรือซื้อเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในฟาร์มเหตุผลเื่ต้นทุนที่จะเพิ่มสูงมากขึ้นนั้นเองซึ่งั้แ่มีนโยบายใหม่จากเมืองหลวงภาษีที่เราต้องจ่ายก็มากขึ้นไปอีกทำให้ตอนนี้ขายผลผลิตไปก็แทบจะไม่ได้อะไรแล้ว
ไลโค: “จริงสิ! คุณวิลเลี่ยม...อีกไม่นานฤดูหนาวก็จะมาถึงแล้วพวกเราต้องกักตุนผลผลิตพวกนี้ไว้ใช้ตอนฤดูหนาวด้วยสินะครับ”
วิลเลี่ยม: “อืม... ดูเหมือนว่าฤดูหนาวปีนี้จะนานซะด้วย...หวังว่าอาหารที่เราตุนไว้จะพอให้ผ่านพ้นไปได้นะ”
คุณวิลเลี่ยมพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง พร้อมกับแสดงสีหน้าขมขื่นขึ้นมาเล็กน้อย
อาเธอร์: “โธ่เว้ย!! ทั้ง ๆ ที่โลกของเราก้าวไกลขนาดนี้ จนอาณาจักรนี้เองก็มีเทคโนโลยีทันสมัยใช้อำนวยความสะดวกทุกอย่างแต่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับแม้แต่สิทธิพื้นฐานในการดำรงชีวิตเลยด้วยซ้ำไป พอถึงฤดูหนาวแบบนี้ก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดเป็เพราะไอเฮงซวยนั่น... อาณาจักรไลอ้อนเนส (lioness’s kingdom) ถึงได้ตกต่ำลงไปแบบนี้!! และสักวัน...ฉัน...จะ...”
อาเธอร์ที่จู่ๆ พูดประเด็นนี้ขึ้นมาพร้อมกับแสดงสีหน้าโกรธแค้นอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันผมก็ััได้ถึงความเศร้าและความกลัวจากแววตาของเขาด้วย
วิลเลี่ยม: ”พอได้แล้วอาเธอร์”
คุณวิลเลี่ยมแทรกสิ่งที่อาเธอร์กำลังจะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งเช่นเดิม
อาเธอร์: “แต่ว่า!!”
วิลเลี่ยม: “ฉันบอกให้พอได้แล้ว!! ไม่ยินรึไง”
อาเธอร์ที่ผงะไป เมื่อได้ยินคุณวิลเลี่ยมตวาดใส่ ทำได้แต่กัดฟันเอาไว้แน่นหลังจากนั้นบรรยากาศก็เงียบสนิทชนิดที่ว่าได้ยินเสียงปีกของแมลงกระทบกันได้อย่างชัดเจน
ซึ่งเหตุการณ์ที่พ่อลูกคู่นี้ปะทะอารมณ์กันไม่ได้เกิดขึ้นเป็ครั้งแรกหรอกครับทุกครั้งที่พูดเกี่ยวกับความเป็อยู่ของชาวบ้านในอาณาจักรนี้ เขาก็จะของขึ้นทุกครั้งและคุณวิลเลี่ยมก็มักจะหยุดอาเธอร์ไว้ได้เสมอ ส่วนผมน่ะเหรอ? รับบทเป็คนไกล่เกลี่ยยังไงล่ะครับผมก็พอเข้าใจความรู้สึกของอาเธอร์อยู่บ้างเหมือนกัน ทั้งเื่พวกขุนนางทำตามใจชอบกดขี่ขมเหงประชาชน ขูดรีด ปล่อยให้ประชาชนอดอยาก ไม่เหมือนกับอาณาจักรไลอ้อนเนสในอดีตราวฟ้ากับเหวยังไงยังงั้น
ในอดีตอาณาจักรไลอ้อนเนสเป็หนึ่งในสามของอาณาจักรในทวีปยูโรก้าที่เรืองอำนาจที่สุดภายใต้การปกครองของกษัตริย์อาเธอร์เลออนฮาร์ด (KingArthur Leonhard) กับเหล่าอัศวินของพระองค์พวกเขาเ่าั้ถูกขนาดนามว่า “กรงเล็บสิงโต” ดัวยพระปรีชาสามารถรอบด้านของกษัตริย์อาเธอร์ และพลังของเหล่ากรงเล็บสิงโตที่ทำให้อาณาจักรนี้พัฒนาสู่ยุคที่รุ่งเรืองที่สุดเท่าที่เคยมีมาในอดีตแต่ทว่าความรุ่งเรืองนั้นกลับอยู่ได้ไม่นานนัก เหตุเกิดจากเมื่อสิบสองปีก่อนทางราชสำนักได้ออกมาประกาศถึงการตของกษัตริย์อาเธอร์เนื่องด้วยพระอาการประชวรอย่างกระทันหันและพระองค์ทรงไม่มีรัชทายาทในการสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระองค์ ทำให้พระอนุชาอย่างเ้าชายวอร์ติกัน (vortigern) ผู้มีนิสัยโเี้ได้ขึ้นครองราชย์แทนพระองค์หลังจากกษัตริย์วอร์ติกันได้ขึ้นครองบัลลังค์เหล่ากรงเล็บสิงโตนั้นก็ได้หายตัวไปอย่างเป็ปริศนาว่ากันว่ากษัตริย์ได้ทำการสังหารเหล่ากรงเล็บสิงโตทั้งหมดเพื่อไม่ให้มีใครคานอำนาจของพระองค์ได้ทำให้ยุคแห่งการกดขี่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น นั้นเป็เื่ราวก่อนที่ผมจะมาที่อาณาจักรแห่งนี้
เอาล่ะ!! ทีนี้เราจะทำยังไงกับบรรายากาศที่สุดแสนจะอึดอัดแบบนี้ดี...โอ้จริงสิ!! ชวนคุยเื่นั้นดีกว่า
ไลโค: “โอ้!! จริงด้วยสิ!!รู้สึก่นี้ชาวบ้านเขารือกันว่ามีคนเก็บเ้านั้นได้จากป่าบนูเาด้วยนะ...ดูเหมือนปีนี้จะออกมาเยอะเลยทีเดียว… ฉันว่าจะไปเก็บมันซักหน่อยหลังจากนี้”
ผมพูดลอย ๆ ออกไปและรอดูปฏิกิริยาทั้งสองคน
อาเธอร์:”ว่าไงนะ!!”
วิลเลี่ยม:“ว่าไงนะ!!”
ทั้งสองคนหันมาทางผม พร้ะโกนออกมาอย่างสามัคคี และเมื่อทั้งสองคนได้เห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็มีอาการดังต่อไปนี้ครับท่านผู้อ่าน
วิลเลี่ยม:”ใช่ว่าฉันจะอยากได้มันซักหน่อย เอื้อก…”
แหมเสียงกลืนน้ำลายดังมาถึงนี้ แต่ตาแก่นี้ปากแข็งกว่าที่คิดไว้ซะอีกนะเนี่ย
อาเธอร์:”ใช่แล้ว...ของแบบนี้ไว้ไปหาเมื่อไหร่ก็ได้ เอื้อก...”
นี้ก็ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริง ๆปากแข็งทั้งพ่อทั้งลูก หุหุ... แต่ก็ถือว่ายังได้ผล แต่ก็คงต้องกระตุ้นอีกซักหน่อย
ไลโค: “ถ้าพูดกันแบบนั้นฉันคงต้องไปหาไว้กินคนเดียวแล้วสิแบบนี้ แล้วก็นะเ้านั้นน่ะไม่ได้มีทุกปีด้วยสิ แถมหาก็ยากด้วยสิ เพราะงั้นการที่ฉันมันไว้กินคนเดียวไม่แบ่งใครก็ไม่ถือว่าเป็การเห็นแก่ตัวใช่ไหมล่ะ? เห้อ... ฉันนี้มันแย่จริง ๆ เลย”
“งั้นแกก็เตรียมตัวไปหางานใหม่ได้เลย!!”
ทั้งสองคนผสานเสียงที่เย็นเฉียบเข้าด้วยกัน
ไลโค: “ทีนี้ล่ะพร้อมเพรียงกันขึ้นมาเชียวฉะ..ฉันล้อเล่นต่างหากล่ะ หลังจากนี้เราไปหาด้วยกันนะทุกคน แฮะๆ”
ผมหัวเราะแห้ง ๆ ออกไป พร้อมกับโบกมือตรงหน้าไปมา
“ล้อ... กึกๆ เล่น... งั้น...เหรอ... กึกๆ”
ทั้งสองคนย่างกายเข้ามาหาผมอย่างช้าๆ พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงและสำเนียงประหลาด
ไลโค: “อะ...เอ่อ...คุณท่านทั้งสองขอรับ เอาหน้ามาชิดกระผมแบบนี้... เอ่อ...คือว่ามันอึดอัดนะขอรับ”
“ฆ่า... กึกๆ ฆ่า...”
ผลัวะ
อาเธอร์เหวี่ยงหมัดเข้ามาที่ท้องน้อยของผมอย่างรุนแรง
ไลโค: “เอื้อ!! ดะ...เดี๋ยวก่อนสิ!!ขะ...ขอโทษ… นั้นมันเห็ดลักซ์ชรูมนี้น่า”
ถ้าหากพวกเขามีอาการแบบนี้แล้วล่ะก็พูดไปเท่าไหร่ก็ไม่ฟังแล้วล่ะ พวกเขาตกอยู่ในสภาวะที่ขาดสติขาดสติสัมปชัญญะไปโดยสิ้นเชิงและมันจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมบอกว่าจะไม่แบ่งของกินให้ ผมขอขนานนามมันว่า “เบอร์เซิกเกอร์แห่งความตละกะ” หรือโมโหหิวนั้นเอง ด้วยเหตุนี้เองผมจึงต้องใช้ของที่พวกเขาอยากได้มาหลอกล่อเอาไว้ซึ่งมันก็ได้ผลซะด้วย มันทำให้พวกเขาสนใจทางอื่น ขณะเดียวกันตัวผมก็ได้วิ่งสวนทางไปอีกทางหนึ่ง
ไลโค:”รอดแล้วโว้ย!! ฮ่าๆ”
ฟิ้ว... โป้ก!!
ถังน้ำที่ว่างเปล่าพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงกระแทกเข้าที่หัวของไลโคเข้าอย่างจังทำให้เขาล้มกลิ้งไปบนพื้น และปีศาจจอมกระหายเืทั้งสองก็ได้พุ่งมาหาเขาอย่างรวดเร็ว
“ส่ง...เห็ด…นั้นมาซะ!!กรรรร!!”
ไลโค: “ม่ายยยยย!!”
เขากรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียงแต่ก็ไร้วี่แววความช่วยเหลือ
ผลัวะ!! ตุบตับๆ!!โผละ!! ทั้งสองคนรัวหมดเท้าเข่าศอกใส่ไลโคอย่างไม่ปราณี
อาเธอร์:”ฟู่...งานเสร็จสักทีนะว่าแต่พ่อพรุ่งนี้จะไปเก็บเห็ดด้วยกันไหม?”
อาเธอร์บิดี้เีพร้อมถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะถามคุณวิลเลี่ยม
วิลเลี่ยม:”อืม...พรุ่งนี้งั้นเหรอ? คงไม่ได้หรอก มีธุระต้องเข้าไปในเมืองน่ะ”
คุณวิลเลี่ยมที่เอามือทุบไหล่ตัวเองอยู่นั้นตอบไปด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
อาเธอร์:”เข้าใจแล้วล่ะ... ป่ะพ่อไปกินข้าวเย็นกันดีกว่าชักจะหิวแล้ว”
อาเธอร์เอามือลูบท้องของเขาไปด้วยขณะที่ชวนคุณวิลเลี่ยม
วิลเลี่ยม:”โอ้!!ฉันหิวจนจะกินบ้านได้ทั้งหลังอยู่แล้ว ฮ่าๆ”
จากนั้นทั้งสองคนก็พากันเดินเข้าบ้านไปรับประทานอาหารเย็นแต่พวกเขาไม่ได้เอะใจเลยว่าพวกเขาลืมอะไรบางอย่างไว้ข้างนอกนั้น
ไลโค: “แอ่กๆ... เจ็บตรงนี้...เอื้อ!!...ปวดตรงนั้น...อะเฮื้อ!!”