บทที่ 2
สาวใช้ องครักษ์และคุณหนู
จวนตระกูลหลี่
ชายชราผมขาวสนิทใบหน้าซูบผอม สวมเสื้อสีน้ำเงินเข้มเรียบง่ายนั่งหลังตรงเพ่งมองเอกสารตรงหน้าที่ต้องเร่งจัดการ มันกองอยู่ด้านข้างเป็งานเร่งด่วนที่ยังไม่ได้จัดการนี่เป็เื่ปกติสำหรับใต้เท้าหลี่หรือหลี่เหวินกวง ผู้เอาจริงเอาจังทั้งยังมีนิสัยรอบคอบเสมอ
ปัจจุบันเขาอายุหกสิบปีเป็อัครมหาเสนาบดีแคว้นเยี่ยนผู้ได้ชื่อว่าเป็จิ้งจอกเฒ่าเ้าเล่ห์แห่งราชสำนักผู้หนึ่ง ยากที่ใครจะรังแกอำนาจในมือก็มากล้น ไม่มีอะไรที่เขาอยากทำแล้วทำไม่ได้
ถึงแม้ว่าเขาจะได้ชื่อว่าเป็ผู้เก่งกาจและมากความสามารถเพียงใดแต่มีหนึ่งเื่ที่เขายากจะแก้ไข ทั้งยังเป็เหตุให้เป็ทุกข์มาถึงทุกวันนี้นั่นคือเื่บุตรสาวคนเล็ก หลี่หว่านเอ๋อร์บุตรสาวซึ่งหลี่ฮูหยินทิ้งไว้ก่อนเสียชีวิต นางมาเกิดตอนหลี่ฮูหยินอายุมากแล้วทั้งบุตรคนนี้ยังเป็บุตรสาวเพียงคนเดียว และนางมีอายุห่างจากพวกพี่ ๆ อย่างมาก
ตลอดชีวิตหลี่เหวินกวงแต่งกับสตรีเพียงคนเดียวหลังจากฮูหยินจากไป ที่เพิ่งทางใจที่เหลืออยู่ก็คือบุตรทั้งสามโดยเฉพาะบุตรสาวคนเล็กที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายมารดาของนางอย่างยิ่ง เขาจึงยิ่งรักหวงแหนเป็ที่สุด
หลี่หว่านเอ๋อร์เกิดมาก็มีร่างกายอ่อนแอต้องค่อยประคบประหงมดูแลเป็อย่างดีถึงจะโตมาได้เพียงนี้ มันไม่ใช่ง่ายเลยหมอหลายต่อหลายคนต่างบอกให้เขาทำใจ บุตรสาวผู้นี้ของเขาอาจมีชีวิตไม่พ้นอายุสิบหกเขารับไม่ได้กับความจริงดังกล่าวหลายปีมานี้จึงหาวิธีมากมายเพื่อยื้อลมหายใจบุตรสาวอันเป็ที่รัก
ภายหลังจากที่ได้รับการ 'รักษา' กับนักพรตพเนจรร่างกายนางดีขึ้นราวปาฏิหาริย์ ส่งผลให้หมอกควันแห่งความเศร้าโศกภายในจวนสลายไปหน้าตาและอารมณ์ของหลี่เหวินกวงพลอยสดใสตามไปด้วย
พ่อบ้านหลิวมองใบหน้าผู้เป็นายก็ยิ้มตามก่อนเอ่ยรายงานตามปกติ
"นายท่านท่านนักพรตซูมาถึงแล้วขอรับ" หลังได้ยินว่าแขกที่รอมาถึงหลี่เหวินกวงพลันทิ้งงานที่ค้างอยู่อย่างไม่ลังเลเร่งฝีเท้าเดินไปยังเรือนรับแขกไม่รีรอ
"ท่านนักพรตซูรอนานหรือไม่"หลี่เหวินกวงเอ่ยทักทายนักพรตชราทันทีหลังผ่านประตูเรือนรับรองเข้ามา
"ไม่เลยๆ" ฝ่ายถูกทักโบกมือปฏิเสธอีกทั้งยังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี "ข้ายังไม่ทันนั่งเสียด้วยซ้ำใต้เท้าก็มาแล้ว"
"หลังทราบว่าท่านมาถึงนายท่านก็ทิ้งงานในมือเร่งมาพบท่านเลยขอรับ" พ่อบ้านหลิวเอ่ยยิ้มๆ
"หลิวเต๋อเ้าขายข้าเสียแล้ว" ทั้งสามคนต่างหัวเราะ เ้าเชิญข้าข้าเชิญเ้าถึงจะได้นั่งด้วยท่าทางเป็กันเองไม่ใช่ท่าทางของขุนนางวางอำนาจกับผู้น้อย
หากเป็เมื่อสองวันก่อนหน้าหลี่เหวินกวงคงไม่สุภาพและเอาใจใส่อีกฝ่ายมากปานนี้
"ข้าขอบคุณท่านนักพรตซูอีกครั้ง..."หลี่เหวินกวงเอ่ย
"ใต้เท้าหลี่อย่าได้เกรงใจ...คุณหนูหลี่ยังคงต้องรักษาตัวให้ดี"นักพรตชรายิ้มตอบ สีหน้าเขาดูกังวลใจแทบไม่กล้าสบตาคู่สนทนาเบนสายตามองถ้วยชาแทน
"นางมีชีวิตอยู่ข้าก็ดีใจมากแล้ว"จิ้งจอกเฒ่าเ้าเล่ห์เเห่งราชสำนักผู้ไม่เคยหลั่งน้ำตามาคราวนี้น้ำตาซึม จนยากจะเชื่อ
ถ้าบรรดาใต้เท้าที่เชือดเฉือนกันในท้องพระโรงมาเห็นเป็ต้องขยี้ตาเบิกตาอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้า
"นางมีอันใดแปลกไปหรือไม่"
หลี่เหวินกวงเอาชายแขนเสื้อซับน้ำตานิ่งครุ่นคิดเพียงครู่
"ก็มีบ้าง"ใบหน้าชราเผยยิ้มเมื่อเอ่ยถึงบุตรสาว "นางดูเหมือนจะพยายามหลบหน้าข้า"เขายิ้มจ้องนักพรตชรา
"ท่านว่าแปลกหรือไม่"
เมื่อสายตาจิ้งจอกเฒ่าแห่งราชสำนักมองมาเล่นเอาซูไป๋เฉิงเสียวสันหลังวาบ แต่ยังคงรักษาสีหน้านิ่งเรียบทำทีเหมือนคนกำลังครุ่นคิดถึงสาเหตุของปัญหามือไม้ขยับยุกยิกเหมือนกำลังคำนวณอะไรอยู่
"สิ่งที่ข้าทำในครั้งนี้ท่านรู้ใช่หรือไม่ว่ามันฝืนชะตาฟ้าดิน..." กล่าวถึงครึ่งเขาก็หยุดมองสบตาผู้ฟังซึ่งพยักหน้ารับรู้ ซูไป๋เฉิงจึงเอ่ยต่อ
"ข้าเกรงว่านางจะไม่เหมือนเดิม...อย่างเช่นความทรงจำบางอย่างอาจหายไปและนั่นอาจทำให้เกิดความสับสนได้..."
"ทุกสิ่งย่อมมีค่าตอบแทนข้าเข้าใจหลักการข้อนี้ดี" หลี่เหวินกวงทอดถอนลมหายใจปล่อยวางหาได้เศร้าโศกอันใด สำหรับบิดาเช่นเขา เพียงได้เห็นบุตรยังมีชีวิตอยู่ก็ดีมากแล้ว
"หลังจากเปลี่ยนสาวใช้หว่านเอ๋อร์อาการดีขึ้นมาก ท่านนักพรตซูยังมีสิ่งใดจะชี้แนะอีกหรือไม่"
ซูไป๋เฉิงนิ่งคิดพลางคำนวณและพึมพำกับตัวเอง ไม่นานจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"หาสตรีผิวคล้ำที่เกิดเดือนแปดวันที่แปดมาอยู่ข้างกายนางจะดึงสิ่งที่ดีและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นอกจากนี้ดวงจะส่งเสริมสุขภาพ "
หลี่เหวินกวงพยักหน้าเข้าใจกวักมือเรียกพ่อบ้านมากระซิบสั่งการบางอย่าง เมื่อพ่อบ้านรับทราบงานจึงเดินออกไป
ฝ่ายนักพรตชราลูบเคราสีหน้าเรียบนิ่งั์ตาสีขุ่นเจือแววพึงพอใจเพียงชั่ววูบก่อนกลับไปราบเรียบไร้อารมณ์
หลี่หว่านเอ๋อร์เดินมาหยุดภายในเรือนหรงฮวาภายใต้การคุ้มกันขององครักษ์ร่างบึกบึน เสี่ยวเอ้อร์วิ่งมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มการค้าลอบมองเหล่าชายฉกรรจ์สีหน้าเข้มอย่างหวาดระแวง
หลินลั่วสะกิดเสี่ยวเอ้อร์ขณะที่กำลังมองบรรดาองครักษ์
"เลิกมองได้แล้วรีบเตรียมห้องที่ติดถนนมาห้องหนึ่ง"
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มเจื่อนทั้งเอ่ยสุภาพ "วันนี้ห้องทุกเต็มหมดแล้วขอรับต้องขออภัยเป็อย่างยิ่ง"
วันนี้เ้าของหอจัดงานเลี้ยงสังสรรค์พอดีชั้นสามจึงถูกปิดไม่ให้ผู้ใดเข้าส่วนชั้นสองก็เต็มไปด้วยเหล่าคุณชายสูงศักดิ์ซึ่งเป็ลูกค้าประจำ
คิ้วของสาวใช้ขมวดมุ่นจ้องมองสายตานิ่ง ๆ "อันใดกันเรือนก็ออกจะใหญ่โต..."
พูดยังไม่ทันจบนิ้วมือเรียวงามขาวผ่องของหลี่หว่านเอ๋อร์แตะบนไหล่สาวใช้ นางยิ้มบาง ๆส่งสัญญาณให้หลิวลั่วหยุด
"ขออภัยจริง ๆ ขอรับคราวหน้าข้าจะจองให้ท่านก่อนใครเลย..."
"ช่างเถอะเอาไว้ครั้งหน้าก็แล้วกัน"พูดเสร็จหลินลั่วหันไปประคองคุณหนูของนางเตรียมจะจากไป
ทันใดนั้นก็มีบุรุษหนุ่มแต่งตัวทะมัดทะแมงสีน้ำตาลเข้มมาขวางหน้าทั้งสองไว้
องครักษ์จวนสกุลหลี่เตรียมชักกระบี่ที่เหน็บข้างเอวมาจะจัดการชายดังกล่าวทว่าถูกหลี่หว่านเอ๋อร์ส่งสายตาห้ามปรามเสียก่อน
นางไม่อยากสร้างเื่วุ่นวายจนตกเป็เป้าสายตาจากคนอื่นนี่คือเมืองหลวงอยู่ภายใต้จมูกของโอรส์ผู้นั้นหากเพียงเพื่อเื่เล็กน้อยเท่านี้ ทำให้นางตกเป็ที่สนใจหลายสายตาจับจ้องมามันไม่ใช่เื่ดีเลย มีแต่นำความยุ่งยากน่าหงุดหงิด
ชายคนดังกล่าวหลังเห็นองครักษ์เก็บกระบี่เข้าฝักแล้วเขาจึงเดินเข้าไปตรงหน้าหลี่หว่านเอ๋อร์ประสานมือทำความเคารพ
"แม่นางนายของข้าเป็ต้นเหตุทำให้ไม่มีห้องว่างเขาจึงรู้สึกเสียใจ อยากเชิญท่านร่วมโต๊ะ หากท่านไม่รังเกียจเชิญตามข้าน้อยมาขอรับ"
ขณะชายหนุ่มพูดหลี่หว่านเอ๋อร์เหลือบกระบี่ที่มีตราสัญลักษณ์ของอีกฝ่ายฟังน้ำเสียงและดูท่าทางหนักเเน่น นางพอจะคาดเดาได้คร่าว ๆว่าเ้านายคนผู้นี้คือใคร...
มันทำให้นางนึกอยากจะตอบว่ารังเกียจไม่อยากร่วมโต๊ะกับนายของอีกฝ่าย
แม้ภายในใจจะคิดอย่างไรก็ไม่อาจพูดออกมา ภายนอกยังคงต้องแสร้งยิ้มและตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ
"ฝากขอบคุณสำหรับไมตรีแต่ข้าคงต้องกลับแล้ว" นางยิ้มแล้วดึงแขนหลินลั่วเดินจากไปโดยไม่รอคำตอบรับ
นางแทบอยากหลีกหนีไปให้ไกลไม่อยากข้องแวะกับเชื้อพระวงศ์ แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
ดีที่นางตาดีสังเกตเห็นตราสัญลักษณ์ประทับรูปวิหคเพลิงตรงด้ามกระบี่ที่ใช้เฉพาะทหารองครักษ์ของคนในราชวงศ์แซ่เยี่ยนนางจำไม่ผิดแน่
ถ้าให้เดาผู้ที่เชิญจะต้องเป็หนึ่งในบรรดาองค์ชายพวกพี่ชายต่างมารดาที่ชั่วร้าย
ต้องหนีให้ไกล!
หลี่หว่านเอ๋อร์เร่งฝีเท้าเดินจนเหล่าองครักษ์ต่างฉงนกับความเร่งรีบของนาง ตอนกลับต่างกับตอนมาลิบลับ
ผู้ที่นางเดินผ่านต้องหลีกทางให้เนื่องจากท่าทางดูเหม่อลอยไม่มองสิ่งใด เหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตน
"คุณหนูระวังเ้าค่ะ!"หลินลั่วะโขึ้น เรียกสติหลี่หว่านเอ๋อร์พลันได้สติจะหันกลับไปมองสาวใช้ก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามันเอียงแปลกไป
สับสนเพียงครู่ จึงทราบว่าตนได้เหยียบอะไรสักอย่างบนพื้นจนลื่นและกำลังหงายหลังล้มลงในเสี้ยวพริบตานั้นหางตาเหลือบเห็นสีเหลืองของเปลือกกล้วยราง ๆ ลอยขึ้นมา
น่าตายนักผู้ใดมันกินกล้วยแล้วทิ้งเปลือกไว้!
หลับตาอยู่นานก็ไม่รู้สึกถึงความเ็ปหลังก็ไม่ได้ััพื้น แต่ความรู้สึกเหมือนกับอยู่ในอ้อมแขนของใครสักคนหญิงสาวจึงลืมตามองภาพเบื้องหน้า จึงพบว่าตนอยู่ในอ้อมแขนผู้อื่นจริง ๆ
นางจ้องมองสบตาอีกฝ่ายซึ่งสวมแว่นตาทรงกลมที่ยากจะพบเห็นในคนทั่วไปนางเคยเห็นฮ่องเต้สวมตอนทรงงานอยู่ครั้งหนึ่ง
"แม่นาง...ข้าหนัก"
หลี่หว่านเอ๋อร์ได้สตินิ่งอึ้งกับประโยคที่ได้ยิน ภายในใจรู้สึกอับอายแต่น้อยความขุ่นเคืองนางยิ้มเจื่อนเอ่ย
"ขอบคุณคุณชาย..."
หลังจากสำรวจดี ๆ พบว่าแม้อีกฝ่ายจะสวมชุดบุรุษรวบผมเป็หางม้า อีกทั้งท่าทางทะมัดทะแมงคล้ายบุรุษ ความจริงกลับเป็สตรีผู้หนึ่ง
"ฉากนี้นี่มันต้องเป็ตอนที่พระเอกกับนางเอกเจอกันชัดๆ" หญิงนิรนามเอ่ยพึมพำกับตนหลี่หว่านเอ๋อร์ได้ยินไม่ชัดยากจับใจความได้
"ท่านว่าอะไรนะ"
"เปล่าๆ ข้าแค่คุยกับตนเอง ฮ่าฮ่า " นางยิ้มกว้างอย่างเปิดเผยพลางโบกมือปฏิเสธ
จากท่าทางของอีกฝ่ายหลี่หว่านเอ๋อร์เข้าใจว่าหญิงสาวผู้นี้ต้องไม่ใช่คุณหนูชนชั้นสูงในเมืองแน่ท่าทางนางดูเผยมากเกินไป กิริยาไม่ค่อยสำรวมทั้งมีผิวสีน้ำผึ้งไม่ขาวผ่องเหมือนคนในเมืองหลวง
"ข้าต้องขอบคุณแม่นางที่ช่วยข้า"หลี่หว่านเอ๋อร์เอ่ยอย่างเป็มิตร
"ไม่เป็ไรๆ ...ที่จริงเป็ข้าผิดเองทิ้งเปลือกกล้วยไม่เป็ที่" หญิงสาวเอ่ยพลางหัวเราะเก้อเขิน
หลี่หว่านเอ๋อร์ตวัดสายตาจ้องในใจอย่างเขย่าร่างตะคอกเสียงเหี้ยมว่าเหตุใดจึงเป็คนเช่นนี้ กล้าทิ้งเปลือกกล้วยตามอำเภอใจได้อย่างไร!
หากคุณหนูผู้อื่นมาเหยียบเข้าจะต้องรู้สึกอับอายที่ต้องล้มหงายหลังต่อหน้าผู้คนมากหน้าหลายตาถ้าขณะล้มกระโปรงเลิกขึ้นในท่าไม่งดงาม ต้องอายจนไม่มีหน้าพบใครได้อีกอาจส่งผลให้ปิดประตูเรือนแขวนคอดับชีวิตตนเอง
นี่มันคือการก่ออาชญากรรม!
อีกฝ่ายที่ไม่รู้จะแก้ตัวอย่างไรได้แต่เกาแก้มหัวเราะแห้ง นางยืนเรียบร้อยยอมให้ถูกต่อว่าทางสายตา
หลินลั่วมองเหตุการณ์อยู่ไกลๆ วิ่งเข้ามาสำรวจเ้านายฉับพลัน ทั้งยังแทรกกลางระหว่างทั้งสองอย่างเนียน ๆ
"คุณหนูท่านเป็อะไรหรือเ้าคะเจ็บตรงไหนไหม" มองสำรวจั้แ่หัวจรดเท้าไม่พบร่องรอยสึกหร่อ หลินลั่วก็คลายกังวล หันไปจ้องสำรวจคนแปลกหน้าด้านข้าง
หลังพบว่าเป็สตรีหลินลั่วก็เลิกตั้งแง่ขยับไปยืนอยู่ข้าง ๆ ผู้เป็นาย
"ข้าไม่เป็ไรดีที่แม่นางผู้นี้ช่วยได้ทันการ ขอบคุณแม่นางอีกครั้งที่ช่วยข้าไว้" หลี่หว่านเอ๋อร์เก็บสายตาดุด่าไม่เป็มิตร แล้วยิ้มอ่อนโยนเอ่ยขอบคุณหญิงสาวสวมแว่นตาที่อีกครั้ง
"ขอบคุณแม่นางข้าขอตัว..."
มืออีกฝ่ายคว้าจับแขนหลี่หว่านเอ๋อร์ไว้แน่น
"ไม่เป็ไรไม่ต้องเกรงใจ เพียงแต่ว่า..." หญิงสาวนิรนามมีสีหน้าลำบากใจนางเหลียวมองผู้ติดตามหลี่หว่านเอ๋อร์ เหลียวมองหลิวลั่วยืนอยู่ด้านข้างแล้วจึงมาหยุดสายตามองหลี่หว่านเอ๋อร์
จนคนถูกมองเผลอคิ้วกระตุกแต่เก็บสีหน้าทันรอยยิ้มอ่อนหวานยังเปื้อนใบหน้าราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวปริศนาเงียบอยู่นานก่อนจะตัดสินเอ่ยออกมา
"แม่นางข้าขอยืมเงินท่านสักหน่อยได้หรือไม่"
หลี่หว่านเอ๋อร์ "หา?"
หลินลั่ว "..."
หญิงสาวนิรนาม "พอดีข้าโดนล้วงกระเป๋าระหว่างทางตอนนี้ไม่มีเงินกินข้าว"
ได้ยินดังนั้นหลี่หว่านเอ๋อร์ไม่รู้จะตอบสนองอย่างไรดีนางเพิ่งเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้เป็ครั้งแรก
แม่นางผู้นี้ลืมไปหรือไม่ว่าพวกนางไม่รู้จักกัน...
"สือเอ้อร์ สืออู่ จับนางไว้นางทำตัวน่าสงสัย ต้องนำตัวไปสอบสวนที่จวน!"
จู่ ๆหลินลั่วก็ออกคำสั่ง มือชี้ไปยังหญิงสาวนิรนาม
"คุณหนูที่นี่อันตรายรีบกลับกันเถอะเ้าค่ะ"
หา?
หลี่หว่านเอ๋อร์ถูกสาวใช้ประคองกึ่งลากกึ่งดึงองครักษ์ยิ่งเคร่งขรึมคุ้มครองเต็มกำลังสุดท้ายแล้วนางก็กลับมาถึงจวนสกุลหลี่ด้วยเหตุฉะนี้
ส่วนหญิงแปลกหน้าถูกจับมาที่จวนสกุลหลี่ด้วยฝีมือองครักษ์ ตามคำสั่งของสาวใช้คนสนิทของนาง
หลี่หว่านเอ๋อร์ผู้เป็คุณหนูยังงุนงงไม่ทันได้พูดอะไรสักคำ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นรวดเร็ว พริบตาเดียวก็พลิกผัน
หลี่หว่านเอ๋อร์กลับถึงเรือนหมู่ตาน[1] นั่งกุมขมับ
นี่มันเื่อะไรกัน?
[1] หมู่ตาน ดอกโบตั๋น (牡丹花) เป็ดอกไม้ที่สีสันสดใสมีกลิ่นหอม เป็ดอกไม้ที่นิยมใช้ในงานศิลปะต่าง ๆ มากมาย และถือเป็ดอกไม้ของจักรพรรดิ