> แรก
จะมีอะไรสุขสมยิ่งกว่าตื่นมาเล่นฟุตบอลเช้าวันอาทิตย์ ผมประพฤติเช่นนี้ทุกครั้งยามเข้าเมือง
สนามฟุตบอลเป็แหล่งรวบรวมศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน จนถึงศิษย์อนาคต ก็พวกเด็กมัธยมแถวนี้นี่แหละ เกมลูกหนังเริ่มหวดก่อนเจ็ดโมงเช้าลากยาวจนสิบโมงจึงแยกย้าย บางกลุ่มชักชวนกันหาอะไรกินต่อ อัปเดตข่าวคราวรุ่นพี่รุ่นน้อง ผมทราบมาว่าบางทีรุ่นพี่ซึ่งขึ้นชั้นเป็เมเนเจอร์บริษัทยาสัมภาษณ์รุ่นน้องข้างสนาม ได้งานไปก็หลายราย
ผมเดินออกมานั่งพัก ถอดเสื้อพาดบ่า สำนึกว่าพออายุเจียนแตะเลขสาม จะเหนื่อยง่ายกว่าครั้งเป็นักศึกษา ซึ่งต่อให้วิ่งตลอดเกมก็ยังเข้าฟิตเนสได้อยู่
หยิบโทรศัพท์ขึ้นส่องเผื่อมีสายสำคัญ เมื่อเช้าตอนเข้าไปหยิบของห้องไอ้อีเจอะมันนอนซมบนโซฟา บ่นปวดเนื้อปวดตัว วัดอุณหภูมิจึงรู้ว่ามีไข้ ผมเดินไปบอกไอ้เฟิร์สที่ห้อง เพื่อจะพบว่ามันกำลังแต่งตัวไปบรรยายในงานประชุมอะไรสักอย่าง วันหยุดก็ทำงานนะมึง
ปกติถ้าเข้าเมืองผมจะไม่นอนบ้าน แต่มาสิงห้องไอ้เฟิร์ส แม่มันซื้อคอนโดของแม่ไอ้อีตอนพวกเราเรียนมหาวิทยาลัยปีสอง ่ปีแรกนั้นแม้ผมกับเฟิร์สจะพักหอวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่มักสถิตอยู่ห้องไอ้อีเพื่อ เอ่อ กินเหล้ากัน แม่ไอ้เฟิร์สจึงตัดสินใจซื้อห้องติดกันให้ ส่วนผมบอกแม่ว่าไม่ต้องซื้อเพราะห้องเฟิร์สก็เหมือนห้องผม แหะ แหะ แม่เลยออกรถยนต์ให้แทน
ผมอยู่กินกับไอ้เฟิร์สตราบบัดนั้น หมายถึงอาศัยห้องและกินข้าวกับมันนะครับ มิได้กินอย่างอื่น แค่คิดก็ขนลุกละ ส่วนไอ้อีก็กินข้าวกับพวกผมนี่แหละ บางทีก็มาเอกเขนกดูหนัง แต่จะกลับไปนอนห้องของมันเสมอ เราสามคนมีคีย์การ์ดทั้งสองห้อง จึงเดินเข้าเดินออกอย่างขวักไขว่ จนบางทีลืมไปว่าเราอาศัยอยู่ห้องใดกันแน่ ถ้าหาเสื้อผ้าไม่เจอหรือทำของหาย ไปค้นอีกห้องจะพบเสมอ
ไอ้นอร์ทเดินออกจากสนามทรุดนั่งข้าง ๆ
“จะกลับละอ่อพี่ ผมติดรถไปด้วยนะ จะไปเอารถที่ร้านพี่อธิป เมื่อคืนฝนตก พี่อีเลยขับรถมาส่งที่หอ”
“ไอ้อีเนี่ยนะไปส่งมึง ปกติมันไม่เคยสนใจไยดีใครนี่หว่า คุยยังไม่ค่อยคุยกับใคร ยังงงอยู่ว่าเวลามันประสานงานกับหมอหรือนักวิจัย มันจะไปดึงหน้าตึงใส่เค้าป่าว”
“เออ ละตอนนี้มันนอนซมเป็ไข้อยู่ที่ห้องอะ เมื่อคืนส่งกันยังไงล่ะมึง ตกดึกถึงไข้แดก นี่ว่าจะซื้อโจ๊กเข้าไปให้มันพอดี อ๊ะ! ฉิบหายละ”
ประโยคหลังผมอุทานขึ้นมาเพราะเห็นข้อความเด้งในไลน์
‘แจ้งทุกโรงพยาบาลทราบ
ยา HIV ที่ได้รับจัดสรรจากกระทรวงมาถึงแล้ว
แต่วันนี้คลังยาโรงพยาบาลจังหวัดจะเปิดเฉพาะครึ่งเช้า
ขอให้โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งที่เบิกยาไว้
มารับที่คลังยาก่อนเวลา 12.00 น.’
“ฉิบหายละไอ้นอร์ท กี่โมงละวะ กูต้องไปเอายาที่โรงพยาบาลจังหวัด ไม่งั้นพรุ่งนี้ยาไม่พอใช้ นี่กะไปตอนบ่ายแล้วกลับขึ้นดอยเลย ไม่ทันละ ต้องรีบละ งั้นเดี๋ยวกูเอามึงไปดรอปหน้าร้านพี่อธิป ฝากมึงซื้อโจ๊กให้ไอ้อีด้วย ไอ้เฟิร์สไม่อยู่ อะคีย์การ์ด อาทิตย์ไหนกูมาค่อยโทรให้มึงเอามาคืน ปะ ไปกัน กูรีบ”
ส่งไอ้นอร์ทเสร็จ ผมเหยียบคันเร่งไปยังโรงพยาบาลจังหวัด วนหาที่จอดรถอยู่เนนาน จากนั้นกระหืดกระหอบรุดไปคลังยา ทั้ง ๆ ที่นาฬิกายามนั้นบ่งว่าเป็เวลา 11.47 น. ทว่าประตูห้องกลับล็อก ไม่น้า ม่าย กูว่ากูมาทัน
ผมเดินไปห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอกอย่างพื้นเสีย เจอะไอ้ทอย เพื่อนร่วมรุ่นพอดี
“คลังยาแม่งบอกปิดเที่ยง นี่กูมาก่อนเวลาตั้งสิบสามนาทีเสือกปิดละ กูอุตส่าห์เหยียบจนมิด กว่าจะหาที่จอดรถ กว่าจะวิ่งมาถึง แม่ง แล้วพรุ่งนี้คนไข้กูจะทำไง ใครอยู่เวรคลังยาวะ โคตรกวนตีน”
“เวรพี่ก้าว แต่แกยังไม่ไปนะ เมื่อกี้โทรไปขอเบิกยาที่ขาดยังด่ากูอยู่เลยว่าไม่เช็กสต๊อกให้ดี ปล่อยยาให้ขาด ถ้าคลังปิดจะทำยังไง บลา ๆ ๆ ๆ ตามฟอร์มโหด ๆ ของแก”
“เออ กูว่าจะถามหลายทีละ สมัยพวกเราเรียน แกก็ดี ๆ อยู่ไม่ใช่เหรอวะ ตอนแกมาห้องเชียร์ ยังปกป้องพวกเราไม่ให้โดนด่าอยู่เลย”
ถึงคณะผมไม่มีประเพณีว้ากน้อง แต่การเข้าห้องเชียร์ถือเป็กิจกรรมที่เด็กปีหนึ่งต้องปฏิบัติ รุ่นพี่ปีสี่สอนร้องเพลงเชียร์ ร้องแล้วร้องอีก เดี๋ยวตรงนั้นเพี้ยน เดี๋ยวคำนี้ไม่ชัด ตะเบ็งร้องกันคอจะแตก มารู้ถึงความสำคัญตอนผมขึ้นเป็ประธานเชียร์ว่าเพลงเชียร์คือหน้าตาคณะ โดยเภสัชศาสตร์มักติดสามลำดับแรกของการประกวดเชียร์วันสปอร์ตเดย์
ครั้งผมเรียนปีหนึ่ง พี่ก้าวมิได้อยู่ทีมว้าก หากทำหน้าที่สวัสดิการ รูปร่างแกสูงโปร่งแถมหล่อเหลา คอยดูแลให้ข้าวให้น้ำน้อง ๆ (เหมือนอะไรไม่รู้เนาะ) คอยดูแลยามเจ็บไข้ได้ป่วย ปลอบใจเวลาโดนะเิลง พี่ก้าวเป็ขวัญใจรุ่นน้อง เมื่อแกรับปริญญา จึงได้รับช่อดอกไม้และตุ๊กตาล้นหลาม จนต้องขนไปเก็บในรถสามสี่รอบ โดยรอบสุดท้ายเป็พวกผมสามคนนี่แหละที่ช่วยแก
พี่ก้าวทำงานโรงพยาบาลจังหวัด อยู่ห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอกบ้าง ผู้ป่วยในบ้าง บางครั้งโผล่ไปช่วยงานผลิต บางทีก็โฉบไปแผนกเตรียมยามะเร็ง จากนั้นจึงย้ายมาประจำคลังยา นัยว่าเป็แคนดิเดตขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเภสัชกรรมรายต่อไป
ั้แ่รับหน้าที่ดูแลคลัง พี่ก้าวเปลี่ยนไปมาก หน้าตาเคยยิ้มแย้มคิ้วกลับขมวดมุ่น ไม่ทักใครถ้าไม่จำเป็ หรือว่าคนเกิดมาหล่อต้องมีโครโมโซมของโรคต่อต้านสังคมพ่วงมาด้วย เพราะไอ้อีก็เป็เช่นนี้ ผิดกันตรงที่ไอ้อีโมโหอย่างไรก็ไม่เปิดปากด่า ทว่าพี่ก้าวองค์ลงบ่อย ใครทำอะไรเฉจากระเบียบหรือมาตรฐานที่ตั้งไว้ พี่ก้าวแกด่าเปิง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม
“มันมีตำนานเล่าขานกันมาสิมึง” ไอ้ทอยหันซ้ายหันขวา ก่อนลดเสียงและบีบเป็เสียงสอง
“พี่ก้าวแกโดนหักอกเว้ย”
“เฮ้ย สาวที่ไหนวะ แม่งโง่ฉิบหาย หล่อ ๆ เก่ง ๆ อย่างพี่ก้าวไม่เอา ถ้าหน้าอย่างมึงนี่ว่าไปอย่าง”
“เดี๋ยวกูยันโครมให้”
“จะฟังต่อมั้ย คืองี้ ่ก่อนมีเภสัชญี่ปุ่นมาดูงานโรงพยาบาลกู อยู่นานเป็เดือนเลยนะมึง แล้วมึงนึกออกใช่มะ แบบสาวญี่ปุ่นอะมึง ตัวเล็ก ๆ ตาแป๋ว ๆ เวลาพูดชอบเอียงคอ ดูแบ๊ว ๆ อะมึง”
“เออ กูนึกออก นี่คิดไปถึงนางเอกเอวีโน่นแล้ว แล้วไง พี่แกจีบไม่ติดงี้”
“เปล่ามึง ่นั้นไปไหนมาไหนด้วยกันประจำ พี่ก้าวอยู่เวรก็มาอยู่เป็เพื่อน พูดกันทั่วว่าพี่แกต้องเก็บกระเป๋าย้ายตามไปอยู่ญี่ปุ่นแหง แต่ว่า...”
“เค้าไม่ได้ชอบพี่แกงี้”
“ยิ่งกว่านั้นอีกมึง พอใกล้จะกลับเค้าขอไปหาแม่พี่ก้าว”
“เชี่ย โคตรรุกอะ”
“เปล่า เค้าขอไปคุยกับแม่ว่าเลี้ยงลูกยังไง เห็นพี่ก้าวแล้วเค้าคิดถึงลูก ลูกเค้าเรียนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง อยากให้ลูกโตมาเพอร์เฟกต์เหมือนพี่ก้าว เลยจะขอสัมภาษณ์แม่พี่แก เห็นตัวเล็ก ๆ หน้าใส ๆ แบบนั้นนะ แก่กว่าพี่ก้าวเกือบยี่สิบปีเลยมึง”
“เชี่ย สุดอะมึง แม่งโคตรน่าเห็นใจเลยว่ะ”
ผมหมายความตามนั้นจริง ๆ คนเราถ้าตกหลุมรักก็ปรารถนาสมรักด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งมาเจอะเซอร์ไพรส์เช่นนี้คงล้มทั้งยืน
“ระดับแกน่าจะเลียแผลใจได้ไม่ยาก ออกจะเป็หนุ่มฮอต ไม่น่ากลายร่างเป็ปีศาจแบบนี้นี่หว่า แม่งฟาดงวงฟาดงาด่าหมูด่าหมาด่ามึงเรื่อยเปื่อยแบบนี้ก็ไม่ไหวป่าววะ นี่กูถึงกับดูฤกษ์ดูยามก่อนเลยนะเวลาเบิกยาโรงพยาบาลมึง แค่เห็นหน้าก็เหมือนขาดอากาศหายใจจะตายเอา”
ไอ้ทอยปล่อยผมพูดยืดยาวโดยไม่ผสมโรงด้วยสักแอะ ผิดวิสัยปากมากของมัน จะว่าไปมันทำหน้าพิกลั้แ่เมื่อกี้
ผมััถึงไอะเืด้านหลัง กัดฟันผินหน้าไปช้า ๆ
ใช่ครับ พี่ก้าวตัวเป็ ๆ ยืนคิ้วขมวด
“อะนี่ ไอ้ทอย ยาฉุกเฉินที่มึงเบิก กูเห็นว่าจะเที่ยงแล้วยังไม่มีใครไปรับเลยเอามาให้ ส่วนเราน่ะจะเบิกยาก็ตามมา ถ้าไม่มัวเสียเวลาพูดเื่คนอื่นอยู่ตรงนี้ก็คงเห็นว่าพี่นั่งอยู่ด้านใน แค่เคาะประตูก็เปิดให้แล้ว”
หากเดินตามไป จะโดนฆ่าหมกคลังยาไหมวะ วันซวยอะไรของกูเนี่ย
©©©