ซูเจียวเจียวตรงไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมมื้อค่ำ
ผู้บาดเจ็บเพื่อป้องกันแผลอักเสบในช่วงสองวันแรกต้องรับประทานอาหารรสอ่อน งดเค็ม งดเผ็ด และของแสลงต่างๆซูเจียวเจียวจึงต้มโจ๊กผักใบเขียวกับหมูไม่ติดมัน
ขณะที่โจ๊กกำลังเดือดได้ที่ลู่เหว่ยตงและชายหนุ่มอีกคนซึ่งร่วมงานด้วยกันเมื่อช่วงบ่ายก็เดินเข้ามา
ในมือของทั้งสองแบกขาหมูส่วนหนึ่งพร้อมมันหมูห้าชั่ง[*] และถาดเลือดหมู
“ทำไมถึงเอามาเยอะแยะขนาดนี้คะ?”
ซูเจียวเจียวเห็นข้าวของกองโตที่ขนมาถึงกับประหลาดใจแต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อยรีบเชื้อเชิญให้ทั้งคู่เข้ามาในบ้าน
การล่าสัตว์ใหญ่ได้ขนาดนี้เช่นหมูป่า ย่อมต้องนำไปแบ่งกันในกองผลิต
แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ส่วนแบ่งมากมายถึงเพียงนี้ครู่ต่อมาเธอก็เข้าใจทันทีว่าหมูป่าตัวนี้เซียวหยวนหมิงเป็นคนล่าได้ด้วยตัวคนเดียวการได้ส่วนแบ่งเยอะหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“พี่สะใภ้ หัวหน้ากองผลิตบอกว่าหมูป่าเป็นของพี่หมิงที่ล่าได้คนเดียวอีกทั้งพี่หมิงยังบาดเจ็บ สมควรได้ส่วนแบ่งมากหน่อยครับและหมูป่าตัวนั้นก็แข็งแรงมาก หนักกว่าสามร้อยชั่งเลยทีเดียวทุกครัวเรือนเลยได้เนื้อหมูกันถ้วนหน้าเลยครับ” ลู่เหว่ยตงเอ่ย
ซูเจียวเจียวได้ยินก็ตกใจเธอคิดว่าหมูป่าตัวนั้นหนักแค่สองร้อยกว่าชั่งไม่คาดคิดว่าจะหนักถึงสามร้อยกว่าชั่ง แสดงว่าพละกำลังของมันย่อมแข็งแกร่งสุดขีด
อีกคนเสริมว่า“ใช่แล้วครับ พี่หมิงเก่งสุดๆล่าหมูป่าที่หนักกว่าสามร้อยชั่งได้คนเดียวเลย ถ้าเป็นพวกเราแม้หมูป่าจะบาดเจ็บมาก่อน ก็คงเอาไม่อยู่”
ลู่เหว่ยตงกล่าวว่า“พี่หมิงเป็นคนที่มีพละกำลังมากที่สุดในหมู่บ้านของเราและยังเป็นคนที่เก่งที่สุดด้วยครับ สมัยก่อนพี่เขาก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์บ่อยๆลึกแค่ไหนคนอื่นไม่กล้าไป แต่พี่เขาไปได้มาได้คนเดียว สบายๆ เลย”
ซูเจียวเจียวเคยได้ยินมานานแล้วว่าเซียวหยวนหมิงเก่งเรื่องล่าสัตว์วันนี้ก็ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่เธอก็ภาวนาว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก
เธอรักเซียวหยวนหมิงรักผู้ชายคนนี้มาก ผู้ชายที่ยกเธอไว้เหนือสิ่งอื่นใดไม่ยอมให้เธอต้องเผชิญกับความทุกข์หรืออันตรายแม้แต่น้อย
ในทำนองเดียวกันเธอก็ไม่ต้องการให้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์หรืออันตรายใดๆ
เธอต้องการจะปกป้องชายอันเป็นที่รักอย่างสุดความสามารถ
ซูเจียวเจียวเชื้อเชิญให้ทั้งสองวางของในห้องครัวพลางเอ่ยถามว่า“เกิดอะไรขึ้นกับหมูป่าบนเขาทำไมถึงได้ลงมาข้างล่างกะทันหันแบบนี้ล่ะคะ?”
ลู่เหว่ยตงอธิบายว่า“เมื่อสองวันก่อนได้ยินกองผลิตอื่นพูดถึงว่ามีหมูป่าหิวโซตัวหนึ่งลงจากเขามาขุดกินข้าวโพดในไร่ แล้วก็ถูกตีจนวิ่งหนีไปครับเพราะอย่างนั้นมันถึงได้จู่โจมคนเมื่อเห็นคนครับ”
ซูเจียวเจียวเข้าใจแล้วเธอเคยคิดว่าหากไม่ไปยั่วยุมัน หมูป่ามักจะไม่จู่โจมคน แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นบางกรณี
แต่วันนี้มันอันตรายจริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่แปลกคือตอนนั้นเธอส่งเสียงร้องออกไปและเห็นหมูป่าชะงักไปชั่วขณะหนึ่งอย่างชัดเจน อีกทั้งตอนที่หมูป่าพุ่งลงมาตอนแรกมันก็พุ่งเข้าใส่โจวเม่ยด้วย
เพียงแต่ตอนนั้นทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกันเพื่อความปลอดภัย เธอจึงต้องวิ่งหนี
ใครจะรู้ว่าหมูป่าตัวนั้นตั้งใจจะพุ่งเข้าใส่ใครกันแน่
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนว่าเธอจะมีโชคราวกับปลามังกรนำโชคเลยทีเดียว
ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!
ลู่เหว่ยตงกล่าวเสริมว่า“หัวหน้ากองผลิตบอกว่าพี่หมิงบาดเจ็บ ไม่ต้องออกไปทำงานช่วงนี้ให้อยู่บ้านพักผ่อนให้เต็มที่ครับ สองวันนี้พี่สะใภ้ก็ไม่ต้องไปทำงานแล้วอยู่บ้านดูแลพี่หมิงให้ดีนะครับ”
ซูเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก
หลี่เกินเซิงกลายเป็นคนใจดีตั้งแต่เมื่อไรกัน?
หรือว่าเขาจะกลัวว่าเธอจะไปฟ้องที่ตัวอำเภอจึงจงใจแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเธอ?
จริงๆแล้ว ถ้าหลี่เกินเซิงไม่หาเรื่องเธอ เธอก็จะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปง่ายๆเพราะอย่างไรก็สู้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นไม่ได้และอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนเสียเปล่า
ตอนนั้นเธอแค่พูดออกไปไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม
ถ้าหลี่เกินเซิงแก้ตัวหรือทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เธอก็จะกลายเป็นการใส่ร้ายไปโดยปริยาย
แต่ตอนนี้หลี่เกินเซิงแสดงท่าทีอยากเป็นมิตรเธอก็ไม่ต้องกังวลมากแล้ว
การมีศัตรูน้อยลงย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ
ลู่เหว่ยตงและเพื่อนเดินเข้าไปเยี่ยมเซียวหยวนหมิงในห้องเมื่อเข้ามาในห้องก็พบว่าห้องถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่รกเลยแม้แต่น้อย และยังมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยอยู่ในห้องอีกด้วย
เมื่อนึกถึงสภาพห้องของตนที่ทั้งรกและมีกลิ่นเหงื่อคละคลุ้งใบหน้าของลู่เหว่ยตงและเพื่อนก็ฉายแววอิจฉา
ก่อนหน้านี้ใครกันที่บอกว่าซูเจียวเจียวเป็นคนไม่รู้จักจัดบ้านเอาแต่ขี้เกียจ?
ดูชีวิตของเธอสิว่าดีแค่ไหน
แถมเมื่อครู่ตอนที่พวกเขาเดินเข้าลานบ้านก็เห็นว่าลานบ้านและห้องครัวถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้านแสดงว่าซูเจียวเจียวเป็นคนรักความสะอาดและขยันขันแข็งมากคนหนึ่ง
หลังจากเยี่ยมเซียวหยวนหมิงเสร็จทั้งสองก็เตรียมตัวกลับ เพราะฟ้ามืดสนิทแล้ว เนื่องจากต้องไปชำแหละหมูจึงยุ่งกันจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีข้าวร้อนๆ ตกถึงท้องเลย
ซูเจียวเจียวที่บ้านมีเพียงโจ๊กต้มจึงไม่ได้ชวนพวกเขาสองคนกินมื้อค่ำ
ซูเจียวเจียวเข้าไปในห้องหยิบลูกอมกระต่ายขาวสองกำมือส่งให้ลู่เหว่ยตงกับเพื่อน
ตอนแรกทั้งสองไม่ยอมรับแต่ซูเจียวเจียวก็คะยั้นคะยอจนทั้งสองยอมรับและเก็บใส่กระเป๋าไป
ลู่เหว่ยตงอายุน้อยกว่าเซียวหยวนหมิงสองปีปีนี้อายุสิบเก้า เนื่องจากมีพ่อแม่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ จึงแต่งงานเร็วปีที่แล้วเพิ่งจะมีลูกชายตัวอ้วนคนหนึ่ง
อีกคนก็แต่งงานมีลูกตั้งแต่เนิ่นๆตอนนี้ลูกก็สองขวบแล้ว สามารถกินลูกอมได้แล้ว
เซียวหยวนหมิงไม่มีพ่อแม่ไม่มีใครช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ดังนั้นอายุยี่สิบเอ็ดแล้วถึงเพิ่งได้แต่งงานกับเธอถือว่าแต่งงานช้ากว่าคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน
ลู่เหว่ยตงและเพื่อนพากันเดินกลับบ้านอย่างมีความสุขพร้อมกับลูกอมกระต่ายขาวในมือ
ลูกอมกระต่ายขาวราคาแพงมากปกติพวกเขาไปที่ตัวอำเภอก็ไม่กล้าซื้อ ได้แต่ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและผ้าต่างๆแม้แต่ผักก็ปลูกเอง ไม่เคยซื้อจากข้างนอกเลย
มีแต่ยุวชนซูที่มาจากตัวเมืองมณฑลเท่านั้นแหละที่กล้าใช้จ่ายเงินขนาดนี้
เซียวหยวนหมิงเห็นซูเจียวเจียวเป็นคนมีน้ำใจไม่เสแสร้ง ทั้งภายนอกและภายในก็เข้ากับคนได้ดี
เขาคว้าตัวซูเจียวเจียวมากอดแนบอกกอดเธอไว้ในอ้อมแขนข้างเดียว “ผมดีใจเหลือเกินที่มีคุณ”
เขาไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว
ซูเจียวเจียวโอบกอดเขากลับด้วยความรู้สึกตื้นตัน“ถ้าวันนี้ไม่มีคุณ ฉันอาจจะไม่ได้กลับมาแล้วค่ะต่อไปห้ามเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายอีกนะ ได้ยินไหมคะ?”
เมื่อนึกถึงตอนที่เขาเอาชีวิตเข้าปกป้องเธอดวงตาของเธอก็แดงก่ำด้วยความกังวล
“คุณคือภรรยาของผม ถ้าผมไม่ปกป้องคุณแล้วจะให้ไปปกป้องใคร” เซียวหยวนหมิงกอดเธอแน่น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวงแหนและเจ็บปวด
ยามนั้นเขายังไม่ปรากฏกาย เธอคงจะหวาดผวาจนแทบสิ้นสติ
หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นเขายังรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย แล้วซูเจียวเจียวที่บอบบางแบบนี้แถมยังมาจากตัวเมืองมณฑล คงไม่เคยเห็นหมูป่าตัวเป็นๆ มาก่อนเลยตลอดชีวิต
หลังจากทั้งสองกินมื้อค่ำเสร็จซูเจียวเจียวก็หั่นเนื้อจากขาหมูป่าออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปหมักเกลือ
ตอนนี้อากาศยังค่อนข้างร้อนถ้าทิ้งไว้เฉยๆ อาจจะเน่าเสียได้
ส่วนขาหมูที่เหลือก็คือเท้าหมูล้วนๆเธอเอาไปหมักเกลือแล้วหาเชือกมาแขวนไว้บนขื่อบ้าน
ขาหมูป่าแข็งโป๊กแม้เธอจะใช้ขวานก็ยังยากที่จะสับให้ขาด คงต้องรอให้อาหมิงหายดีแล้วค่อยให้เขาทำ
หลังจากหมักเนื้อเสร็จก็เอาเนื้อใส่ลงในโถดินเล็กๆ แล้วปิดฝา
ซูเจียวเจียวก็วุ่นอยู่กับการเคี่ยวน้ำมันหมูต่อ
เชิงอรรถ
[*]ชั่ง หรือ จิน คือหน่วยน้ำหนักของจีนโบราณ โดย 1 ชั่ง = 500 กรัม