เกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก

    เล่มที่ 2 บทที่ 36 แบ่งเนื้อหมู

            ซูเจียวเจียวตรงไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมมื้อค่ำ

            ผู้บาดเจ็บเพื่อป้องกันแผลอักเสบในช่วงสองวันแรกต้องรับประทานอาหารรสอ่อน งดเค็ม งดเผ็ด และของแสลงต่างๆซูเจียวเจียวจึงต้มโจ๊กผักใบเขียวกับหมูไม่ติดมัน

            ขณะที่โจ๊กกำลังเดือดได้ที่ลู่เหว่ยตงและชายหนุ่มอีกคนซึ่งร่วมงานด้วยกันเมื่อช่วงบ่ายก็เดินเข้ามา

            ในมือของทั้งสองแบกขาหมูส่วนหนึ่งพร้อมมันหมูห้าชั่ง[*] และถาดเลือดหมู

            “ทำไมถึงเอามาเยอะแยะขนาดนี้คะ?”

            ซูเจียวเจียวเห็นข้าวของกองโตที่ขนมาถึงกับประหลาดใจแต่ก็ตื่นเต้นไม่น้อยรีบเชื้อเชิญให้ทั้งคู่เข้ามาในบ้าน

            การล่าสัตว์ใหญ่ได้ขนาดนี้เช่นหมูป่า ย่อมต้องนำไปแบ่งกันในกองผลิต

            แต่เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะได้ส่วนแบ่งมากมายถึงเพียงนี้ครู่ต่อมาเธอก็เข้าใจทันทีว่าหมูป่าตัวนี้เซียวหยวนหมิงเป็นคนล่าได้ด้วยตัวคนเดียวการได้ส่วนแบ่งเยอะหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

            “พี่สะใภ้ หัวหน้ากองผลิตบอกว่าหมูป่าเป็นของพี่หมิงที่ล่าได้คนเดียวอีกทั้งพี่หมิงยังบาดเจ็บ สมควรได้ส่วนแบ่งมากหน่อยครับและหมูป่าตัวนั้นก็แข็งแรงมาก หนักกว่าสามร้อยชั่งเลยทีเดียวทุกครัวเรือนเลยได้เนื้อหมูกันถ้วนหน้าเลยครับ” ลู่เหว่ยตงเอ่ย

            ซูเจียวเจียวได้ยินก็ตกใจเธอคิดว่าหมูป่าตัวนั้นหนักแค่สองร้อยกว่าชั่งไม่คาดคิดว่าจะหนักถึงสามร้อยกว่าชั่ง แสดงว่าพละกำลังของมันย่อมแข็งแกร่งสุดขีด

            อีกคนเสริมว่า“ใช่แล้วครับ พี่หมิงเก่งสุดๆล่าหมูป่าที่หนักกว่าสามร้อยชั่งได้คนเดียวเลย ถ้าเป็นพวกเราแม้หมูป่าจะบาดเจ็บมาก่อน ก็คงเอาไม่อยู่”

            ลู่เหว่ยตงกล่าวว่า“พี่หมิงเป็นคนที่มีพละกำลังมากที่สุดในหมู่บ้านของเราและยังเป็นคนที่เก่งที่สุดด้วยครับ สมัยก่อนพี่เขาก็ขึ้นเขาไปล่าสัตว์บ่อยๆลึกแค่ไหนคนอื่นไม่กล้าไป แต่พี่เขาไปได้มาได้คนเดียว สบายๆ เลย”

            ซูเจียวเจียวเคยได้ยินมานานแล้วว่าเซียวหยวนหมิงเก่งเรื่องล่าสัตว์วันนี้ก็ได้เห็นด้วยตาตัวเอง แต่เธอก็ภาวนาว่าเรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

            เธอรักเซียวหยวนหมิงรักผู้ชายคนนี้มาก ผู้ชายที่ยกเธอไว้เหนือสิ่งอื่นใดไม่ยอมให้เธอต้องเผชิญกับความทุกข์หรืออันตรายแม้แต่น้อย

            ในทำนองเดียวกันเธอก็ไม่ต้องการให้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์หรืออันตรายใดๆ

            เธอต้องการจะปกป้องชายอันเป็นที่รักอย่างสุดความสามารถ

            ซูเจียวเจียวเชื้อเชิญให้ทั้งสองวางของในห้องครัวพลางเอ่ยถามว่า“เกิดอะไรขึ้นกับหมูป่าบนเขาทำไมถึงได้ลงมาข้างล่างกะทันหันแบบนี้ล่ะคะ?”

            ลู่เหว่ยตงอธิบายว่า“เมื่อสองวันก่อนได้ยินกองผลิตอื่นพูดถึงว่ามีหมูป่าหิวโซตัวหนึ่งลงจากเขามาขุดกินข้าวโพดในไร่ แล้วก็ถูกตีจนวิ่งหนีไปครับเพราะอย่างนั้นมันถึงได้จู่โจมคนเมื่อเห็นคนครับ”

            ซูเจียวเจียวเข้าใจแล้วเธอเคยคิดว่าหากไม่ไปยั่วยุมัน หมูป่ามักจะไม่จู่โจมคน แต่ก็อาจมีข้อยกเว้นบางกรณี

            แต่วันนี้มันอันตรายจริงๆ

            อย่างไรก็ตามสิ่งที่แปลกคือตอนนั้นเธอส่งเสียงร้องออกไปและเห็นหมูป่าชะงักไปชั่วขณะหนึ่งอย่างชัดเจน อีกทั้งตอนที่หมูป่าพุ่งลงมาตอนแรกมันก็พุ่งเข้าใส่โจวเม่ยด้วย

            เพียงแต่ตอนนั้นทั้งสองคนยืนอยู่ด้วยกันเพื่อความปลอดภัย เธอจึงต้องวิ่งหนี

            ใครจะรู้ว่าหมูป่าตัวนั้นตั้งใจจะพุ่งเข้าใส่ใครกันแน่

            เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบันดูเหมือนว่าเธอจะมีโชคราวกับปลามังกรนำโชคเลยทีเดียว

            ช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ!

            ลู่เหว่ยตงกล่าวเสริมว่า“หัวหน้ากองผลิตบอกว่าพี่หมิงบาดเจ็บ ไม่ต้องออกไปทำงานช่วงนี้ให้อยู่บ้านพักผ่อนให้เต็มที่ครับ สองวันนี้พี่สะใภ้ก็ไม่ต้องไปทำงานแล้วอยู่บ้านดูแลพี่หมิงให้ดีนะครับ”

            ซูเจียวเจียวได้ยินเช่นนั้นก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก

            หลี่เกินเซิงกลายเป็นคนใจดีตั้งแต่เมื่อไรกัน?

            หรือว่าเขาจะกลัวว่าเธอจะไปฟ้องที่ตัวอำเภอจึงจงใจแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเธอ?

            จริงๆแล้ว ถ้าหลี่เกินเซิงไม่หาเรื่องเธอ เธอก็จะไม่พูดเรื่องนี้ออกไปง่ายๆเพราะอย่างไรก็สู้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นไม่ได้และอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนเสียเปล่า

            ตอนนั้นเธอแค่พูดออกไปไม่ได้มีหลักฐานที่เป็นรูปธรรม

            ถ้าหลี่เกินเซิงแก้ตัวหรือทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เธอก็จะกลายเป็นการใส่ร้ายไปโดยปริยาย

            แต่ตอนนี้หลี่เกินเซิงแสดงท่าทีอยากเป็นมิตรเธอก็ไม่ต้องกังวลมากแล้ว

            การมีศัตรูน้อยลงย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ

            ลู่เหว่ยตงและเพื่อนเดินเข้าไปเยี่ยมเซียวหยวนหมิงในห้องเมื่อเข้ามาในห้องก็พบว่าห้องถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่รกเลยแม้แต่น้อย และยังมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยอยู่ในห้องอีกด้วย

            เมื่อนึกถึงสภาพห้องของตนที่ทั้งรกและมีกลิ่นเหงื่อคละคลุ้งใบหน้าของลู่เหว่ยตงและเพื่อนก็ฉายแววอิจฉา

            ก่อนหน้านี้ใครกันที่บอกว่าซูเจียวเจียวเป็นคนไม่รู้จักจัดบ้านเอาแต่ขี้เกียจ?

            ดูชีวิตของเธอสิว่าดีแค่ไหน

            แถมเมื่อครู่ตอนที่พวกเขาเดินเข้าลานบ้านก็เห็นว่าลานบ้านและห้องครัวถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้านแสดงว่าซูเจียวเจียวเป็นคนรักความสะอาดและขยันขันแข็งมากคนหนึ่ง

            หลังจากเยี่ยมเซียวหยวนหมิงเสร็จทั้งสองก็เตรียมตัวกลับ เพราะฟ้ามืดสนิทแล้ว เนื่องจากต้องไปชำแหละหมูจึงยุ่งกันจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีข้าวร้อนๆ ตกถึงท้องเลย

            ซูเจียวเจียวที่บ้านมีเพียงโจ๊กต้มจึงไม่ได้ชวนพวกเขาสองคนกินมื้อค่ำ

            ซูเจียวเจียวเข้าไปในห้องหยิบลูกอมกระต่ายขาวสองกำมือส่งให้ลู่เหว่ยตงกับเพื่อน

            ตอนแรกทั้งสองไม่ยอมรับแต่ซูเจียวเจียวก็คะยั้นคะยอจนทั้งสองยอมรับและเก็บใส่กระเป๋าไป

            ลู่เหว่ยตงอายุน้อยกว่าเซียวหยวนหมิงสองปีปีนี้อายุสิบเก้า เนื่องจากมีพ่อแม่ช่วยจัดการเรื่องต่างๆ จึงแต่งงานเร็วปีที่แล้วเพิ่งจะมีลูกชายตัวอ้วนคนหนึ่ง

            อีกคนก็แต่งงานมีลูกตั้งแต่เนิ่นๆตอนนี้ลูกก็สองขวบแล้ว สามารถกินลูกอมได้แล้ว

            เซียวหยวนหมิงไม่มีพ่อแม่ไม่มีใครช่วยจัดการเรื่องต่างๆ ดังนั้นอายุยี่สิบเอ็ดแล้วถึงเพิ่งได้แต่งงานกับเธอถือว่าแต่งงานช้ากว่าคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน

            ลู่เหว่ยตงและเพื่อนพากันเดินกลับบ้านอย่างมีความสุขพร้อมกับลูกอมกระต่ายขาวในมือ

            ลูกอมกระต่ายขาวราคาแพงมากปกติพวกเขาไปที่ตัวอำเภอก็ไม่กล้าซื้อ ได้แต่ซื้อของใช้ในชีวิตประจำวันและผ้าต่างๆแม้แต่ผักก็ปลูกเอง ไม่เคยซื้อจากข้างนอกเลย

            มีแต่ยุวชนซูที่มาจากตัวเมืองมณฑลเท่านั้นแหละที่กล้าใช้จ่ายเงินขนาดนี้

            เซียวหยวนหมิงเห็นซูเจียวเจียวเป็นคนมีน้ำใจไม่เสแสร้ง ทั้งภายนอกและภายในก็เข้ากับคนได้ดี

            เขาคว้าตัวซูเจียวเจียวมากอดแนบอกกอดเธอไว้ในอ้อมแขนข้างเดียว “ผมดีใจเหลือเกินที่มีคุณ”

            เขาไม่ได้อยู่คนเดียวอีกต่อไปแล้ว

            ซูเจียวเจียวโอบกอดเขากลับด้วยความรู้สึกตื้นตัน“ถ้าวันนี้ไม่มีคุณ ฉันอาจจะไม่ได้กลับมาแล้วค่ะต่อไปห้ามเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตรายอีกนะ ได้ยินไหมคะ?”

            เมื่อนึกถึงตอนที่เขาเอาชีวิตเข้าปกป้องเธอดวงตาของเธอก็แดงก่ำด้วยความกังวล

            “คุณคือภรรยาของผม ถ้าผมไม่ปกป้องคุณแล้วจะให้ไปปกป้องใคร” เซียวหยวนหมิงกอดเธอแน่น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความหวงแหนและเจ็บปวด

            ยามนั้นเขายังไม่ปรากฏกาย เธอคงจะหวาดผวาจนแทบสิ้นสติ

            หมูป่าตัวใหญ่ขนาดนั้นเขายังรู้สึกใจสั่นเล็กน้อย แล้วซูเจียวเจียวที่บอบบางแบบนี้แถมยังมาจากตัวเมืองมณฑล คงไม่เคยเห็นหมูป่าตัวเป็นๆ มาก่อนเลยตลอดชีวิต

            หลังจากทั้งสองกินมื้อค่ำเสร็จซูเจียวเจียวก็หั่นเนื้อจากขาหมูป่าออกเป็นชิ้นๆ แล้วนำไปหมักเกลือ

            ตอนนี้อากาศยังค่อนข้างร้อนถ้าทิ้งไว้เฉยๆ อาจจะเน่าเสียได้

            ส่วนขาหมูที่เหลือก็คือเท้าหมูล้วนๆเธอเอาไปหมักเกลือแล้วหาเชือกมาแขวนไว้บนขื่อบ้าน

            ขาหมูป่าแข็งโป๊กแม้เธอจะใช้ขวานก็ยังยากที่จะสับให้ขาด คงต้องรอให้อาหมิงหายดีแล้วค่อยให้เขาทำ

            หลังจากหมักเนื้อเสร็จก็เอาเนื้อใส่ลงในโถดินเล็กๆ แล้วปิดฝา

            ซูเจียวเจียวก็วุ่นอยู่กับการเคี่ยวน้ำมันหมูต่อ

            เชิงอรรถ

             [*]ชั่ง หรือ จิน คือหน่วยน้ำหนักของจีนโบราณ โดย 1 ชั่ง = 500 กรัม

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 70 เป็นสาวน้อยดวงดี ชาตินี้จะเป็นเศรษฐีนีพร้อมสามีคลั่งรัก ที่คุณอ่าน