ต้นน้ำขับรถประมาณ 10 นาทีก็มาถึงร้านอาหารไทยแห่งหนึ่งดูเหมือนอยู่ห่างจากที่ทำงานของอรปรีดาไม่มากนักจากเวลาที่ใช้
ทั้งสองคนเดินลงจากรถเข้าไปในร้านก่อนชายหนุ่มจะเดินนำไปยังโต๊ะริมสุดที่เห็นว่าว่างอยู่มือยาวดึงเก้าอี้ออกมาให้หญิงสาวนั่ง จากนั้นเดินอ้อมไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอประจวบเหมาะกับพนักงานหญิงเข้ามารับออเดอร์พอดิบพอดี
“รับอะไรดีคะ” พนักงานหญิงเอ่ยถาม พลางมองคนทั้งสองอย่างนึกชื่นชมความเหมาะสมภายในใจ
ต้นน้ำสั่งกับข้าวมาสามอย่างกับข้าวเปล่าอีกหนึ่งโถเมื่อพนักงานสาวจดรายการอาหารครบก็ทำการทบทวนรายการให้ฟัง ก่อนเดินหายเข้าไปด้านในและเดินออกกลับมาอีกครั้งพร้อมกับนำน้ำเย็นมาเสิร์ฟในขณะที่อรปรีดากำลังมองตรวจตราไปรอบๆ บริเวณร้านอาหารด้วยความสนอกสนใจ
“บรรยากาศของร้านนี้ดีจังเลยนะคะแถมวิวก็สวยอีกต่างหาก”
“ครับ ที่นี่จัดแต่งให้เข้ากับธรรมชาติมีต้นไม้ดอกไม้รอบๆ ร้าน ทำให้ภายในร้านเย็นสดชื่น ถ้าคุณอรชอบเดี๋ยววันหลังผมพามากินที่นี่อีกบ่อยๆ” ต้นน้ำบอก
“อย่างนั้นอรก็แย่ซิคะได้กินของอร่อยบ่อยๆ อรคงอ้วนเป็นหมูกันพอดี”
“ถึงคุณอรจะอ้วนยังไงก็ยังสวยอยู่ดีครับ”
“หือ!!แสดงว่าคุณต้นกะจะขุนอรให้กลายเป็นหมูจริงๆ สินะคะ”
ชายหนุ่มนิ่ง ตัวอรปรีดาเองก็นิ่งเช่นกันก่อนที่ทั้งสองคนจะหัวเราะเบาๆ ออกมาพร้อมกัน ซึ่งเป็นจุดสนใจของโต๊ะข้างๆ ได้เป็นอย่างดีคนหนึ่งหล่อตี๋ อีกคนสวยหวาน ราวกับคู่รักมากินข้าวด้วยกันอรปรีดารู้ดีว่าคนอื่นคิดเช่นไร ทว่า เธอกับต้นน้ำต่างรู้ดีที่สุด ว่าอะไรเป็นอะไรเธอจึงไม่คิดจะใส่ใจ
พูดคุยกันอยู่สักพักหนึ่งอาหารที่สั่งก็ถูกทยอยนำมาวางไว้บนโต๊ะ โดยต้นน้ำตักอาหารให้หญิงสาวอย่างเอาใจไม่ว่าเมนูไหนๆ ต้นน้ำก็มักบอกว่าอร่อยไปหมดหลักฐานคือจานข้าวตรงหน้าของอรปรีดานั่นเอง
“เอ่อ...อรว่าพอก่อนก็ดีนะคะ แค่นี้อรก็กินแทบไม่หมดแล้วละค่ะ”เธอบอกเสียงใส
อีกฝ่ายชะงักใช้มือลูบหัวอายๆ “ขอโทษทีครับ” สุดท้ายกลายเป็นว่าต้นน้ำต้องหันมาตักใส่จานของตัวเองที่ว่างเปล่าแทน
เกือบบ่ายโมง หลังกินข้าวเที่ยงเสร็จต้นน้ำก็ขับรถมาส่งเธอที่ทำงาน อรปรีดาลงจากรถเพียงคนเดียวเพราะต้นน้ำต้องไปทำธุระที่อื่นต่อ ใบหน้าหวานฉีกยิ้มให้แล้วเดินเข้าไปในตัวตึก
ในขณะที่รอยยิ้มหวานยังประดับอยู่บนดวงหน้าสายตาก็พลันชำเลืองเห็นบานประตูห้องทำงานของใครบางคนเข้าเสียก่อนรอยยิ้มสดใสจางหาย เหลือเพียงใบหน้าและแววตาเศร้าเข้ามาแทนที่
อรปรีดาทอดถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งอย่างอ่อนล้าแล้วเดินไปนั่งประจำโต๊ะทำงานของตน ที่มีแฟ้มเอกสารใหม่ถูกนำมาวางเอาไว้คิ้วสวยได้รูปขมวดมุ่น รู้โดยอัตโนมัติว่าต้องเข้าไปเผชิญหน้ากับใครอีกคนที่อยู่ภายในห้องอีกครั้ง
เมื่อหนึ่งในนั้นมีเอกสารเร่งด่วนที่ต้องให้เขารับรู้ เธอเดินไปเคาะประตู แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับดังมาจากด้านในอรปรีดาเลยเปิดประตูเข้าไปเสียเอง ตามด้วยปรากฏใบหน้าคมเข้มของภูวิทย์ที่กำลังมองมาด้วยสายตาเฉยชาคาดเดาอารมณ์แทบไม่ได้
‘ก็อยู่นี่นา ทำเป็นไม่อยู่ไปได้กะจะไม่สนใจกันจริงๆ สินะ ได้ งั้นอรก็จะไม่สนใจด้วยเหมือนกัน’ คิดแบบนั้นเรียวขาสวยก็เดินตรงเข้าไปหาเขาแล้ววางเอกสารไว้บนโต๊ะทำงานเงียบๆ โดยไม่พูดอะไรเช่นกัน
“ได้ปั่นหัวผู้ชายเล่นคงสนุกมากสินะ”
ภูวิทย์โพล่งถามน้ำเสียงราบเรียบ หากแต่ไม่มีคำพูดใดๆ เล็ดลอดออกมาจากปากเรียวสวยทำให้ภูวิทย์ที่นั่งดูเอกสารถึงกับหงุดหงิดเพราะคนตรงหน้าไม่แม้แต่จะปฏิเสธคำพูดของเขาเลย
อรปรีดานิ่งเงียบหันหลังหวังเดินออกไปจากห้องอีกฝ่ายเห็นแบบนั้นจึงรีบลุกขึ้นเดินตาม แต่ก็อย่างว่าเมื่อปากไวกว่าเท้า
“คงจะเป็นความจริงสินะถึงปฏิเสธไม่ได้” ได้ผลเมื่อเธอหยุดเดินก่อนที่เขาจะเดินถึงตัวเธอในเวลาต่อมา
หญิงสาวหันไปเผชิญหน้ากับเขาตรงๆ“มันจะจริงหรือไม่จริง ก็ไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับคุณภูไม่ใช่หรอคะอย่าลืมสิว่าคุณเป็นคนพูดเอง”
มือแกร่งจับแขนสวยแน่นพร้อมกับบีบตามแรงอารมณ์ทำให้อีกคนหน้านิ่วด้วยความเจ็บ แต่กลับไม่มีเสียงร้องออกมาให้ได้ยิน
“ใช่ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลย”
มองใบหน้าหวานอย่างข่มอารมณ์ แล้วพูดต่อ“ถ้าหากไอ้เตไม่ได้ฝากผมให้ดูแลคุณดีๆ ผมไม่มีวันสนใจคุณหรอก”
อรปรีดาเม้มปากแน่น“อรก็ไม่ได้ต้องการให้คุณมาดูแลมากนักหรอกค่ะ ถ้ามันเป็นการฝืนใจคุณภูมากนักก็ไม่ต้องมายุ่งกับอรอีก อรดูแลตัวเองได้”
“ดูแลตัวเองได้อย่างงั้นหรอ”เว้นช่วงในการพูดพลางมองใบหน้าหวานอย่างเดือดดาล
“งั้นก็ดี ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ผมอยากรู้นักเชียว ว่าคุณจะทำยังไงกัน” พูดจบก็ตรงเข้าฉกริมฝีปากเรียวสวยได้รูปโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว
อรปรีดาได้แต่ยืนแข็งทื่อตกใจกับแรงจูบที่ไม่เบานักตามแรงอารมณ์ของชายหนุ่มทำให้เธอเจ็บจนเผลอเปิดปากให้ลิ้นอุ่นๆ แทรกเข้ามาหาก่อนจะเกี่ยวพันกับปลายลิ้นของเธอที่ร่นหนี
โดยมือเรียวยาวประคองท้ายทอยหญิงสาวเอาไว้แล้วใช้มืออีกข้างหนึ่งดึงรั้งสะโพกเธอจนแนบชิดกับแก่นกายของตนที่ร้านผ่าวขณะที่มือข้างนั้นบีบก้นงอนงามไปมาอย่างย่ามใจ
นานกว่าหลายนาทีแรงจูบที่เขามอบให้ก็แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลชวนหลงใหลและลึกล้ำมากขึ้นจนสมองของอรปรีดามึนงงไปหมด เท้าเรียวสวยหมดเรี่ยวแรงแทบจะยืนไม่อยู่จูบที่แสนยาวนาน ราวกับว่าจะสูบเอาพลังของเธอไปดีที่มีลำแขนแกร่งของเขาช่วยพยุงเอาไว้
ภูวิทย์ถอดถอนริมฝีปากจากเรียวปากบวมเจ่อตรงหน้า
“หึ เห็นไหมสุดท้ายคุณก็ไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากยืนให้ผมจูบฟรีๆ”
น้ำเสียงติดเย้ยหยัน ริมฝีปากหยักลึกคลี่ยิ้มราวกับจะเยาะได้ยินเช่นนั้นสติที่พร่ามัวของอรปรีดาก็กลับคืนมาครบถ้วนในทันที
เพียะ!!ใบหน้าคมคายหันไปตามแรงตบ รอยแดงปรากฏบนใบหน้าภูวิทย์ยืนนิ่งตกใจในการกระทำของหญิงสาว แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรใบหน้าหวานก็นองไปด้วยหยดน้ำตาเสียแล้ว ถึงเธอจะไม่พูดอะไรเขาก็รู้สึกได้ว่าเธอเจ็บปวดไม่น้อยกับการกระทำของเขา
มือแกร่งหมายจะเช็ดน้ำตาให้“คือ...ผม...” คำขอโทษถูกกลืนลงคอ เมื่อคนตรงหน้าวิ่งออกไปแล้วออกไปพร้อมกับหยดน้ำตาที่มาจากน้ำมือเขา
'นี่เขาทำบ้าอะไรลงไปเนี่ย' ยืนต่อว่าตัวเอง นัยน์ตาคมมองตรงไปยังประตูที่หญิงสาวเพิ่งจะวิ่งออกไป
ฝั่งอรปรีดาหลังออกจากห้องทำงานของภูวิทย์ ก็เข้าไปหลบในห้องน้ำปล่อยให้น้ำตาไหลอย่างยากจะกลั้น มือเรียวแตะริมฝีปากบวมเจ่อถ้าหากจูบนั้นมาจากความรัก ที่ไม่ใช่อารมณ์โกรธเธอคงจะดีใจไปแล้ว
และไหนจะคำพูดเย็นชานั่นอีก ทำไมคนที่ทำร้ายเธอถึงต้องเป็นคนที่เธอรักด้วยนะ...อันที่จริงเธอเองก็ไม่ได้คาดหวังหรอกว่าเขาจะมารักเธอเพียงแต่ขอให้เขารับรู้และเข้าใจความรู้สึกของเธอบ้างก็เท่านั้นเอง