ตอนที่ 15: กลิ่นหมึกและสุนทรียภาพแห่งความควบคุม
บรรยากาศยามบ่ายภายในหอคัมภีร์อักษรโบราณเต็มไปด้วยความเงียบสงบ หลินอันจัดการเรียงม้วนตำราไม้ไผ่เข้าที่จนเสร็จสิ้น ผู้าุโผู้ดูแลหอคัมภีร์เห็นว่าเขามีความละเอียดอ่อนและระมัดระวัง จึงมอบหมายงานอีกชิ้นให้ทำก่อนที่ดวงตะวันจะตกดิน นั่นคือการคัดลอกคัมภีร์พื้นฐานที่กระดาษเริ่มเปื่อยยุ่ยให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม
ชายหนุ่มนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าโต๊ะไม้ตัวเตี้ยริมหน้าต่าง บนโต๊ะมีกระดาษเซวียนจื่อเนื้อบางเบาวางแผ่อยู่ พร้อมด้วยแท่นฝนหมึกและพู่กันขนหมาป่า แสงแดดอ่อนๆ ที่ลอดผ่านบานไม้แกะสลัก ทอด เงา ของแท่นฝนหมึกให้ตกลงบนพื้นกระดาษ บังเกิดเป็มิติที่ดูสงบนิ่งและลึกล้ำ
หลินอันหยิบแท่งหมึกสีดำขลับขึ้นมาจุ่มน้ำเล็กน้อย ก่อนจะเริ่มฝนลงบนแท่นหิน สำหรับผู้อื่น นี่อาจเป็เพียงการเตรียมอุปกรณ์ ทว่าสำหรับผู้ที่ต้องแบกรับมวลกายามหาศาลภายใต้ค่ายกลผนึกกายา การฝนหมึกคือการฝึกฝนความอดทนขั้นสูงสุด หากเขาเผลอลงน้ำหนักจากข้อมือเพียงนิดเดียว แท่นหินและแท่งหมึกย่อมแหลกละเอียดกลายเป็ฝุ่นผงในพริบตา
เขาหลับตาลงครึ่งหนึ่ง กำหนดลมหายใจให้เชื่องช้าและสม่ำเสมอ ปล่อยให้ความอบอุ่นจากปราณพฤกษาที่ซึมซับมาตรึงกล้ามเนื้อแขนให้ผ่อนคลาย มือที่จับแท่งหมึกขยับวนเป็วงกลมด้วยจังหวะที่นุ่มนวลและต่อเนื่อง กลิ่นหอมจางๆ ของหมึกชั้นดีค่อยๆ ลอยกรุ่นขึ้นมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นที่ทำให้จิตใจปลอดโปร่งและละทิ้งความวุ่นวายทั้งปวง
เมื่อน้ำหมึกได้ความเข้มข้นที่พอเหมาะ ชายหนุ่มจึงวางแท่งหมึกพักไว้ เขาหยิบพู่กันขึ้นมาจุ่มน้ำหมึกอย่างระมัดระวัง สูดกลิ่นหอมของกระดาษใหม่ แล้วจรดปลายพู่กันลงบนแผ่นกระดาษ
การเขียนพู่กันจีนต้องอาศัยการถ่ายเทน้ำหนักที่ลื่นไหล บางจังหวะต้องตวัดอย่างหนักแน่น บางจังหวะต้องผ่อนแรงให้พลิ้วไหว หลินอันปล่อยให้จิติญญาของเขาจดจ่ออยู่กับตัวอักษรทุกตัว เขาไม่ได้เขียนเพื่อเค้นพลังปราณหรือสร้างค่ายกลเวทมนตร์ใดๆ เขาเพียงแค่คัดลอกบทกวีชมธรรมชาติที่เรียบง่าย เพื่อซึมซับสุนทรียภาพแห่งภาษา
"วสันต์ร่วงโรย ใบไม้ผลิบาน วัฏจักรหมุนเวียน ไร้จุดเริ่มต้น ไร้จุดจบ..."
อักษรที่ปรากฏบนกระดาษไม่ได้ดูดุดันหรือทรงพลังอำนาจ แต่มันแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและพลิ้วไหวอย่างประหลาด ราวกับเป็ตัวแทนของความสมดุลระหว่างน้ำหนักมหาศาลและความเงียบสงบในตัวเขา
หลินอันจ่อมจมอยู่กับโลกแห่งอักษรและน้ำหมึก เขาไม่รู้ตัวเลยว่าการควบคุมพละกำลังอย่างละเอียดอ่อนนี้ กำลังทำให้ค่ายกลผนึกกายาประสานเข้ากับเส้นประสาทและกล้ามเนื้อของเขาได้อย่างแเียิ่งขึ้น เป็การบ่มเพาะวิถีเซียนที่ไร้ซึ่งการแก่งแย่งชิงดี ไร้ซึ่งคาวเื มีเพียงความงามของการสร้างสรรค์และการทำความเข้าใจสัจธรรมของชีวิตผ่านปลายพู่กัน
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนแสงอาทิตย์เปลี่ยนเป็สีส้มแดง กระดาษแผ่นสุดท้ายถูกเขียนจนเสร็จสมบูรณ์ ชายหนุ่มวางพู่กันลงบนแท่นพักริมโต๊ะ เขามองดูผลงานของตนเองด้วยรอยยิ้มบางเบา ความรู้สึกอิ่มเอมใจสายหนึ่งไหลอาบไปทั่วร่าง เป็บ่ายอีกวันที่เรียบง่ายแต่งดงามในความทรงจำของเขา