เอี้ยนเฟยซาเหม่อมองดูจวงซูเม่ยที่กำลังสนทนากับหมอเทวะอยู่ในสวนสมุนไพรเขาเพิ่งรู้จากปากของหวงจิวเมิ่งว่าสตรีที่ตนเองเกี้ยวพาราสีมาสุดทางเป็ยอดสตรีในเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพเป็ยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงเลือนลั่นในแดนมนุษย์
โดยปกติแล้วยอดฝีมือจากแดนเทพมักจะไม่เดินทางมายังแดนมนุษย์ยกเว้นจวงซูเม่ยที่ใช้เวลาห้าสิบปีหลังมานี้ในการท่องยุทธจักรแดนมนุษย์พเนจรร่อนเร่ไปทั่วแผ่นดินที่มนุษย์ปกครองใช้กระบี่ตัดศีรษะโจรผู้ร้ายไม่น้อยกว่าพันคน ดังนั้นในหมู่มวลมนุษย์ชื่อเสียงของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยโด่งดังยิ่งกว่าเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพคนอื่นและได้รับการยกย่องมากกว่าเจ็ดยอดยุทธ์แดนมนุษย์อีกด้วย
ระยะห่างระหว่างเขาและนางช่างมากมายเหลือเกินโดยเฉพาะในตอนนี้ที่ตนเองได้สูญเสียวรยุทธ์กลายเป็คนพิการทางยุทธ์ไปแล้ว
“นางเป็หนึ่งในสามสตรีที่งดงามที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาไม่น่าเชื่อว่ากาลเวลาไม่สามารถทำอะไรนางได้เลย”
เจียวซินที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมกับแสดงท่าทางระลึกถึงหญิงงามอีกสองคนที่ได้เอ่ยถึงเอี้ยนเฟยซาอดใจไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“แล้วอีกสองคนเป็ใคร?”
“คนแรกที่ข้าพบเจอย่อมเป็เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยผู้นี้นางมักจะมาขอยากับท่านอาจารย์บ่อยครั้งเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้คนระหว่างการเดินทางคนที่สองเป็ยอดหญิงคู่กายจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในยุทธภพหวงเจียวอวี่ไม่มีสตรีใดจะอ่อนหวานน่าสนิทสนมไปมากกว่านางอีกแล้วคนสุดท้ายเป็จันทราเทพิเซียน นางเคยมาที่นี่เพียงครั้งเดียว แต่เป็ครั้งเดียวที่ข้าจดจำมิลืมเลือนมิมีสตรีใดจะงามลึกลับตราตรึงในดวงจิตเท่านาง โอ ยามค่ำคืนท่ามกลางรัตติกาลเทพจันทราเลอโฉมงดงามฝังตรึงกลางใจนี่เป็บทกลอนที่ท่านอาจารย์เคยเอื้อนเอ่ยออกมา และข้าว่ามันเป็จริง”
“เทพจันทราิเซียนเป็หนึ่งในเจ็ดยอดยุทธ์แดนเทพมิใช่หรือ?”
“ใช่แล้ว”
เจียวซินตอบคำถามด้วยความภาคภูมิใจจะมีผู้คนมากเท่าใดที่โชคดีได้พบเจอกับยอดหญิงงามทั้งสามเหมือนกับตนเอง อีกทั้งได้พูดคุยสนทนาใกล้ชิดดุจลูกหลานมีแต่นางที่เป็ลูกศิษย์คนเดียวของหมอเทวะผู้มากความสามารถและมีชื่อเสียงโด่งดังเท่านั้น
“แล้วใครงดงามที่สุดในสามคนนี้?”
“โอในฐานะสตรีด้วยกันข้าไม่สมควรตอบคำถามนี้แต่ครั้งหนึ่งข้าเคยนอนคิดคนเดียวว่าหากสามารถเลือกมารดาได้คนนั้นต้องเป็หวงเจียวอวี่เพราะนางงดงามใจดี ใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่นหากสามารถเลือกพี่สาวได้สักคน คนนั้นต้องเป็เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยเพราะนางเป็คนที่พร้อมจะปกป้องคุ้มครองดูแลผู้อื่นเสมอหากสามารถเลือกมิตรสหายคนสนิทได้ ข้าต้องเลือกเทพจันทราิเซียนเพราะนางเป็คนลึกลับมีเื่ราวมากมายให้ค้นหาน้อยครั้งที่จะเอื้อนโอษฐ์กล่าววาจา อยู่กับคนเช่นนี้จึงจะสามารถใช้ชีวิตอย่างสงบสุขได้”
“ข้าไม่ควรถามคำถามนี้กับเ้าเลย”
เอี้ยนเฟยซาพูดไปส่ายหัวไปการถามคำถามแบบนี้กับสตรีเป็เื่ที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งโดยเฉพาะเด็กหญิงที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาผู้หนึ่งเขาได้แต่หันไปมองหวงจิวเมิ่งที่อยู่อีกด้านหนึ่งซึ่งคำตอบที่ได้รับคือความเงียบงันกับใบหน้าที่ไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมา
จวงซูเม่ยกับหมอเทวะเหมือนจะคุยธุระเสร็จแล้วทั้งสองเดินมาทางพวกเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มหมอเทวะที่มีอายุเกือบสามร้อยปีเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ของเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยคนหนึ่งระยะเวลาเกือบร้อยปีมานี้ทั้งสองล้วนพึ่งพาอาศัยกันและกันเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยนำเงินทองที่เหลือจากการใช้จ่ายมาแลกเปลี่ยนกับยาของหมอเทวะเพื่อช่วยเหลือผู้คนการล่าค่าหัวโจรทำเงินได้มหาศาลแต่นางก็ยังคงยากจนตลอดมา
“ข้าคงต้องขอตัวไปทำธุระที่อื่นก่อนขอบคุณท่านเซี่ย ท่านหวง และคุณหนูเจียวที่เป็ธุระให้ อ้อและคนนำทางผู้สนทนากับตัวเองได้ อีกเจ็ดวันข้าจะกลับมาเอายาตามสัญญา”
เทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยยกมือคารวะทุกคนพร้อมกับหันหลังเดินกลับไปเอี้ยนเฟยซาคิดจะเอ่ยปากหยุดรั้งนางเอาไว้ แต่ก็ไม่อาจหาเหตุผลมายกอ้างได้ทำได้แค่มองดูเงาหลังของยอดสตรีคนล่าสุดที่ตนเองตกหลุมรักเดินจากไป
“เจียวซินพรุ่งนี้เ้าต้องเดินทางไปเก็บสมุนไพรบนยอดเขา ชวนพี่เอี้ยนไปด้วยนะบางทีการได้ชื่นชมทิวทัศน์อันสวยงาม อาจจะทำให้จิตใจของเขาสงบปลอดโปร่งขึ้นมาก็ได้”
เจียวซินได้แต่รับคำแม้จะไม่ค่อยเห็นด้วยก็ตาม หมอเทวะตบไหล่เอี้ยนเฟยซาคราหนึ่ง กล่าวว่า
“ถึงอย่างไรเ้าก็ต้องพักรักษาตัวที่นี่อีกสักพักอยู่แล้วลองไปเปิดหูเปิดตาดูบ้าง บางทีเ้าอาจจะค้นพบวิถีชีวิตแบบใหม่ก็เป็ได้...”
“แต่เขาไม่เคยเก็บสมุนไพรเลยนะอาจารย์”
เจียวซินแทรกขึ้นมานางย่อมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเพราะการเก็บสมุนไพรนั้นยากเย็นแสนเข็ญและอันตรายยิ่ง หากเป็เขตแดนของสมุนไพรหายากแล้วมักจะมีสัตว์ร้ายนานาชนิดคอยปกป้องคุ้มครองพวกมันอยู่ การนำคนที่สูญเสียวรยุทธ์ผู้หนึ่งไปด้วยหาใช่ความคิดที่ดีไม่
“งั้นเ้าก็รับเขาเป็ลูกศิษย์เสียตอนนี้เลยต่อไปจะได้ถ่ายทอดวิชาเก็บสมุนไพรและวิชาแพทย์ให้เขาได้อย่างสบายใจ อ้าวลูกศิษย์ยังไม่คำนับอาจารย์อีก”
หมอเทวะเซี่ยอวิ้นหันมาทำหน้าดุใส่เอี้ยนเฟยซาชายหนุ่มก็หัวไวใช่เล่น รีบคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเด็กหญิง สองขึ้นประสานเหนือหัวพูดออกมาเสียงดังว่า
“ศิษย์แซ่เอี้ยนขอคารวะซือฟู่ได้โปรดเอ็นดูถ่ายทอดวิชาให้ด้วย”
เจียวซินตอนแรกทำท่างเหมือนจะอาละวาดแต่เหมือนจะฉุกคิดอันใดออกมาได้จึงเดินมาพยุงร่างของเอี้ยนเฟยซาให้ลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม กล่าวว่า
“เมื่อเป็ศิษย์ก็ต้องเชื่อฟังอาจารย์ต่อจากนี้ทุกวันเ้าต้องตื่นแต่เช้าตักน้ำให้อาจารย์อาบต้องรดน้ำสมุนไพรและพืชผักสวนครัวทุกเช้าเย็น ทำได้หรือไม่”
“ศิษย์น้อมรับคำสั่ง”
หมอเทวะและหวงจิวเมิ่งล้วนหัวเราะออกมาโดยพร้อมเพรียงพวกเขาล้วนเห็นว่าการละเล่นนี้คงสนุกสนานน่าดู เด็กหญิงที่คุ้นเคยกับการอยู่ตัวคนเดียวไม่มีเพื่อนเล่นมาก่อนพอได้มาเจอกับลูกศิษย์เ้าคารมที่อายุมากกว่ากันไม่เท่าไหร่บางทีนี่อาจจะเป็บทเรียนสำคัญในการใช้ชีวิตให้กับนางผู้อ่อนต่อโลกก็เป็ได้
“ทีนี้ก็ตามเรามายังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนตะวันตกดินสำหรับเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะและสรรพคุณของสมุนไพรแต่ละชนิด”
เจียวซินรีบพาลูกศิษย์คนแรกไปยังสวนสมุนไพรทันทีโชคดีที่หมอเทวะรวบรวมสมุนไพรมากมายมาปลูกไว้ในหุบเขาแห่งนี้ถือเป็สถานที่เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ของคนที่ไม่คุ้นเคยกับสมุนไพรตัวยามาก่อนเมื่อได้ผู้เชี่ยวชาญอย่างเจียวซินคอยแนะนำ หมอเทวะก็วางใจ
“ท่านคิดเห็นเช่นไรเกี่ยวกับอาการของเขา?”
“ข้ารู้สึกได้ว่าพลังยุทธ์ของเขายังคงอยู่เพียงแต่ต้องใช้การกระตุ้นที่พิเศษจึงจะดึงมันออกมาได้โอสถนฤมิตเทวามิใช่ไร้ประโยชน์อย่างแน่นอน มันต้องส่งเสริมให้เขากลับมาเหมือนเดิมไม่สิ ต้องผลัดเปลี่ยนเอ็นกระดูกกลายเป็คนใหม่ที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิม”
หมอเทวะมองดูลูกศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของตนเองที่ทำหน้าที่เป็อาจารย์ได้อย่างไม่เคอะเขินนางเป็อัจฉริยะโดยแท้จริงในโลกใบนี้ไม่มีใครสามารถจดจำสมุนไพรนับหมื่นชนิดในวัยสิบสองปีมีแต่เด็กหญิงคนนี้เท่านั้นที่ทำได้ หากว่านางสามารถร่ำเรียนวิชาแพทย์จากเขาจนหมดสิ้นตอนนั้นจะเป็เวลาที่เขาได้เข้าพิธีปุนภพบ้างแล้ว
เอี้ยนเฟยซายืนยืดเส้นยืดสายหลังจากที่ได้ทำการรดน้ำพืชผักสวนครัวและสมุนไพรเสร็จสิ้นนี่เป็ฤกษ์งามยามดีของการปฏิบัติหน้าที่ของลูกศิษย์ เช้าวันนี้อากาศสดใสเป็พิเศษแสงแดดแรกแย้มเริ่มส่องต้องลงบนร่างของเขา ตอนนี้เขาได้ตกลงปลงใจที่จะเป็หมอแล้วบุคคลที่ไร้วิทยายุทธ์แล้วยังคงมีหน้ามีหน้าในยุทธภพคงมีแต่หมอเท่านั้น
“มากินข้าวได้แล้วศิษย์ของข้า”
เจียวซินะโพลางโบกไม้โบกมือให้เอี้ยนเฟยซาต้องลอบหัวร่อออกมาคราหนึ่งเด็กหญิงผู้นี้เฉลียวฉลาดและมีความเป็ผู้ใหญ่เกินวัยการที่ต้องมาอยู่กับหมอเทวะั้แ่ยังเล็ก ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีเพื่อนเล่นคงจะหล่อหลอมให้นางเติบโตจนลืมวัยเด็กเขาสัญญาว่าจะรื้อฟื้นและเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปให้กับนาง
“ท่านหวงไม่มาร่วมกินมื้อเช้ากับเราเหรอ?”
“เขาลงจากเขาไปั้แ่เช้าแล้วเห็นบอกว่าจะกลับไปหาของบางอย่างที่ตำหนักราชันย์ หวังว่าเขาจะกลับมาในเร็ววัน”
เจียวซินตอบคำถามเอี้ยนเฟยซาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือหวงจิวเมิ่งเป็บุคคลเดียวที่นางรู้สึกรักและผูกพันเหมือนเครือญาติที่แท้จริงทุกครั้งที่เขามาหล่อนจะดีใจและมีความสุขที่สุดแต่ทุกครั้งที่เขาจากไปก็มักจะเป็่เวลาที่ตนเองเศร้าใจที่สุดด้วยเช่นกัน
เอี้ยนเฟยซาลงมือกินอย่างเอร็ดอร่อยเขายอมรับว่าฝีมือการทำอาหารของเจียวซินนั้นยอดเยี่ยมยิ่ง ทั้ง ๆ ที่เครื่องปรุงมีจำกัดวัตถุดิบยิ่งมีน้อยแต่เด็กหญิงผู้นี้สามารถรังสรรค์ให้กลายเป็อาหารเลิศรสได้ทุกครั้งหมอเทวะเองก็คงคิดเห็นเช่นเดียวกับเขาเพราะลงมือกินอย่างลืมตัวเช่นกัน
“วันนี้ข้าจะพาเ้าไปเก็บสมุนไพรที่ทุ่งหมาหอนก่อน่นี้ย่างเข้าฤดูหนาวแล้ว พวกหมาป่าคงจะไม่ออกมาเพ่นพ่านหากินที่นั่นเราจะได้พบกับสมุนไพรมากมาย รับรองว่าเ้าจะต้องสนุกแน่นอน”
เอี้ยนเฟยซาทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอเป็คำตอบเพราะในปากของเขาเต็มไปด้วยอาหาร ไม่สามารถพูดจาโต้ตอบได้
“อย่าลืมเอาอาวุธประจำตัวของเ้าไปด้วย”
“อาวุธประจำตัว?”
เอี้ยนเฟยซาหันไปมองดูหมอเทวะด้วยความประหลาดใจเขาลืมเลือนไปแล้วว่าเคยดาบขึ้นสนิมเล่มหนึ่ง ยิ่งตนเองสูญเสียวรยุทธ์แล้วด้วยจึงไม่ใส่ใจกับอาวุธที่จำเป็ต้องมีหมอเทวะชี้นิ้วไปที่ผนังด้านหนึ่ง ปรากฏดาบเล่มหนึ่งห้อยต่องแต่งติดผนังฝักดาบเป็ไม้เก่าที่หมอเทวะเอาเศษไม้มาทำให้ใหม่ สภาพแลดูไม่สวยงามแต่แลดูแข็งแรงทนทาน
“นั่นเป็ดาบของข้าเหรอ?”
“ใช่แล้วเ้ากำมันไว้แน่นแม้จะสลบไสลไม่ได้สติก็ตามข้าจึงคิดว่ามันอาจจะช่วยเหลืออะไรเ้าได้บ้างในบางสถานการณ์”
เอี้ยนเฟยซาผงกศีรษะเป็เชิงเข้าใจการไปยังทุ่งหมาหอนอาจจำเป็ต้องมีอาวุธติดมือไปสักชิ้นหากหมาป่าหิวโซจู่โจมเข้ามาเขาจะได้ใช้ขู่มัน
หลังจากมื้อเช้าที่เอร็ดอร่อยเอี้ยนเฟยซาก็เตรียมตัวออกเดินทางพร้อมกับเจียวซินเขาพร้อมแล้วสำหรับการออกผจญภัยบนเส้นทางสายใหม่เมื่อไม่มีวาสนากับเส้นทางชาวยุทธ์ก็สมควรมุ่งมั่นทุ่มเทให้กับเส้นทางของการเป็หมออย่างสุดความสามารถ
เจียวซินเดินหายไปทางหลังบ้านครู่เดียวนางก็กลับมาพร้อมกับนั่งอยู่บนหลังม้าที่งามสง่าตัวหนึ่งมันเป็ม้าที่เขาคุ้นเคยเป็อย่างดี โชงินั่นเอง แต่ที่เขาไม่เข้าใจเลยคือการที่มันยินยอมให้เด็กหญิงนั่งขี่อยู่บนหลังของมันส่วนเขากลับไม่เคยได้ทำเช่นนั้นแม้แต่ครั้งเดียว
“โชงิเ้าให้นางขี่อยู่บนหลังได้ยังไง แล้วข้าล่ะ จะให้ข้าเดินไปอย่างนั้นหรือ?หนอยเ้าม้าบ้าตัวนี้ มีนิสัยชีกอยิ่งกว่าข้าเสียอีก”
โชงิคล้ายกับจะไม่เห็นด้วยมันใช้หัวของมันกระแทกใส่หน้าอกของเอี้ยนเฟยซาทีหนึ่ง ทำให้เขาต้องเซถลาไปหลายก้าวเจียวซินบนหลังม้าหัวเราะชอบใจ หล่อนลูบขนบนคอของม้าอย่างนุ่มนวลทะนุถนอมเ้าม้าเองก็เหมือนจะเคลิบเคลิ้มไปด้วย มันส่ายหางไปมาอย่างมีความสุข
“มันชื่อโชงิเองหรอกหรือ?แน่นอนโชงิย่อมต้องให้ข้าขี่หลังของมันอยู่แล้วเพราะ่ที่เ้าสลบไสลอยู่นั้นข้าเป็คนป้อนน้ำป้อนหญ้าเสาะหาผลไม้ป่าให้มันรับประทานทุกวัน”
“อ้อเป็เช่นนี้นี่เอง”
เอี้ยนเฟยซาคล้ายจะยังไม่พอใจเท่าไหร่แต่ก็ต้องยอมรับความจริงที่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับม้าแสนรู้ตัวนี้ไม่ค่อยดีนักการที่เจียวซินได้นั่งอยู่บนหลังม้านั้นก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว
สองคนหนึ่งม้าได้ออกเดินทางไปยังทุ่งหมาหอนภารกิจในการเก็บสมุนไพรเพื่อนำไปทำยาให้กับเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยเริ่มต้นขึ้นแล้วประสบการณ์อันแปลกใหม่และพิสดารกำลังรอคอยการมาของชายหนุ่มผู้สูญเสียวรยุทธ์อยู่