(ม่านคือพม่า ตะเลงคือมอญ )
หลังจากรอดชีวิตมาได้ไม่เป็ผีเฝ้าแม่น้ำอิรวดีแล้ว จักรากับมะซอจีก็เดินทางกลับไปที่วัดมิงกุนเพื่อขึ้นรถรับจ้างของลุงร้านค้าแล้วเดินทางลงใต้ไปยังทะเลสาบอินเล ระยะทางกว่า160 ไมล์ใช้เวลาเดินทางราว 6 ชม.
“คุณพี่ชาวประมงแกก็ใจดีจังนะไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้เอารถมาส่งเราที่วัดมิงกุนแถมยังหาเสื้อผ้ามาให้เราเปลี่ยนอีก” หนุ่มสามพรานรู้สึกซาบซึ้งใจชาวบ้านแถบนี้
“ชาวบ้านในพม่าส่วนใหญ่เขาก็ใจดีแบบนี้แหละมีแต่พวกชนชั้นผู้นำประเทศที่โหดร้ายกับประชาชน” สาวร่างทรงหยอดใส่รัฐบาลทหาร
ณ บ้านเนรมิตโภคา กรุงเทพ
หลังจากห่างครอบครัวไปวุ่นวายกับงานของเภสันเสียนาน เสี่ยเริงศักดิ์นั่งรถกลับเข้าบ้านสวนกันกับรถของหิรัญที่ปากซอย
เมื่อเข้าไปในบ้านพบเพลินใจนั่งดูทีวีอยู่ห้องรับแขกจึงถามว่า
“เมื่อกี้เห็นหิรัญขับรถสวนกันกับป๋าออกไปปากซอยเขามาทำอะไร เื่งานไนต์คลับเหรอ”
“คงจะมาหาน้องพรดารีมั๊งคะคู่นี้เขาชอบกระหนุงกระหนิงกันอยู่แล้วนี่ ดูเหมาะสมกันดีนะคะ”ลูกเลี้ยงพยายามใส่ไฟปั่นหัวพ่อเลี้ยง
“แต่ป๋าไม่ชอบ เคยเตือนหิรัญแล้วว่าอย่ามายุ่งกับลูกสาวฉัน”
“ถ้ายังงั้นทำไมป๋าไม่ย้ายเขาไปอยู่ไกลอย่างฟาร์มไก่ของเราแถวปากช่องละคะ จะได้ไม่มีเวลาไปมาหากันไงล่ะ”
“อืม แบบนั้นก็ดีเหมือนกันนะเดี๋ยวป๋าจะสั่งย้ายมันพรุ่งนี้”
ณเมืองเยาน์ฉ่วย (Nyaungshwe) ปากทางเข้าทะเลสาบอิ้นเล่ (Inle)
รถยนต์ของลุงร้านค้ามาส่งลงท่าเรือรับจ้างจักราและมะซอจีลงเรือโดยให้ลุงเฝ้ารถอยู่บนฝั่ง
เรือไม้ลำยาวเกือบ 5 เมตรมีที่นั่งวางพาดขวางตัวเรือไว้เป็่ ๆ สำหรับให้คนโดยสารนั่งได้ประมาณ 10 คนโดยมีนายท้ายเรือคุมเครื่องยนต์ บริการหนุ่มสามพรานกับร่างทรงสาว
จากท่าเรือแล่นไปตามลำคลองขุดที่เป็แนวตรงเหมือนไม้บรรทัดจนกระทั่งเข้าไปถึงหมู่บ้านอิ้นท่า (Intha) ที่มีบ้านใต้ถุนสูงปลูกอยู่บนน้ำอย่างเป็ระเบียบฝาบ้านเป็ไม้ไผ่สานขัดแตะ หลังคาสังกะสี มีผังเมืองเป็ตาตาราง มีเสาไฟฟ้าปักไว้ทุกมุมแต่ละซอยมีร้านค้า บ้านพักอาศัย มีวัดและโรงเรียนล้วนปลูกอยู่บนน้ำที่ปากคลองริมทะเลสาบอิ้นเล่นั่นเอง
คนขับเรือพาสองหนุ่มสาวไปถามผู้ใหญ่บ้านถึงแม่ม่ายชื่อมูสัง
“อ๋อนางอาศัยอยู่กระต๊อบกลางทะเลสาบ ทำสวนมะเขือเทศลอยน้ำอยู่น่ะ มีอยู่หลังเดียวหาไม่ยากหรอก” มะซอจีแปลคำบอกของผู้ใหญ่บ้าน
“หมู่บ้านอิ้นท่านี้เขาอยู่กันมาหลายร้อยปีแล้วนะ”สาวมิ๊งแปลจากคำพูดคนขับเรือ
ท่ามกลางความเวิ้งว้างของทะเลสาบมีฉากหลังเป็ขุนเขารัฐฉานทอดยาวเขียวขจีอยู่ไกล ๆ เรือก็ลอยลำมาถึงแปลงปลูกมะเขือเทศที่กระเพื่อมขึ้นลงตามกระแสคลื่นของน้ำอิ้นเล่แล้วชายหนุ่มหญิงสาวก็เดินขึ้นไปตามแผ่นไม้กระดานที่เขาทำพาดไว้จากริมสวนเข้าไปถึงตัวเรือนหลังน้อยของแม่ม่าย
“มูสังๆ อยู่มั๊ย มีคนมาหา” เสียงคนขับเรือร้องเรียก
“อยู่หลังบ้านมีอะไร” เสียงผู้หญิงตอบ
“ออกมาหาหน่อยเขามีธุระจะคุยด้วย”
อึดใจหนึ่งเ้าของกระต๊อบน้อยก็เดินออกมา เป็หญิงกลางคนวัยประมาณ 50แต่งตัวแบบหญิงชาวบ้านพม่าทั่วไป
“คุณน้าเคยเห็นขนนกยูงทองคำไหมคะ”มะซอจีถาม
“เคยสิฉันได้รับมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษ แม่ของฉันสั่งไว้ก่อนตายว่าจงมอบมันให้กับร่างทรงจากมัณฑะเลย์ เพื่อรับใช้เทพ”
“จริงหรือคะดิฉันก็เป็ร่างทรงที่บ้านต่องปะโยงพอดี”
“ตามฉันมาสิ”มูสังเชิญ สาวมิ๊งกับหนุ่มเปียก็เดินตามเข้าไปในบ้านแล้วเ้าของบ้านก็เปิดเสื่อน้ำมันที่ปูพื้นขึ้น พบว่ามีประตูเปิดขึ้นได้มองเห็นบันไดลงไป ที่แท้บ้านหลังนี้สร้างไว้ปกปิดห้องใต้ดินกลางทะเลสาบนั่นเอง
กลางห้องด้านล่างมูสังเปิดกล่องใบหนึ่งที่วางไว้บนโต๊ะหมู่บูชา ภายในบรรจุขนนกยูงทองคำไว้ชิ้นหนึ่งนางหยิบมันออกมาแล้วส่งให้สาวร่างทรง ก่อนจะกล่าวว่า
“วันนี้ฉันก็หมดภาระที่จะเก็บรักษามันแล้วขอส่งต่อให้คุณไปทำหน้าที่ให้ดี”
มะซอจีกับจักราร่ำลามูสังแล้วคนขับเรือก็พากลับมาลำคลองเดิม แต่คราวนี้กลับมีแขกไม่ได้รับเชิญเป็ชายฉกรรจ์ขับเรือยาวสี่ห้าลำไล่ตามพวกเขา พร้อมทั้งพูดผ่านโทรโข่งว่า
“ส่งขนนกยูงมาเดี๋ยวนี้ไม่งั้นข้ายิงจริง ๆ”
เมื่อเห็นสองหนุ่มสาวไม่ตอบรับพวกมันก็เอาปืนกราดยิงไล่หลังแต่จักราใช้พลังเทพเนรมิตกงจักรอันใหญ่เป็โล่ห์กำบังกระสุบปืนของพวกนั้นส่วนสาวมิ๊งก็ใช้ไสยเวทย์ผีนัตเสกผ้ายันต์รูปจระเข้แล้วโยนลงน้ำไปมันก็กลับกลายเป็ชาละวันตัวใหญ่ ไล่งับเรือพวกคนร้ายจนคว่ำแล้วกินทรชนเ่าั้เป็อาหาร
เรือพามาส่งถึงฝั่งพวกเขาก็ขึ้นรถของลุงร้านค้าแล้วมะซอจีก็แกะกระดาษห่อก้านขนนกออกดู มีข้อความว่า
“จุดต่อไปหอคำเ้าฟ้าเมืองป๋างลอง ทิศใต้ของเมืองตองจี รัฐฉาน”
แล้วเขาก็เดินทางต่อไปอีก43 ไมล์ ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงกับ 47 นาที ก็มาถึงวังเก่าของเ้าฟ้าเมืองป๋างลอง (PinLaung Hor Palace ) เป็อาคารไม้ทรงยุโรปผสมศิลปะไทยใหญ่มีบันไดปูนตรงกลาง หลังคาทำเป็ชั้นลดหลั่นกัน แบ่งเป็ปีกซ้ายและปีกขวา โดยมีหอพระเป็ส่วนบนสุดของกลางอาคารประดับชายคาด้วยแผ่นไม้ฉลุลาย อันเป็ที่นิยมของยุคสมัยร้อยกว่าปีก่อน
“มาหาใครคะ”เสียงของหญิงสาวผู้ดูแลสถานที่ถามผู้มาเยือน
“มิงกะลาบาขออนุญาตเข้าไปเยี่ยมชมหอคำได้ไหมคะ”
“มิงกะลาบาไม่ทราบว่าได้ติดต่อมาก่อนไหมคะ พอดีต้องเรียนให้เ้าของบ้านซึ่งเป็ชายาอดีตเ้าฟ้าเมืองป๋างลองท่านทราบก่อนนะค่ะ”
“ไม่ได้ติดต่อมาก่อนค่ะ”
“ใครมาหาหรือมะขิ่น” เสียงหญิงสูงอายุถาม แล้วเ้าของเสียงก็เดินออกมาจากในหอคำนั้นเป็หญิงชราเกล้าผมไว้ด้านหลัง สวมแว่นตา สวมเสื้อแขนยาวสีขาวเป็ผ้าลูกไม้นุ่งซิ่นสีน้ำตาลลายดอกแก้ว คาดเข็มขัดเงิน ถือไม้เท้าพยุงกายแล้วเพ่งมองสองหนุ่มสาวที่มาเยือน
“นี่ละค่ะเ้าของบ้าน มาพอดี” แล้วมะขิ่นก็พูดกับเ้าของหอคำด้วยภาษาพม่า
“หนูมาจากไหนทำงานอะไร” หญิงสูงวัยกล่าวกับสาวมิ๊ง
“หนูเป็ร่างทรงบ้านต่องปะโยงมัณฑะเลย์ค่ะ มาทำภารกิจตามหาขนนกยูงทองคำ เพื่อประกอบในการค้นหาเทวรูปสำหรับปราบมาร ไม่ทราบเ้าจะเชื่อหรือไม่ แต่นี่เป็เื่จริงค่ะ”
“อืมเื่นั้นไม่มีปัญหา แต่ก่อนจะขึ้นไปเอาขนนกยูง หนูมาดูโชคชะตาให้ฉันหน่อยสิว่าจะขายหอคำนี้ได้ไหม วันก่อนมีคนมาติดต่อขอซื้อเอาไปสร้างโรงแรม ลองดูสิ”
“ได้ค่ะเชิญเ้าไปนั่งทางโน้นก่อนนะคะ”
แล้วมะซอจีก็นำหอยเบี้ยเสี่ยงทายวางบนผืนผ้าแดงสื่อกระแสจิตกับผีนัตสักครู่หนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นกล่าวกับพระชายาว่า
“ผีนัตบอกว่าจะขายพื้นที่หอคำได้บางส่วนค่ะบางส่วนจะถูกทิ้งร้าง กระทั่งพังทลายเพราะพายุในปี ค.ศ.2020เนื่องจากขาดผู้ใส่ใจบูรณะรักษา คนที่อยากซ่อมแซมก็ขาดปัจจัย และรัฐบาลก็ไม่สนใจมัวแต่ทำากับชนกลุ่มน้อย ปราบปรามนักศึกษาให้นายทุนจีนเข้ามายึดเมืองเล้าก่าย ให้ชาวปะโอเข้ามาอยู่ในเมืองมากกว่าชาวไตที่เป็เ้าของเดิม”
ชายาเ้าฟ้านิ่งอึ้งไปสักครู่ก่อนจะกล่าวว่า
“อืม ใด ๆในโลกล้วนอนิจจังจริงนะ ตามฉันขึ้นไปหอพระสิ” แล้วมะขิ่นก็ค่อย ๆพยุงเ้านายขึ้นไปชั้นบน โดยมีชายหนุ่มหญิงสาวติดตามไปด้วย
เ้านายแห่งเมืองป๋างลองก็เปิดหีบสมบัติออกก่อนจะหยิบขนนกยูงทองคำออกจากห่อผ้าสีแดง แล้วยื่นให้มะขิ่น นำมามอบให้มะซอจี
“เมื่อก่อนเ้าหลวงสามีฉันเปิดบ่อนใหญ่ในเมืองนี้สมกับชื่อเมืองป๋างลอง ขนนกยูงนี่เราได้มาจากเ้านายเมืองสกาย ที่นำมาจำนำไว้ตอนมาเล่นในบ่อนหลังจากแพ้พนันก็ไม่มาไถ่ เราเลยยึดเป็สมบัติมาจนบัดนี้ ฉันมอบให้เธอ”
“ขอบคุณพระชายามากค่ะหนูขอตัวลาก่อน ขอให้ท่านอายุยืน สุขภาพแข็งแรงนะคะ”
“สาธุสมพรปากนะหนูเอ้ย”
เมื่อเดินออกมาจากหอคำสาวมิ๊งแกะกระดาษห่อก้านขนนกออกอ่าน พบข้อความว่า
“จุดต่อไปพระธาตุไจที่โย่ ( พระธาตุอินทร์แขวน) รัฐมอญ”
“ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้วเราไปหาที่พักในเมืองดีกว่านะ”
“ลุงรู้จักโรงแรมเก่าแก่ในเมืองนี้เคยพาฝรั่งมาพัก เดี๋ยวลุงพาไป”
แล้วทุกคนก็มาถึงโรงแรม PinLaung Royal Hotel เป็อาคารไม้สองชั้นทาสีขาวมีระเบียงทางเดินหน้าห้อง บันไดทางขึ้นอยู่่กลางอาคาร
เมื่อรับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารของโรงแรมแล้วต่างก็แยกย้ายไปนอนพักผ่อน ห้องใครห้องมัน
กลางดึกคืนนั้น
จักรากำลังครึ่งหลับครึ่งตื่น ก็มีเสียงคนมาเคาะประตูเขางัวเงียพูดไปว่า
“ห้องไม่ได้ล็อค เข้ามาเลย”
แล้วก็มีหญิงสาวเดินเข้ามาอย่างเงียบเชียบจนถึงขอบเตียงหนุ่มสามพรานลืมตาขึ้นเล็กน้อย ในความสลัวของห้องที่ปิดไฟ มีเพียงแสงอันน้อยนิดจากภายนอกส่องเข้ามาทางหน้าต่างเขาจำได้ว่านี่คือ มะซอจี!!!
สาวมิ๊งในชุดนอนวาบหวิว เต้นในลีลายักย้ายส่ายสะโพกเบา ๆปลุกอารมณ์ชายหนุ่มให้ตาสว่างขึ้น ร่างของเธอในเงามืด ถูกแสงที่ส่องมาจากด้านหลังเน้นให้เห็นทรวดทรงองค์เอว ส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนขึ้น
แล้วแม่นางร่างทรงก็ค่อยๆ คืบคลานขึ้นบนเตียงไปจุมพิตปากเขาเบา ๆ หนึ่งครั้งก่อนจะก้มลงไปลิ้มรสไอติมหวานเย็นที่หว่างขาของหนุ่มสามพราน
ชายหนุ่มครางกระเส่าเบาๆ ก่อนจะเอามือลูบหัวของแขกพิเศษยามราตรีที่มาเยือนห้องยิ่งเมื่อปากกับลิ้นของนางบัดดี้สาวรูดขึ้นลงบนแท่งไอติมเขาก็ใช้มือบีบหัวไหล่ของหล่อนแน่นขึ้น
จากนั้น นารีผู้ร้อนแรงก็ย้อนประสบการณ์วัยเด็กของหนุ่มเปียด้วยการใช้ร่างของเขาแทนการควบม้าโยกงานวัด ศีรษะของหล่อนส่ายไปซ้ายทีขวาทีตามลีลากระแทกขึ้นลงบนหลังม้า
ขณะที่จักรากำลังเคลิบเคลิ้มอยู่นั่นเองก็มีเสียงดังมาจากข้างห้องนอน
“พี่เปียช่วยด้วย ตุ๊กแกเข้าห้อง!!!”
จากนั้นประตูก็เปิดออกเป็มะซอจีที่วิ่งจากห้องหล่อนมายืนจังก้าอยู่หน้าประตู
หนุ่มเปียเห็นดังนั้นก็ใว่า
“เอ๊ะน้องมิ๊งอยู่โน่นแล้วเมื่อกี้ใครขย่มเราอยู่วะ”
เมื่อเงยหน้าขึ้นดูก็พบว่า
ผีมะแพวากำลังแสยะยิ้มให้
มะซอจีมองเข้าไปในห้องจักราก็เห็นผีสาวกำลังนั่งคร่อมบนตัวชายหนุ่มแล้วผีนั้นก็หันหัวที่หมุนได้รอบกลับมาพูดว่า
“เป็ไงล่ะหนูมาร่วมสนุกด้วยกันมั๊ย”
“อีผีบ้าไปตายซะ” ว่าแล้วสาวมิ๊งก็ร่ายคาถาผีนัตเป่าไป แต่มะแพวาไม่สะทกสะท้าน
“ฮ่าฮ่าฮ่าคาถาของแกแค่นี้ไม่ได้ผลหรอก ข้าได้พลังปีศาจจากท่านกามันดาพวกแกทำอะไรข้าไม่ได้ทั้งนั้น มาจอยกันดีกว่า มามะ”
นางผีกล่าวจบก็โยนโลงศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนตะขาบ ตุ๊กแก ไส้เดือน กิ้งกือ สารพัดที่มะซอจีเกลียดกลัว ลอยมาตกลงหน้าประตูโลงก็แตก สัตว์ทั้งหลายคลานยั้วเยี้ย และกำลังจะไต่ขึ้นขาของสาวร่างทรง หล่อนร้องกรี๊ดดังลั่นแล้ววิ่งหนีกลับห้องของตน ปล่อยให้หนุ่มเปียเผชิญผีสาวเพียงลำพัง
จักราก็พยายามเสกกงจักรให้พุ่งออกจากมือแต่ก็ใช้พลังเทพไม่ได้ ผีสาวก็หัวเราะเยาะใส่ ขณะที่ยังนั่งทับตัวเขาต่อไป
“แกใช้พลังเทพตอนกำลังติ๊ดชึ่งกับฉันไม่ได้หรอกมาเป็ผัวฉันซะดี ๆ ก่อนตายฉันยังไม่เคยมีผัวเพราะออกเรือไปตามหาพี่ชายแล้วจมน้ำตาย แกไม่สงสารชั้นเหรอ ชั้นยังซิงอยู่นะ ผัวขาไปอยู่ด้วยกันนะ โน่น ฉันเตรียมโลงอย่างดีไว้ให้ด้วย”
มะแพวาชี้ไปที่โลงศพซึ่งวางไว้ข้างเตียงแล้วใช้เรือนผมอันยาวเฟื้อยพุ่งเข้าไปรัดคอของจักรามือสองข้างของมันก็ยืดยาวไปบีบคอเขาไว้ หนุ่มเปียกำพระที่สร้อยคอแล้วกล่าวว่า
“นี่หลวงพ่อวัดไร่ขิง แกกลัวมั๊ย”
ผีสาวเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่า
“พระปลอมฉันไม่กลัว แกไปเช่ามาจากไหน”
“ตลาดนัดสนามหลวง”
“ไอ้บ้าทำไมไม่ไปท่าพระจันทร์ ร้านเฮียใช้ เขามีแต่ของแท้”
“ปล่อยกูไปอีผีบ้า” ชายหนุ่มดิ้นสุดแรง แต่ก็ยังสะบัดไม่หลุด
“อย่าว่าเมียอย่างนี้สิคะผัวขา”
ผีมะแพวาก็ก้มลงจูบปากจักราอย่างดูดดื่มกลิ่นสาบสางแบบศพเน่าก็เข้าจมูกเขาจนสำลัก เมื่อเขาพยายามจะผลักตัวผีก็มีน้ำเหลืองเป็ยางเหนียว ๆ ตามแขนขาเนื้อตัวของมันทำให้ลื่นหลุดมือ
หนุ่มสามพรานจึงตัดใจใช้ไม้ตายสุดท้ายข่มตาบริกรรมคาถาในใจว่า
“นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะควา”
อันเป็คาถาบูชาหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
เมื่อว่าครบ 3จบ ผีมะแพวาก็กรีดร้องอย่างโหยหวน แล้วก็สลายร่างหายไปทิ้งไว้เพียงตำนานผีแบกโลงอันสุดหลอนของชาวพม่าไว้เื้ั
จักราถอนหายใจอย่างโล่งอกที่หลุดพ้นจากผีอย่างหวุดหวิด แต่ก็ต้องสะดุ้งอีกครั้งเมื่อมองไปเห็นโลงศพของนางผียังตั้งอยู่ข้างที่นอน
“เฮ้ยทำไมไม่เอาโลงกลับไปด้วย อีผีบ้า”
มะแพวาก็กลับมาปรากฏร่างอีกครั้งแล้วยิ้มอย่างเขิน ๆ ก่อนจะกล่าวว่า
“อุ๊ย ขอโทษลืมจริง ๆ แต่จะบอกอะไรไว้อย่างนะ ไอติมของเ้าน่ะ หวานเจี๊ยบจริง ๆ ไปละ จุ๊บๆ” แล้วผีสาวก็แบกโลงหายวับไป
หนุ่มสามพรานรีบลุกพรวดไปล้างคราบน้ำลายผีที่ยังเปียกแฉะทั่วปลัดขิกของเขาในห้องน้ำ
เช้าวันรุ่งขึ้น
จักราที่รอบดวงตาหมองคล้ำเพราะอดนอนเดินโซเซลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร มะซอจีซึ่งนั่งอยู่ก่อนก็อมยิ้มก่อนจะทักทายว่า
“กู้ดมอนิ่ง เป็ยังไงล่ะเมื่อคืนมีอะไรกับผี สนุกมั๊ย”
“สนุกบ้าอะไรล่ะ ขยะแขยงจะตาย”
“อะไรกันตอนฉันเปิดประตูเข้าไปเห็นคุณยังกอดเอวมันไว้แน่น แล้วไม่รู้เหรอ ว่ามันเป็ผี”
“ก็มันปลอมตัวเป็...”จักราหยุดชะงัก เมื่อจะเอ่ยชื่อสาวมิ๊ง
“เป็อะไร”
“ช่างเหอะ อย่าไปพูดถึงเลย รีบ ๆกิน แล้วจะได้ไปต่อ”
มะซอจีก็แทบกลั้นขำไว้ไม่อยู่ฉีกครัวซองกินไปยิ้มไป
บ่ายวันนั้น
ทั้งสองก็เดินทางไปถึงทางขึ้นพระเจดีย์ไจที่โย่หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อพระธาตุอินทร์แขวน อันมีเจดีย์ตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่วางิ่เหม่เหมือนจะตกมิตกแหล่ตรงหน้าผา
มะซอจีต้องรออยู่ด้านล่างเพราะทางวัดห้ามผู้หญิงขึ้นไปถึงองค์พระธาตุ จักราจึงต้องขึ้นไปเพียงลำพัง
ชายหนุ่มเดินตามทางปูนที่สร้างอ้อมรอบเขาขึ้นไปถึงลานพระเจดีย์ท่ามกลางศรัทธาสาธุชนที่มากราบไหว้องค์พระธาตุ กลิ่นธูปและควันเทียนคละคลุ้ง
จักราเดินเบียดเสียดผู้คนเข้าไปจนถึงก้อนหินใหญ่อันเป็ที่ตั้งของเจดีย์องค์น้อยเสมือนวางอยู่บนเศียรของฤาษี เป็ที่มาของชื่อไจที่โย่
แสงแดดอันร้อนแรงในเวลาบ่ายสาดส่องไปต้องสีทองที่ทาเคลือบก้อนศิลาใหญ่ไว้
แล้วสายตาของหนุ่มสามพรานก็เหลือบไปเห็นสิ่งหนึ่งกำลังขยับยุกยิกตามแรงลม
เป็ขนนกยูงทองคำอันหนึ่งที่ปักอยู่บนยอดฉัตรเหนือพระเจดีย์นั้นหัวใจของเขาเต้นตูมตามด้วยความตื่นเต้น
เขาจึงแอบไปยืนในมุมลับตาคนของลานพระเจดีย์นั้นแล้วอธิฐานจิตเนรมิตจักรเทพขึ้นอันหนึ่ง ให้ลอยไปสะกิดขนนกนั้นให้หลุดออกจากยอดฉัตรและให้จักรประคองลงมาถึงมือของเขาด้วยแรงฤทธิพลังเทพ
ชายหนุ่มรีบถือขนนกเดินลงมาหามะซอจีด้วยความดีใจ
“เราได้มาแล้วแกะดูกันเถอะ จุดต่อไปคือที่ไหน”
กระดาษห่อก้านขนนกถูกแกะออกพร้อมข้อความว่า
“จุดสุดท้ายวัดพระพุทธไสยาสน์ เซาะทะจี้ กรุงร่างกุ้ง”
พวกเขาใช้เวลาเดินทางอีกกว่า4 ชั่วโมง ก็ไปถึงวัดพระนอนหน้าหวานที่คนไทยกล่าวขวัญถึง
หนุ่มสาวที่มาตามหาขนนกเส้นสุดท้ายเดินผ่านทางเข้าที่มีเสาสีทองมียอดรูปหงส์เรียงรายสองฝั่งเข้าไปยังวิหารสีทองอร่าม
ภายในประดิษฐานพระปางไสยาสน์มีความยาวถึง66 เมตร ( 217 ฟุต ) นับเป็พระนอนที่ใหญ่ที่สุดของพม่า สร้างเสร็จเมื่อปีพ.ศ.2450
ทั้งสองคนเข้าไปกราบนมัสการองค์พระแล้วเดินชมรอบ ๆ ขณะที่จักรากำลังมองดูลวดลายมงคล 38 ประการบนฝ่าพระบาทอยู่นั้น
เขาก็เผลอเอามือไปจับก็เกิดอัศจรรย์ เมื่อฝ่าเท้าข้างหนึ่งขององค์พระขยับในอาการสะบัดแล้วก็มีขนนกยูงสีทองร่วงหล่นออกมาใส่ฝ่ามือของหนุ่มเปียขณะที่มะซอจียืนตะลึงอยู่ข้าง ๆ
คราวนี้ไม่มีกระดาษห่อก้านขนนกอย่างครั้งก่อน
“ใกล้ค่ำแล้วเราคงต้องนอนค้างในเมืองก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยเดินทางไปเขาโปปาต้องใช้เวลาทั้งวันอีกนะ” สาวมิ๊งแนะนำ
“หวังว่าคืนนี้คงไม่มีประสบการณ์ขนหัวลุกอีกนะ”จักราย้ำความหลังที่เพิ่งเจอหมาด ๆ
สาวร่างทรงก็หัวเราะแต่ไม่ได้พูดอะไร
เช้าวันรุ่งขึ้น
มะซอจีชวนจักราทำบุญตักบาตรตอนเช้าจากนั้นพวกเขาก็ขึ้นรถมุ่งไปยังเขาโปปา อันอยู่ห่างออกไปจากเมืองหลวงกว่า 370 ไมล์ต้องใช้เวลาเดินทางอีก 8 ชั่วโมง
ราวสี่โมงเย็นรถก็มาถึงเชิงเขาโปะป้า ซึ่งมีตองกะละ คอขวดูเาไฟที่ดับแล้วตั้งตระหง่านกลางทุ่ง แวดล้อมด้วยทิวเขาพะโคอันเขียวขจีบนยอดนั้นมีวัดและวิหารประดิษฐานผีนัตหลวงทั้ง 37 ตน
ทั้งสองหนุ่มสาวเดินขึ้นไปตามทางที่สร้างไว้อ้อมรอบเขามีระเบียงหลังคากันแดดกันฝนตลอดทาง ที่มีบันได 777 ขั้น
แต่เมื่อเขาและเธอเดินไปถึงเพียงครึ่งทางก็พานพบกันปีศาจนรสิงห์ตนเดิมที่เคยโยนพวกเขาลงแม่น้ำมาแล้ว
“โฮก”
ปีศาจครึ่งคนครึ่งสิงห์ส่งเสียงสีหนาทดังสนั่นแต่จักรากับมะซอจีไม่สะทกสะท้าน ทำให้เ้าตัวประหลาดหน้าเป็คนงุนงงยิ่งนัก
“อะไรกันทำไมพวกแกไม่ปวดแก้วหูเหมือนครั้งก่อน”
หนุ่มสามพรานจึงะโเย้ยหยันว่า
“ก็พวกเรามีที่อุดหูไว้น่ะสิเสียงแกทำอะไรไม่ได้หรอก ไปตายซะ”
ว่าแล้วจักราก็ปล่อยจักรวิเศษไปตัดคอนรสิงห์ขาดกระเด็นแล้วเขาก็จับร่างไร้หัวของมันโยนลงจากเขาตองกะละนั้น ปิดฉากสมุนกามันดาไปอีกตนแล้วพวกเขาก็เดินต่อไปยังยอดเขา
“เออ ว่าจะถามมิ๊งหลายทีแล้วลืมผีนัตนี่คืออะไรเหรอ”
“อ๋อ คำว่านัต หรือนะ มาจากคำว่านาถะ ในภาษาบาลี แปลว่าที่พึ่ง เพราะคนโบราณนับถือผีก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาในดินแดนนี้ยังไงล่ะ
ผีนัตคือคนที่ตายโหงตายผิดธรรมชาติ อาจจะถูกฆ่าตาย ถูกปะา ถูกไฟครอกตาย จมน้ำตาย แล้วคนก็บูชาสร้างศาลให้ กลายเป็ผีนัตคอยคุ้มครองคนพม่า มีหัวหน้าคือพระอินทร์ เรียกว่านะตัจจาเมง หรือนัตสักรา
ในสมัยพระเ้าอโนรธามังช่อแห่งอาณาจักรพุกาม ได้นำพุทธศาสนาจากมอญเข้ามาในดินแดนพุกามและพยายามจะเปลี่ยนชาวบ้านให้เลิกนับถือผี หันมานับถือพระจึงรวบรวมรูปเคารพผีนัตมาไว้ที่นี่ เรียกว่า มหาคีรีนะ”
“โอ้โหน้องมิ๊งนี่ข้อมูลเป๊ะมากเลย ยกนิ้วให้ตรามือที่หนึ่ง”
“อันนั้นมันพริกไทยแล้วพี่นี่ก็มั่วเก่งนะ”
เมื่อพวกเขาขึ้นไปถึงยอดเขาก็เข้าไปในวิหารที่เก็บรักษาบรรดารูปปั้นผีนัตหลวงทั้ง 37 ตน
นกยูงมรกตสีเขียวสดตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้ารูปท้าวสักกะหรือพระอินทร์จักราและมะซอจีช่วยกันนำขนนกยูงทองคำปักลงบนโคนหางของตัวนกจนครบ 9 อันแต่ก็ไม่เกิดปฏิกิริยาใด ๆ มีแต่ความเงียบงัน
ท่ามกลางความงุนงงของทั้งสองหนุ่มสาวก็มีเสียงชายหนุ่มกล่าวขึ้นว่า
“ดีดพิณซองเกาะเสียก่อนสิเอ้าเอานี่ไป”
มะซอจีรับพิณพม่ารูปโค้งงอเหมือนแมงป่องจากมือชายที่แต่งกายแบบคนโบราณแล้วหล่อนก็อุทานว่า
“มินเย อองดิน นัต !!!”(เ้าชายอองดิน)
“ใช่แล้ว ข้าเอง ตอนมีชีวิตอยู่ข้าเป็เ้าชายเพลย์บอยดื่มเหล้าหนักไปหน่อยจนตาย กลายเป็ผีนัตยังไงล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า”
แล้วเ้าของเสียงก็หายวับไป
สาวมิ๊งก็วางเครื่องดนตรีลงกลางห้องก่อนเริ่มบรรเลงเพลงพิณเสียงใสไพเราะ
ทันใดนั้น บรรดาผีนัตทั้ง 37 ตน ก็ออกมาร่ายรำประกอบเสียงเพลงอย่างสนุกสนานขณะที่จักราก็นั่งฟัง นั่งดู ด้วยความงุนงงปนความสยอง
กระทั่งจบเพลง นกยูงมรกตหางสีทองก็ขยับปีกหางแล้วะโขึ้นบินไปรอบ ๆ ห้อง ก่อนจะร่อนลงเกาะบนไหล่ของจักราแล้วเบ่งไข่ออกมาฟองหนึ่ง หล่นบนหน้าตักเขา
เปลือกไข่นั้นแตกออก พบเทวรูปสีเขียวอยู่ภายใน
และแล้วบรรดาผีนัตหลวงก็อวยพรทั้งสองคนเป็ภาษาพม่าก่อนจะหายวับไป
สองหนุ่มสาวถือเทวรูปด้วยกันแล้วยิ้มอย่างปลื้มปีติในความสำเร็จ
สายวันต่อมา ณ ท่าเรือโดยสาร ปากแม่น้ำร่างกุ้ง
มะซอจีมาส่งจักรากลับประเทศไทย
“ขอให้พี่เปียและทีมงานโชคดี รวบรวมเทวรูปได้ครบแล้วปราบจอมมารกามันดาได้สำเร็จนะคะ”
“ขอบใจน้องมิ๊งมากนะจ๊ะ ถ้าเสร็จสิ้นภารกิจแล้วพี่จะกลับมาหา”
“เพียนถ้วยเหม่”
( ပြန်တွေ့မယ်။ pyantwae maal .)
(แล้วพบกันใหม่ See You again )
จบตอนที่ 13 โปรดติดตามตอนที่ 14 Selamat Datang di Indonesia