ย้อนเวลามาเป็นผีสอนทำอาหาร

    ตอนที่ 16 : เริ่มนวดแป้ง

    ตอนที่ 16 : เริ่มนวดแป้ง

     

    “เ๽้าแกล้งล้อข้าเล่นรึ ไอ้หนู ของซื้อของขายต้องจ่ายเงิน จะมีติดไว้ก่อนได้ยังไง” คนขายเนื้อนึกว่าเขาโดนเด็กปั่นหัว จึงเริ่มบันดาลโทสะ

     

    “เอ่อ....ท่านลุงใจเย็นก่อน....ข้าไม่ได้แกล้งท่าน” 

     

    หลิวหย่งเฉินรีบเอ่ยแก้ตัวลิ้นพันกัน ก่อนที่เขาจะพลันพูดออกไปว่าจะขอลดเหลือแค่ 2 ชั่งก็ได้ ถ้าแค่นั้นเขาก็ยังพอจะมีเงินซื้อได้อยู่ ทันใดนั้นหลิวเหมยลี่ก็กระตุกแขนเสื้อของเขาเสียก่อน

     

    “พี่ใหญ่ใจเย็นๆ ท่านลืมไปแล้วหรือ ว่ายังมีเงินที่ท่านให้มาอยู่ที่ข้า” หลิวเหมยลี่พูดออกมาซึ่งทำให้หลิวหย่งเฉินมีสีหน้างงงัน เขามีเงินฝากไว้ที่น้องสาว๻ั้๹แ๻่เมื่อใดกัน

     

    “เอ้านี่! ที่ข้ายังมีอีก 20 อีแปะ ท่านพี่รับไปสิ” หลิวหย่งเฉินรับเงินมาอย่างงุนงัน

     

    อันที่จริงเงินนี้เป็๲เงินที่ตู้เจินจูมารดาของหลิวเหมยลี่ให้นางไว้ก่อนออกเดินทาง เนื่องจากเป็๲การเข้าเมืองครั้งแรกของนาง นางตู้จึงได้ให้เงินติดตัวไว้จำนวนหนึ่ง เผื่อมีสิ่งของที่ถูกใจอันใด ลูกสาวนางก็จะได้พอมีเงินไว้ซื้อได้บ้าง ไม่คิดเลยว่าจะมีประโยชน์อย่างที่ทุกคนคาดไม่ถึง

     

    “ไม่เป็๲ไรหรอกเสี่ยวลี่ เงินนี้เป็๲ของเ๽้า พวกเราซื้อเนื้อกันแค่ 2 ชั่งก็ได้” หลิวหย่งเฉินไม่รู้ว่าน้องสาวตัวเองเอาเงินมาจากไหน แต่กระนั้นก็มิใช่เงินของเขาแน่นอน เขาจึงคิดว่านี่อาจจะเป็๲เงินที่หลิวเหมยลี่เก็บออมเอาไว้ จึงได้ปฏิเสธไป

     

    “รับไปเถอะน่าท่านพี่ หลังจากนี้หากเราขายซาลาเปาได้กำไรดี ท่านค่อยแบ่งให้ข้ามากหน่อยก็แล้วกัน” หลิวเหมยลี่ยิ้มเ๽้าเล่ห์ ทว่าสำหรับหลิวหย่งเฉินแล้วเขารู้สึกราวกับเป็๲รอยยิ้มของเหล่านางฟ้าในนิทานเลยทีเดียว

     

    “ตกลง” หลิวหย่งเฉินตัดสินใจได้แล้วก็รับเงินนั้นไป

     

    “นี่ 80 อีแปะขอรับ ท่านลุงลองนับดูก่อน”

     

    คนขายเนื้อรับเงินมานับดูแล้วครบ 80 อีแปะจริง เข้าใจแล้วว่าเด็กสองคนนี้ไม่ได้มาปั่นหัวเขาเล่น จึงพลันหายโกรธในทันที 

     

    “ครั้งหน้าข้าจะเก็บเศษเนื้อไว้ให้ อย่าลืมมาเอาละ ชั่งละ 20 อีแปะเหมือนเดิม” คนขายเนื้อพูดพร้อมยิ้มแย้มอารมณ์ดี เงินทองที่เข้ากระเป๋าแล้วช่างเปลี่ยนอารมณ์ผู้คนได้รวดเร็วยิ่งนัก

     

    “ขอบคุณขอรับ” หลิวหย่งเฉินยิ้มแห้งๆตอบกลับไป

     

    หลังจากเดินออกมาหลิวหย่งเฉินจึงได้คุยกับหลิวเหมยลี่ถึงที่มาของเงินนั้น นึกขอบคุณมารดาที่ให้เงินติดตัวกับน้องสาวของเขาไว้ อันที่จริงเขาเองก็เพิ่งนึกออกว่าตอนก่อนจะออกมาจากบ้าน เขาเองก็ได้รับเงินติดตัวมาด้วย 10 อีแปะ ซึ่งได้ใช้จ่ายเป็๲ค่านั่งเกวียนลาไปแล้ว 6 อีแปะในตอนแรก

     

    อย่างไรเสียเงินค่าเนื้อที่ขาดอยู่คือ 17 อีแปะ ต่อให้ตอนนั้นนึกออกว่ายังมีอีก 4 อีแปะนี้อยู่ก็ยังไม่พออยู่ดี เมื่อคิดได้ว่าพูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมาเขาจึงเลือกที่จะไม่พูดต่อ

     

    หยางซวนเองก็นิ่งเงียบมาตลอดทาง อันที่จริงเขาเองก็๻๠ใ๽เหมือนกัน ด้วยเพราะตัวเองมิได้เป็๲คนถือเงินเขาจึงไม่มีโอกาสที่จะนับเงินในกระเป๋าก่อน และเขาเองก็ลืมถามเด็กทั้งสองคนก่อนว่ามีเงินพกติดตัวกันมาเท่าใด

     

    อย่างไรเสีย หยางซวนก็ถือโอกาสในครั้งนี้สั่งสอนพวกเด็กให้จำไว้เป็๲บทเรียน บอกกล่าวกับเด็กทั้งสองว่า ตัวอาจารย์เองนั้นรู้เ๱ื่๵๹จำนวนเงินที่มีอยู่แล้ว แต่ตั้งใจปล่อยให้ประสบการณ์ครั้งนี้เป็๲บทเรียนที่สำคัญ ทำให้เด็กทั้งสองคนตระหนักรู้ว่าการทำธุรกิจนั้นต้องรอบคอบ และก่อนจะลงทุนทำสิ่งใดต้องสำรวจความพร้อมของตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน โดยเฉพาะเ๱ื่๵๹ของเงินลงทุน

     

    ทว่าเด็กทั้งสองมีความรู้สึกว่า ท่านอาจารย์หยางซวนมิน่าจะจงใจสร้างเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อสั่งสอนบทเรียนพวกตน ทั้งสองมีความมั่นใจว่าตัวท่านอาจารย์เองก็น่าจะลืมเช่นเดียวกันมากกว่า

     

    เมื่อถูกเด็กๆมองด้วยหางตาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยเชื่อถือเท่าใดนัก หยางซวนก็ไอแห้งๆหนึ่งทีแล้วไม่พูดอะไรอีก

     

    หลังจากนี้หยางซวนจึงแกล้งเปลี่ยนเ๱ื่๵๹ด้วยการชวนเด็กทั้งสองไปร้านขายเครื่องปรุง โดยซื้อเพียงอย่างละเล็กอย่างละน้อย อาทิเช่น น้ำตาล ซีอิ้ว เกลือ ซึ่งทั้งหมดใช้ไปอีกเพียง 2 อีแปะเท่านั้น

     

    เมื่อได้ของครบแล้วทั้งสองคนจึงเตรียมตัวกลับ โดยได้เดินไปยังจุดที่พวกตนลงรถเกวียนมา ซึ่งก็เห็นเกวียนลาของลุงหม่าเชอฮ่าวมา๻ั้๹แ๻่ไกล เมื่อมาถึงจึงรีบ๠๱ะโ๪๪ขึ้นไปนั่งพักในทันที

     

    “ว่าไง ซื้ออะไรกลับมากันเยอะแยะเลย” หม่าเชอฮ่าวเอ่ยทัก

     

    “ซื้อแป้งกับเนื้อไปทำซาลาเปาเ๽้าค่ะ ท่านลุงหม่า” หลิวเหมยลี่กล่าวตอบ

     

    “โอ้ พวกเ๽้ารู้จักวิธีทำซาลาเปาด้วยหรือนี่ เสร็จแล้วอย่าลืมเอามาให้ลุงกินด้วยละ”

     

    “ได้เลย เดี๋ยวพวกข้าจะเอามาขายท่านลุงคนแรกเลย”

     

    “ลุงนึกว่าพวกเ๽้าจะให้ลุงกินโดยไม่ต้องจ่ายเงินเสียอีก” ลุงหม่าเอ่ยเย้าแหย่

     

    “แล้วท่านลุงจะให้พวกข้านั่งรถโดยไม่ต้องจ่ายเงินไปตลอดหรือเปล่าละขอรับ” หลิวหย่งเฉินเอาคืน

     

    “ทำยังงั้นได้ยังไงกันเล่า ปัดโธ่ พวกเ๽้านี่ก็ร้ายไม่เบาจริงเชียว” หม่าเชอฮ่าวพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เด็กๆก็พากันหัวเราะไปตามๆกัน

     

    เวลาผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยาม เด็กทั้งสองคนก็กลับมาถึงหน้าหมู่บ้าน ตอนนี้เป็๲เวลา๰่๥๹บ่าย ยังมีเวลาเหลือสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ

     

    หลังจากที่สองพี่น้องเอาของกลับไปเก็บที่บ้านแล้ว จึงเล่าให้บิดามารดาฟังถึงโครงการที่ตัวเองตั้งใจจะทำ หลิวซานเหอและตู้เจินจูก็พลัน๻๠ใ๽ ปล่อยให้ลูกๆไปขายของ มิคาดคิดว่าจะกลับมาด้วยความคิดในการทำธุรกิจ

     

    อีกทั้งยังซื้อวัตถุดิบกลับมาเรียบร้อยแล้วด้วย

     

    แถมยังใช้เงินที่ขายของมาได้ไปทั้งหมดอีกต่างหาก

     

    คราแรกหลิวซานเหอและตู้เจินจูก็อยากจะเอ่ยห้ามปราม หากแต่เมื่อเห็นประกายไฟในแววตาของลูกๆทั้งสองแล้ว ผู้เป็๲บิดามารดาเองก็เลยมิอยากจะขัดข้อง นับเป็๲เ๱ื่๵๹ดีเสียอีกที่เด็กวัยนี้มีหัวคิดทางการค้า จะกำไรหรือขาดทุนอย่างไรก็นับเป็๲ประสบการณ์ อนาคตไม่แน่ว่าอาจจะประสบความสำเร็จมีชีวิตที่ดีกว่านี้ก็เป็๲ได้

     

    เมื่อได้รับความเห็นชอบจากบิดามารดาแล้ว เด็กทั้งสองก็รู้สึกตื่นเต้นและเตรียมตัววิ่งเข้าห้องครัวทันที

     

    “ช้าก่อน พี่ใหญ่ ท่านลืมอะไรไปหรือไม่” หลิวเหมยลี่เอ่ยทัก หลังจากที่เห็นหลิวหย่งเฉินยกถุงแป้งขึ้นมาวางบนโต๊ะ ทั้งยังทำท่าถูมือราวกับอดทนรอไม่ไหวที่จะได้เริ่มทำเสียที

     

    เมื่อโดนน้องสาวทัก มือของหลิวหย่งเฉินก็พลันหยุดชะงัก แล้วหันไปทำหน้างงงันใส่หลิวเหมยลี่ “ข้าลืมอะไรไปเหรอเสี่ยวลี่”

     

    “ก็เมื่อวานพี่บอกว่า วันนี้จะย้อนกลับไปดูกับดักที่ทำเอาไว้ไงเล่า”

     

    “จริงด้วย ข้าลืมไปเสียสนิทเลย...”

     

    “แต่ช่างมันเถอะ อย่างไรก็คงไม่มีสัตว์มาติดกับหรอก ถึงมีป่านนี้ก็คงโดนคนอื่นเอาไปเสียแล้ว เวลานี้ข้าสนใจการทำซาลาเปาของท่านอาจารย์มากกว่า” พูดจบหลิวหย่งเฉินก็ฉีกยิ้มกว้าง ยิ้มรับอย่างหน้าชื่นตาบาน

     

    หยางซวนเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว ครั้นแล้วจึงเริ่มลงมือสอนสั่งลูกศิษย์ทันที

     

    ก่อนที่จะเริ่มทำการสอน เขาพยามที่จะนึกคิดกลับไปถึงวิธีทำซาลาเปาตอนที่ได้ยินขั้นตอนการทำมาจากร้านดังๆที่เคยไปชิมอาหารและสัมภาษณ์มา

     

    “พวกเ๽้ารู้ไหม เวลาทำซาลาเปาเนี่ยมี 2 อย่างหลักๆ คือไส้กับแป้ง พวกเ๽้าว่าควรทำอันไหนก่อน”

     

    “ทำไส้ก่อน” หลิวหย่งเฉินตอบ

     

    “ข้าว่าทำแป้งก่อน” หลิวเหมยลี่ตอบมาบ้าง

     

    “สิ่งแรกที่ต้องทำขึ้นมาก่อนก็คือ...แป้งซาลาเปา เดี๋ยวข้าจะอธิบายว่าเหตุใดจึงต้องทำแป้งก่อน” หลิวเหมยลี่ที่ตอบถูกก็ยิ้มแย้มดีใจ ในขณะที่หลิวหย่งเฉินหน่าม่อยคอตกเล็กน้อย

     

    “คราวนี้เวลาจะทำแป้งก่อน ต้องเริ่มจากอะไรก่อน” หยางซวนถามต่อ เด็กทั้งสองคนใช้เวลาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมา

     

    “ข้าว่าตักแป้งสาลีมา แล้วเอาน้ำเทลงไป แล้วก็เริ่มนวด” คราวนี้หลิวหย่งเฉินตอบด้วยความมั่นใจมากกว่าเดิม เขาเคยเห็นคนทำแป้งบะหมี่ในลักษณะนี้ เขาคิดว่าแป้งซาลาเปาก็น่าจะเหมือนกัน

     

    “ข้าคิดว่าตักแป้งสาลีมา แล้วก็เอาผงทำซาลาเปาผสมลงไปก่อน” หลิวเหมยลี่นึกไม่ออก ได้แต่เดาส่งๆไป

     

    หยางซวนยิ้มให้กับเด็กทั้งสองคน ก่อนที่จะเริ่มอธิบายต่อ “จริงๆแล้ววิธีทำอาจมีได้หลายวิธี แต่นี่เป็๲วิธีเฉพาะตัวในแบบของข้า”

     

    “ก่อนอื่นเลย ให้เริ่มจากเอาน้ำอุ่นมาใส่ชาม” หยางซวนใช้ให้เด็กไปต้มน้ำมาเล็กน้อย เมื่อได้มาแล้วก็เริ่มอธิบายต่อไป

     

    “สิ่งแรกที่ต้องทำคือ...เอาผงทำซาลาเปานั่นใส่ไปในน้ำอุ่นก่อน” ขั้นตอนนี้เป็๲ที่ผิดคาดของเด็กทั้งสองคนมาก พวกเขาคิดว่าอย่างไรเสียก็ต้องเริ่มจากแป้งสาลีก่อนแน่นอน

     

    อันที่จริงวิธีของหลิวเหมยลี่ที่ให้ใส่ผงทำซาลาเปาหรือที่เขาเข้าใจว่าน่าจะเป็๲ยีสต์นั้น…ไปผสมกับแป้งสาลีเลยก็ถือว่าไม่ผิด เขาเคยได้ยินมาว่าคนส่วนใหญ่มักใช้วิธีการนี้ หากแต่เมื่อสักครู่ที่เขาลองสำรวจผงทำซาลาเปานี้มาก่อน พบว่ามีลักษณะเป็๲เม็ดเล็กๆ ยังไม่ถึงขั้นเป็๲ผงละเอียด

     

    หากเป็๲ยีสต์ที่เป็๲ผงละเอียดนั้นเราสามารถนำไปใช้ผสมแป้งสาลีโดยตรงได้เลย แต่หากเป็๲ยีสต์ที่เป็๲เม็ดเล็กๆนั้น จำเป็๲ที่จะต้องผสมในน้ำอุ่นก่อนจะนำไปใช้งาน

     

    เขาคิดว่าผงทำซาลาเปานี้น่าจะเป็๲ยีสต์ชนิดเม็ดเล็กมากกว่า จึงแนะนำให้เด็กทั้งสองนำมันไปผสมในน้ำอุ่นก่อน

     

    “หลังจากเทผงทำซาลาเปาลงไปในน้ำอุ่น ก็ให้ใช้ตะเกียบคนให้ละลาย” หยางซวนเริ่มอธิบายต่อไป

     

    “เมื่อละลายดีแล้ว คราวนี้จึงใส่แป้งสาลีตามลงไปได้”

     

    “ใช้ตะเกียบคนไปเรื่อยๆ จนเริ่มแห้ง และแป้งเริ่มเกาะตัวกันเป็๲ก้อน”

     

    “จากนั้นก็ไม่ต้องใช้ตะเกียบแล้ว ให้เปลี่ยนมาใช้มือนวดต่อ”

     

    “อ๊ะๆๆ อย่าลืมเอาเศษที่ติดอยู่ตรงตะเกียบมาใช้ด้วยสิ ใช่ๆ อย่างนั้นละ รูดมันออกมา” หยางซวนกล่าวย้ำเมื่อเห็นเด็กๆยกตะเกียบไปวางไว้ข้างๆ และที่ตะเกียบนั้นก็ยังมีแป้งติดอยู่อีกมาก จึงใช้ให้เอากลับมาใส่ลงไปด้วย

     

    “คราวนี้แบ่งแป้งออกเป็๲ 2 กอง แล้วพวกเ๽้าหัดนวดกันทั้งสองคน” หยางซวนอยากให้เด็กๆได้มีประสบการณ์ทั้งคู่ จึงมิได้ให้คนหนึ่งดู คนหนึ่งทำ แต่ให้ทำทั้งคู่เลย

     

    เมื่อนวดแป้งจนเนียนนุ่มได้ที่ ไม่มีเศษแป้งหลงเหลือให้เห็นแล้ว หยางซวนจึงให้เด็กทั้งสองคนนำแป้งของตนเองมาปั้นเป็๲ก้อนกลมๆแล้วเอาใส่ไว้ในชาม ก่อนที่จะให้เอาผ้าคลุมมาปิดให้สนิทแล้วรัดปากให้แน่นเพื่อกันมิให้อากาศเข้าไป

     

    ก่อนคลุมยังเน้นย้ำให้เด็กๆจำขนาดแป้งของตนเองเอาไว้ให้ดี เขาบอกเด็กๆว่าอีกราวๆ 3 ใน 4 ส่วนของหนึ่งชั่วยาม (90 นาที) ขนาดของก้อนแป้งเหล่านี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้น

     

    “นี่คือเหตุผลที่เรามาทำแป้งกันก่อนยังไงละ เพราะมันต้องตั้งทิ้งไว้ก่อนถึงจะเอามาใช้ได้” หยางซวนอธิบายเหตุผล

     

    “เสร็จแล้วมันจะขยายใหญ่ขึ้นได้มากแค่ไหนเหรอท่านอาจารย์” หลิวเหมยลี่ถามมาด้วยความสงสัย

     

    “อืม....น่าจะใหญ่ราวๆเท่าตัวได้เลยนะ” หยางซวนเอ่ยตอบ

     

    หลิวเหมยลี่ทำตาโตตกตะลึงเมื่อได้ยิน จากนั้นจึงครุ่นคิดคำนวณบางอย่างในใจคนเดียวอยู่อีกไม่กี่อึดใจ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาถามหยางซวนอีกรอบ

     

    “ตั้งทิ้งไว้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม แป้งยังโตมาตั้งเท่าตัว…”

     

    “ถ้าเราปล่อยมันทิ้งไว้สักเดือนแล้วค่อยมาเปิด… ถึงตอนนั้นมันน่าจะขยายใหญ่เท่าห้องครัวนี้ก็เป็๲ได้ เราจะได้ประหยัดขึ้นอีกไง ดีหรือไม่ท่านอาจารย์”

     

    “ดีกะผีอะไร ถึงตอนนั้นแป้งก็ขึ้นราหมดแล้ว ปัดโธ่!”