ว่ากันว่าดวงตาเป็หน้าต่างของหัวใจ คำพูดนี้ไม่เกินจริงสักนิด แววตาขององค์รัชทายาทยามนี้เผยให้เห็นถึงความชิงชังอย่างชัดเจนทว่าอู๋ิคล้ายจะเห็นความรู้สึกอื่นปะปนอยู่ด้วย
“หม่อมฉันก็ชังนางมากเช่นกันเพคะ” อู๋ิเผลอโพล่งออกไปอย่างไม่รู้ตัว นางส่ายศีรษะไปมาด้วยความมึนงง นี่อาจเป็ความรู้สึกลึก ๆ ของเ้าของร่างก็เป็ได้
“เ้าไม่ต้องพูดเอาใจข้า อย่างไรนางก็รักเ้ามาก ข้ายังจำแววตาที่นางมองเ้ายามอยู่ในครรภ์ได้ดี”
อู๋ิเอียงคอมองด้วยความสงสัย ตกลงองค์รัชทายาทหรงซิ่งเกลียดหรือไม่เกลียดพระสนมเหยาฉีกันแน่ ได้ยินว่าพระสนมเหยาฉีเคยเป็พระพี่เลี้ยงขององค์รัชทายาทั้แ่เกิดสืบเนื่องมาจากสุขภาพของฮองเฮาที่อ่อนแอลงหลังให้กำเนิดบุตรชายเป็เวลาเกือบเจ็ดปีทีเดียว
“ทรงเกลียดเพราะพระสนมลอบพบชายอื่นลับหลังฝ่าา ใช่หรือไม่ใช่เพคะ” ปัญหาเดียวที่ทำให้ซีรี่ส์จีนยืดเยื้อหลายสิบตอนก็เพราะเอาแต่ปิดบังกันนี่แหละ จะปล่อยให้เป็เช่นนั้นไม่ได้เพราะว่านางอยากกลับบ้านใจจะขาดแล้ว
เงียบ...
“ฮูหยินแม่ทัพคือสหายสนิทของหม่อมฉัน หม่อมฉันจะไปขอให้ท่านแม่ทัพหลี่ช่วยก็ได้แต่ที่ไม่ทำเพราะอยากฟังจากปากขององค์รัชทายาทมากกว่า”
“นางได้ทำสิ่งที่ร้ายกาจกว่านั้น”
“สิ่งที่ร้ายกาจกว่า?” อู๋ิอ้าปากค้างเพราะไม่อยากเชื่อว่าพระสนมเหยาฉีจะมีนิยายร้ายกาจถึงเพียงนั้น
“เ้าคงได้ยินเื่ของอดีตฮองเฮามาบ้าง ั้แ่ทรงให้กำเนิดข้าสุขภาพของนางก็มีแต่แย่ลงเรื่อย ๆ และต้องนอนอยู่แต่บนเตียงเท่านั้น ทิวทัศน์ที่ทรงเห็นตลอดเจ็ดปีก่อนจะตจึงมีเพียงห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ ระหว่างนั้นเสด็จพ่อเองก็ถูกกดดันอย่างหนักให้ปลดฮองเฮาออกจากตำแหน่ง สีหน้าโศกเศร้าของเสด็จแม่เวลานั้นข้ายังจำได้ดี แต่ใน่เวลาย่ำแย่พวกเราสองแม่ลูกต่างคิดตรงกันว่าดีเหลือเกินที่มีพระสนมเหยาฉีอยู่ด้วย นั่นเป็ความคิดที่ผิดมหันต์”
อู๋ิมองมือที่กำหมัดแน่นขององค์รัชทายาทหรงซิ่งอย่างหวั่นใจ แต่หากหยุดตอนนี้ เื่ราวอาจยืดเยื้อเหมือนซีรีส์ระดับเอสที่มีหลายสิบตอน
“ทรงเล่าต่อเถิดเพคะ”
“อดีตมารดาของเ้าเป็นางกำนัลคนสนิทและเป็คนคนเดียวที่เสด็จแม่ของข้าไว้ใจและฝากฝังให้เป็ผู้ที่ดูแลข้าั้แ่เด็ก ไม่เพียงเท่านั้นเสด็จแม่ยังขอร้องให้เสด็จพ่อรับนางเป็สนมอีกคนเพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเสด็จแม่จากโลกนี้ไปแล้ว พระสนมจะมีอำนาจพอที่จะปกป้องตัวเองและข้าได้ ตัวข้าเองก็รักและเคารพนางเสมือนมารดาอีกคน เวลานั้นนางมักชวนให้ข้าสวดภาวนาให้เสด็จแม่หายในเร็ววันและข้าก็เชื่อ...”
อู๋ิกลืนน้ำลายลงคอหลังััได้ว่าความพีคน่าจะเริ่มจากตรงนี้
“วันหนึ่งข้าเล่นซ่อนหากับเหล่าขันทีและได้เข้าไปหลบในตู้ใบหนึ่งจนกระทั่งเผลอหลับไป ต่อมาข้าก็ได้ยินเสียงคนสนทนากัน หนึ่งในนั้นข้าจำได้ดีว่าเป็เสียงของใคร”
อู๋ิจิกเล็บลงบนฝ่ามือหลังองค์รัชทายาททรงหยุดพูดและหันมามองนางด้วยดวงตาวาวโรจน์
“เป็นาง นางทำให้มารดาของข้าต้องตาย!” ขาดคำองค์รัชทายาทหรงซิ่งก็ยื่นมือไปบีบคอหญิงสาวที่มีใบหน้าเหมือนกับคนที่สังหารมารดาของตนอย่างลืมตัว
“แค่ก ๆ ๆ มะ... หม่อมฉัน... หะ... หายจะ... ใจไม่ออกเพคะเสด็จพี่”
คำเรียกพี่ทำให้องค์รัชทายาทหรงซิ่งกลับมาได้สติ มือหนาคลายออกก่อนเขาจะขยับตัวถอยห่างด้วยความรู้สึกผิด
“ขอโทษ”
อู๋ิรีบคว้ามือของเขามากุมไว้ นางจะหยุดตรงนี้ไม่ได้ ต้องไปต่อ
“หม่อมฉันอยากฟังต่อเพคะ”
“สาเหตุที่ร่างกายของฮองเฮาอ่อนแอไม่ใช่เพราะให้กำเนิดข้า แต่เพราะถูกพิษั้แ่เริ่มตั้งครรภ์ต่างหาก ของเสวยของฮองเฮาล้วนถูกทดสอบพิษจึงเป็ไปได้ยากหากคนร้ายจะลงมือ นอกเสียจากว่าจะมีคนในให้ความร่วมมือ”
“ไม่จริง” อู๋ิรีบยกมืออุดปากหลังเผลอแย้งจนทำให้องค์รัชทายาททรงหันกลับมาจ้องหน้านางอย่างเอาเื่
“มีสิ่งใดไม่จริง ในเมื่อนางยอมรับด้วยตัวเอง!” องค์รัชทายาทหรงซิ่งยังคงจำเื่ที่เกิดขึ้นวันนั้นได้ดีและเริ่มเล่ามันด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น
“อย่ายุ่งกับองค์รัชทายาท”
“เหยาฉีเอ๋ย เ้ารู้สึกผิดต่อฮองเฮาจึงพยายามปกป้ององค์รัชทายาทเพื่อทำคุณไถ่โทษสินะ เฮอะ! วางท่าเป็คนดีทั้งที่เ้าเองก็...”
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้! ขะ... ข้า...”
“หากข้านำเื่นี้ทูลต่อฝ่าา คิดว่าเด็กในท้องของเ้าจะมีโอกาสได้ลืมตาดูโลกหรือไม่ว่าอย่างไรจะยอมร่วมมือกับข้าแต่โดยดีหรือจะตายไปพร้อมกับลูกในท้อง”
“ท่านไม่มีหลักฐาน”
“หลักฐานงั้นหรือ? หึ ๆ เ้าว่าเพราะเหตุใดฮองเฮาสุขภาพย่ำแย่มานานหลายปีแต่หมอหลวงกลับตรวจไม่พบสิ่งใด เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถทำแบบเดียวกันกับเ้าได้เช่นกัน เหยาฉี... ฝ่าาโปรดปรานเ้ามากก็จริงแต่ลำพังเ้าจะสามารถต่อกรกับคนทั้งวังได้งั้นหรือ”
“ข้าไม่ทำ ไม่มีวัน”
“เฮ้อ... ข้าอุตส่าห์ให้โอกาสพวกเ้าแม่ลูกมีชีวิตอยู่ต่อแต่เ้ากลับปฏิเสธ เช่นนั้นเ้าก็ตายไปพร้อมกับองค์รัชทายาทก็แล้วกัน”
“ดะ... เดี๋ยวก่อน! ได้! ข้าจะทำ”
“ดี! ในที่สุดก็ฉลาดเสียที ข้าจะรอฟังข่าวดีจากเ้า” ”
“ได้ยินถึงเพียงนั้นแต่ข้าก็ยังไม่คิดว่านางจะทำจริง ๆ ทว่าเจ็ดวันต่อมาข้ากลับถูกพิษร้ายหากไม่ได้เสด็จลุงช่วยไว้ ข้าคงตายไปแล้ว ข้าต้องรักษาตัวอยู่ที่หนานอิงเป็เวลาหลายปี รอวันแก้แค้นแต่นึกไม่ถึงว่าระหว่างที่ข้าหมดสติ นางกลับถูกกรรมตามสนองเสียก่อน พระสนมเหยาฉีถูกจับได้ว่าคบชู้และถูกขับให้ไปอยู่ตำหนักเย็น ต่อมานางก็สิ้นใจในคืนที่คลอดเ้าออกมา หึ ๆ ๆ นับว่า์ยังมีความยุติธรรมอยู่บ้าง”
ยิ่งเล่าองค์รัชทายาทหรงซิ่งก็ยิ่งหลงลืมสติ
“เช่นนั้นเหตุใดจึงช่วยหม่อมฉันเพคะ เพราะลึก ๆ แล้วองค์รัชทายาทเองก็ไม่เชื่อเต็มร้อยว่าพระสนมเหยาฉีจะทำร้ายพระองค์ ถูกต้องหรือไม่เพคะ”
องค์รัชทายาทหรงซิ่งรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด
“หม่อมฉันเองก็ไม่เชื่อเพราะหม่อมฉันรู้ตัวดีว่าเป็ใครดังนั้นไม่มีทางที่พระสนมจะมีชายอื่นลับหลังฝ่าา เหมือนกับเื่ที่พระสนมทำร้ายองค์รัชทายาทหรงซิ่งไม่แน่อาจมีอะไรมากกว่านั้น เหตุใดพวกเราไม่ค้นหาตัวหมอหลวงที่ทำการรักษาฮองเฮารวมไปถึงสตรีผู้นั้นมาสอบสวนล่ะ ถึงตอนนั้นความจริงก็จะกระจ่างออกมาเอง”
“ข้าทำแล้ว” องค์รัชทายาทหรงซิ่งตามสืบเื่ในอดีตหลังกลับมาพำนักในวังได้ไม่นานแต่ทุกอย่างก็มืดมน ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้ล้วนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“นั่นสินะ จะตามหาคนเหล่านี้คงไม่ใช่เื่ง่าย คิดว่าส่วนใหญ่คงถูก Kill ปิดปากไปแล้ว พวกที่รอดก็น่าจะซ่อนตัวอย่างมิดชิดไม่ให้ถูกตามเจอง่าย ๆ แน่” หนทางช่างมืดมนเหลือเกิน แต่อย่างน้อยอู๋ิก็ได้ทราบแล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้องค์รัชทายาททรงเกลียดพระสนมเหยาฉีจนพาลเกลียดนางไปด้วย แต่ต้องนับถือใจเขามากทีเดียวที่ไม่ได้ทูลเื่นี้ต่อฮ่องเต้มิฉะนั้นองค์หญิงอู๋ิตัวจริงคงได้ถูกเนรเทศไปไหนต่อไหนแล้ว
“คิลคือสิ่งใด” ภาษาประหลาดทำให้องค์รัชทายาทอดสงสัยไม่ได้
อู๋ิใช้มือปาดที่คอแทนการพูดอธิบาย ซึ่งองค์รัชทายาทหรงซิ่งก็พยักหน้าเข้าใจ
“คงเป็เช่นนั้น”
“แต่เชื่อหม่อมฉันเถิดเพคะ มันจะต้องมีคนที่เหลือรอดอยู่แน่นอนเพคะ” เอาหัวเป็ประกันเลยว่าจะต้องมีคนที่รอดชีวิตอยู่แน่นอนและนางจะต้องหาให้พบ ในนิยายมักเป็เช่นนี้เสมอมิใช่หรือ
“อะไรทำให้เ้ามั่นใจถึงเพียงนั้น”
“หม่อมฉันเป็ Writer ย่อมต้องรู้ดีกว่าใครอยู่แล้วเพคะ” คนพูดตบอกมั่นใจ
“ไม่ต้องห่วง อีกไม่นานหม่อมฉันจะหาหลักฐานชิ้นแรกมาวางกองตรงหน้าพระองค์อย่างแน่นอนเพคะ”
หลังออกจากห้องขององค์รัชทายาทหรงซิ่ง อู๋ิก็เร่งฝีเท้าไปตามทางเดินและเพราะความร้อนใจทำให้ไม่ระวังชนกับกำแพงั์ด้านหน้าอย่างไม่ตั้งใจ
พลั่ก!
มือบางรีบยกขึ้นลูบหน้าผากเพื่อคลายความเจ็บ
“รองแม่ทัพฉี”
“จะรีบเสด็จไปไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ / เพคะ” รองแม่ทัพฉีและมู่หลานถามขึ้นพร้อมกันอย่างสงสัย
“ข้าจะต้องไปที่หนึ่งเดี๋ยวนี้! ไปกับข้า” มือบางจับแขนและเริ่มลากทั้งสองคนไปยังทิศที่้าทันที
“ที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ / เพคะ”
รองแม่ทัพฉีและมู่หลานอาศัยแรงที่มากกว่าขืนตัวไว้
“ตำหนักเย็นหวังซุ่ย” สถานที่สุดท้ายที่กักขังพระสนมเหยาฉีไว้ก่อนจะเสียชีวิต อู๋ิมั่นใจว่าต้องมีหลักฐานบางอย่างตกหล่นที่นั่น สัญชาตญาณนักเขียนมันบอก และยังบอกอีกด้วยว่าสาเหตุที่นางเดินทางทะลุมิติเข้ามาในนิยายก็เพื่อช่วยเหลือตัวประกอบอย่างองค์หญิงอู๋ิให้พ้นทุกข์
“ตำหนักเย็นหวังซุ่ย! ไม่ได้เพคะ” มู่หลานรีบห้าม
“ทำไมจะไม่ได้” อู๋ิถามอย่างสงสัย
“ตำหนักเย็นใช่คิดจะเข้าก็เข้าได้เลยนะเพคะ จะต้องได้รับอนุญาตจากฮองเฮาก่อน ฝ่าฝืนมีโทษสถานหนักเลยนะเพคะ” ได้ยินว่าหลังจากสนมเหยาฉีเสียชีวิตที่นั่น ฮองเฮาก็มีรับสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในนั้นอีก แต่ต่อให้ไม่มีรับสั่งก็ใช่จะมีใครอยากเข้าไปในสถานที่เศร้าโศกวังเวงและอ้างว้างอยู่ดี
“แล้วเ้าคิดว่าฮองเฮาจะอนุญาตให้ข้าเข้าไปงั้นหรือ”
มู่หลานเถียงไม่ออกได้แต่ส่ายหน้าช้า ๆ
“เห็นมั้ย เ้าเองก็รู้ว่าไม่มีทาง อีกอย่างข้าโผล่หัวไปขอร้องฮองเฮาก็เหมือนกับเอาตัวเองไปให้พระนางเชือดนั่นแหละ”
“เช่นนั้นจะทรงทำเช่นไรเพคะ”
“ก็ต้องแอบเข้าไปสิ” ตอบเสร็จอู๋ิก็หันไปมองผู้ที่ต้องร่วมชะตากรรมทันที
รองแม่ทัพฉีมองไปทางด้านหลังก่อนจะดึงสายตากลับมาที่องค์หญิงอู๋ิแล้วถอนหายใจ ต่อให้อยากปฏิเสธก็คงทำไม่ได้ในเมื่อหน้าที่มันค้ำคอ
“แล้วหม่อมฉันล่ะเพคะ” มู่หลานยกมือถามอย่างสงสัย
“แน่นอนว่าเ้ารับหน้าที่สำคัญสุด”
“องค์หญิง! ทรงอย่าทำเช่นนี้เลยเพคะ” มือน้อยพยายามรั้งตัวผู้เป็นายอย่างสุดความสามารถ
“ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ เ้าอย่าห่วงไปเลยนะ” ว่าแล้วก็พยายามแกะมือปลาหมึกของมู่หลานออกอีกครั้งทว่านางกำนัลตัวดีก็ยังไม่ยอมแพ้เปลี่ยนมาเกาะขาของนางต่อ
“หากถูกองค์รัชทายาทจับได้...” มู่หลานเงยหน้าอ้อนวอน ถึงตอนนี้องค์รัชทายาทจะทรงาเ็และพักผ่อนอย่างสงบที่ตำหนักอยู่ก็ตามแต่นางรู้สึกสังหรณ์ใจชอบกล
“เพราะแบบนั้นจึงต้องให้เ้าปลอมเป็ข้าเพื่อตบตาเขาอย่างไรล่ะ หากโชคร้าย เขามาที่นี่จริงๆ เ้าก็แค่ทำเป็นอนหลับ ง่ายเพียงเท่านี้”
“ให้หม่อมฉันไปด้วยเถิดนะเพคะ” มู่หลานดื้อดึง นางว่าไปเสี่ยงดวงที่ตำหนักเย็นดูจะปลอดภัยกว่าการอยู่ที่ตำหนักอี้เทียนคนเดียวเป็ไหน ๆ อีกอย่างมีนางอยู่ด้วยจะได้ช่วยดูแลความปลอดภัยขององค์หญิงอีกแรง
“ยกโขยงไปกันหลายคน ก็ไม่เรียกว่าลอบเข้าน่ะสิ” มากคนมากความ มีนางเป็ภาระของรองแม่ทัพฉีคนเดียวก็พอแล้ว
“องค์หญิง...”
“เชื่อข้านะ รออยู่ที่นี่ประเดี๋ยวข้าก็กลับมาแล้วนะ” อู๋ิพยุงมู่หลานให้ลุกขึ้นและพาขึ้นไปนอนบนเตียงพร้อมกับห่มผ้าให้
“เชื่อข้า เขาไม่มาหรอก”
อู๋ิยักคิ้วให้คนสนิทก่อนจะพยักหน้าส่งสัญญาณให้รองแม่ทัพฉีนำทางไปยังจุดหมาย นางอยากกลับโลกโน้นใจจะขาดเพราะขืนอยู่ที่นี่นาน ๆ นางจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้
ตำหนักเย็นหวังซุ่ย
“ลูกไก่ฉี อย่าเดินเร็วนักสิ” อู๋ิร้องเรียกที่พึ่งเดียวอย่างร้อนรน ตำหนักเย็นเย็นเยียบสมชื่อ บรรยากาศโดยรอบทำให้รู้สึกหนาวและหวาดหวั่นไปพร้อมกันจนต้องยกมือขึ้นลูบขนที่ตั้งชันของตัวเอง ข้าวของภายในตำหนักกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นทำให้เวลาเดินต้องระวังทุกย่างก้าว ผ้าม่านสีขาวที่ขาดรุ่งริ่งพลิ้วไหวไปตามแรงลมคล้ายกับชุดของยมทูตจากเบื้องล่างก็ไม่ปาน ช่วยไม่ได้ที่เวลานี้สมองของนางเอาแต่คิดถึงหนังผีที่เคยดูมาตลอดชีวิต ส่วนหูก็เริ่มแว่วเสียงโอดครวญของหญิงสาว บางทีอาจเป็เสียงคร่ำครวญของบรรดาสตรีที่เคยถูกขังและทรมานอยู่ที่นี่ก็เป็ได้
“ละ... ลูกไก่ฉี... ท่านมานี่หน่อย เร็ว ๆ สิ” เวลานี้ขาสองข้างของนางสั่นพั่บ ๆ ไร้สิ้นเรี่ยวแรง มีเพียงมือสองข้างเท่านั้นที่ขยับได้และนางก็กำลังใช้มันกวักเรียกรองแม่ทัพฉีให้เข้ามาหาอย่างบ้าคลั่ง
รองแม่ทัพฉีถอนหายใจก่อนจะยอมเดินกลับไปหา หากจะกลัวขนาดนี้ มิสู้ให้เขามาคนเดียวเสียก็สิ้นเื่
“ดะ... ได้ยินเสียงนั่นหรือไม่” อู๋ิถามเสียงสั่น ภาวนาขอให้ตัวเองหูฝาด ขอให้ไม่ใช่อย่างที่นางคิดเลย
“เสียงมาจากตรงนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“ฟู่วววว ข้าคงหูฝาดไปเอง” อู๋ิผ่อนลมหายใจหลังเห็นบานหน้าต่างที่ขยับเสียดสีไปมาจากลมด้านนอกทว่าโล่งใจได้ไม่นาน สายตาก็ปะทะเข้ากับเงาดำอีกด้าน
“แล้วท่านว่าที่ข้าเห็นตรงนั้น เป็เพราะข้าตาฝาดไปเองหรือว่า...”
รองแม่ทัพฉีมองตามแววตาขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็เคร่งเครียด
“ของจริงพ่ะย่ะค่ะ”
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด อุ๊บ! ผะ... ผี! มะ... อุ๊บ!”
รองแม่ทัพฉีรีบปิดปากอีกฝ่าย หาไม่ทหารเฝ้ายามคงได้แห่กันมาที่นี่
“ชู่วววว ไม่ใช่ผี แต่เป็คนต่างหาก" เท้าแกร่งเตะเครื่องเรือนที่อยู่ใกล้ที่สุดไปยังเป้าหมายอย่างแม่นยำ ทำให้ร่างนั้นล้มไปกองกับพื้นพร้อมกับเสียงร้องเ็ป แต่ไม่นานมันก็ลุกขึ้นและวิ่งหนีไปทันที
“ผีปลอมนี่นา ตามไปเร็วเข้า!” อู๋ิรีบวิ่งตามคนร้ายไปทันทีเช่นกัน จับตัวได้เมื่อไหร่ นางจะลงโทษเขาอย่างหนักโทษฐานหลอกคนขวัญอ่อนเช่นนางจนเกือบหัวใจหายตาย
“ เจ็บใจนัก หายไปไหนแล้ว”
อู๋ิเช็ดเหงื่อออกจากใบหน้าหลังวิ่งตามตัวคนร้ายได้สักพักใหญ่ สายตายังคงสอดส่องไปทั่วแต่กลับไม่พบสิ่งใดนอกจากความเงียบ
รองแม่ทัพฉีเองก็หยุดและมองไปรอบ ๆ เช่นกัน คงเพราะผู้ต้องสงสัยชำนาญพื้นที่มากกว่าจึงสามารถหลบหลีกว่องไวจนแม้แต่เขาก็ยังไล่ตามไม่ทัน
ฟิ้วววววววววว
ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งตรงไปยังสตรีที่ยืนหอด้วยความเร็ว รองแม่ทัพฉีไหวตัวทันและรีบผลักร่างบางให้พ้นทาง
พลั่ก!
“โอ๊ย” อู๋ิที่ถูกผลักโดยไม่ทันตั้งตัวล้มคว่ำหน้าอยู่กับพื้นร้องด้วยความเจ็บ เหตุใดจู่ ๆ รองแม่ทัพฉีต้องผลักด้วย หรือเขาจะโกรธที่นางคอยแกล้งเขาตลอด
ฟิ้วววววววว ฟิ้วววววววว
ขณะที่อู๋ิกำลังจะลุกขึ้น จู่ ๆ ขาข้างหนึ่งก็ถูกดึงลากไปด้านหลังทำให้ตัวของนางไถไปกับพื้นแต่ก่อนจะได้อ้าปากต่อว่ารองแม่ทัพฉี ลูกธนูสองดอกก็ปักลงบนพื้นตรงหน้านางห่างเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด
“อะไรเนี่ย! ทำไมมือสังหารมันถึงได้ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ใช้ตัวประกอบเปลืองไปแล้วนะ อ๊ะ!”
คอเสื้อด้านหลังของอู๋ิถูกกระชากอย่างแรงโดยฝีมือของคนคนเดิม ตามมาด้วยลูกธนูอีกสองดอกที่ปักลงบริเวณที่นางนอนพังพาบเมื่อครู่ หากไม่ได้รองแม่ทัพฉีดึงออกมาก่อนล่ะก็ นางคงได้ซี้แหงแก๋
“วิ่ง!”
ไม่ต้องบอกซ้ำ อู๋ิก็วิ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตเลยทีเดียวจนกระทั่งถูกกระชากคอเสื้อจากทางด้านหลังให้เข้าไปหลบในห้องห้องหนึ่ง
อู๋ิยกมือทาบหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงถี่ ๆ ด้วยความเหนื่อยและตื่นเต้น ไฉนจากคนวิ่งไล่กลายเป็คนถูกล่าเสียได้
“ศัตรูขององค์หญิงมีไม่น้อยเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
รองแม่ทัพฉีถามขณะลอบมองความเคลื่อนไหวด้านนอกหลังโต๊ะไม้ที่ถูกยกขึ้นบังลูกธนูที่ยิงคงโจมตีเข้ามาไม่หยุด
“ทรงกลัวหนูหรือไม่”
“มันใช่เวลามาถามเื่นี้หรือไง” หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ รู้ไปก็ไม่ช่วยให้ทั้งสองรอดจากฝนธนูเสียหน่อย
“กลัวสิ มีใครบ้างไม่กลัว”
“แบมือพ่ะย่ะค่ะ”
“แบมือ” อู๋ิถามย้ำ แต่ก็ทำตามอย่างงง ๆ
“ของขวัญพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพฉีหย่อนหนูลงบนฝ่ามือขององค์หญิงและก็เป็ไปตามคาดเมื่อเ้าตัวแหกปากกรีดร้องเสียงหลง แน่นอนว่าทุกคนในวังจะต้องได้ยินกันทั่วแน่นอน
“ไอ้ลูกไก่บ้า! บอกว่ากลัวก็ยังจะโยนมาอีก กรี๊ดดดดดด เอามันออกไป เอาออกปี!!!!” อู๋ิดิ้นพราดแต่พื้นที่มีจำกัดจึงหนีไม่ได้มาก ดูท่ามันจะชอบนางมากหรืออย่างไรก็ไม่ทราบจู่ ๆ ก็มุดเข้าไปในแขนเสื้อของนางเสียอย่างนั้น
“ออกไปนะ กรี๊ดดดดดดดด ไปสิ ไป๊ๆ ๆ ๆ”
รองแม่ทัพฉีปล่อยให้องค์หญิงอู๋ิร้องดังเท่าที่้าขณะเดียวกันก็คอยระวังไม่ให้องค์หญิงโผล่พ้นออกจากที่ซ่อน สักครู่ใหญ่เขาก็ได้ยินเสียงที่รอคอย
“พวกเราต้องรีบไปแล้ว”
“แต่หนูมันยัง... กรี๊ดดดดด มันไต่เข้ามาใน... ช่วยข้าด้วย!!!”
รองแม่ทัพฉีมองตามก่อนที่มือหนาจะคว้าหมับไปที่ก้อนนูนเพื่อจัดการสัตว์ตัวน้อย
หมับ!
อู๋ิชะงัก อ้าปากค้าง
รองแม่ทัพฉีเองก็งงเช่นกัน เพื่อความแน่ใจเขาจึงลองขยำมันดู
เพี๊ยะ!
ฝ่ามือบางฟาดลงบนใบหน้าของคนตรงหน้า นางมองเขาตาขวางและรีบยกมือกอดอก
รองแม่ทัพฉีหันกลับมาอีกครั้งก่อนจะก้มมองมือตนเอง ความนุ่มที่ััเมื่อครู่คือ...
“ท่านกล้าจับหน้าอกข้า!”
“คะ... คือ กะ... หม่อม ไม่ได้ตั้งใจ กะ... หม่อมคะ... คิดว่าเป็นะ... หนู” รองแม่ทัพฉีแก้ตัวตะกุกตะกักก่อนจะรีบซ่อนมือเ้าปัญหาให้พ้นสายตา
“รับปากข้า คราวหน้าหาก้าให้ข้ากรีดร้องดัง ๆ ขอแค่บอก อย่าคิดใช้วิธีนี้อีก”
รองแม่ทัพฉีพยักหน้ารับก่อนจะหันไปทางเสียงฝีเท้าและเสียงเกราะที่ใกล้เข้ามา
“พวกเรารีบไปกันเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“เดี๋ยว!” อู๋ิดึงแขนรองแม่ทัพฉีเพราะเพิ่งนึกเื่สำคัญออก
“รับปากข้าอีกเื่หนึ่ง คราวหน้าหากจะปกป้องกัน ช่วยถนอมร่างกายข้าหน่อยจะได้หรือไม่” ขณะพูดอู๋ิก็ปัดเศษดิน เศษหญ้าออกจากใบหน้าและเสื้อผ้าไปด้วย และไม่ลืมที่จะจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่สักเล็กน้อยแม้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ได้ช่วยอะไรมากก็ตาม
รองแม่ทัพฉีมองสภาพทุลักทุเลขององค์หญิงอู๋ิก่อนจะหันไปทางอื่นเพื่อกลั้นขำ เขาลืมไปว่ากำลังทำหน้าที่อารักขาสตรีหาใช่บุรุษ คราวหน้าเขาคงต้องระวังจริง ๆ
“พ่ะย่ะค่ะ”
“ดี รออะไรอยู่ล่ะ ต้องรีบไปแล้วมิใช่หรือ” อู๋ิเร่งและเชื่อว่ารองแม่ทัพฉีจะพานางออกไปอย่างปลอดภัยแน่นอน ตำหนักเย็นที่ร้างผู้คนแต่กลับมีผีปลอมและนักฆ่าซ่อนตัว ที่นี่จะต้องมีบางอย่างซ่อนอยู่แน่ ๆ
“ข้าจะต้องกลับมาอีกแน่”
ตำหนักอี้เทียนฝั่งตะวันตก
องค์รัชทายาทหรงซิ่งเดินเลยผ่านหน้าห้องขององค์หญิงอู๋ิไปด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ไปได้ไม่ไกลก็ทรงหมุนตัวกลับมาใหม่เพื่อตรงกลับตำหนักฝั่งตะวันออก เดินต่อไปได้ไม่ถึงสิบก้าวก็ทรงหยุดและหมุนตัวกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้เหมือนจะหยุดที่หน้าประตูแต่ก็ไม่และเดินเลยไปอีกเช่นเคย แม้ว่าจะเดินไปไกลกว่าครั้งแรกทว่าสุดท้ายก็หมุนตัวกลับมาอีกอยู่ดีเพื่อกลับตำหนักฝั่งตะวันออก แต่ก็ต้องหยุดเมื่อถึงก้าวที่สิบห้า
“องค์รัชทายาท” องครักษ์สือส่งเสียงเตือนเพราะเขาเหนื่อยที่จะต้องเดินกลับไปกลับมาแล้ว
“ให้กระหม่อมช่วย...” องครักษ์สือเสนอตัวเมื่อเห็นท่าทีลำบากใจของผู้เป็นาย
“ข้าแค่าเ็ ไม่ได้พิการ”
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์สือถอยหลังยืนห่างจากเ้านายผู้มีอารมณ์แปรปรวนโดยสัญญากับตนเองว่าจะไม่ยื่นมือเข้าไปสอดอีก
“อู๋ิ! เปิดประตู”
เงียบ...
“ข้าสั่งให้เปิดประตู”
คราวนี้องค์รัชทายาทรับสั่งเสียงดังกว่าครั้งแรกเมื่อด้านในยังคงเงียบราวกับไร้ผู้คน ความผิดปกตินี้ทำให้ทรงไม่วางพระทัยดังนั้นจึงรีบส่งสัญญาณให้องครักษ์สือพังประตู
มู่หลานที่อยู่ด้านในสะดุ้งโหยงหลังประตูถูกเปิดออกอย่างแรง ลางสังหรณ์ของนางถูกต้อง สุดท้ายก็เกิดเื่ขึ้นจริง ๆ หากองค์รัชทายาททรงทราบว่าองค์หญิงอู๋ิมิได้พำนักอยู่ในตำหนักจะต้องเป็เื่แน่
องค์รัชทายาทหรงซิ่งถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ามีร่างหนึ่งนอนอยู่บนเตียง แต่ท่าทางการนอนของอู๋ิกวนใจพระองค์นัก
“ลุกขึ้น”
มู่หลานส่ายหน้าปฏิเสธ หากนางลุกขึ้นตอนนี้ก็ถูกจับได้น่ะสิ
‘องค์หญิงเมื่อไหร่จะกลับมาเพคะ หม่อมฉันจะต้านไม่ไหวแล้ว ตายแน่คราวนี้’