บทนำ
ตะวันมิได้ฉากฟ้าในเวลานี้ หากแต่คล้อยต่ำพ้นผ่านยอดไม้เสียนานแล้ว ฟ้าครามมืดครึ้มลงทุกที สองเท้าก้าวต่อไปไม่หยุดพัก เมืองกู้อยู่ห่างไม่ถึงวัน หากเร่งรุดเดินทางตลอดคืนก็จะสามารถถึงได้ในเวลาเช้า ณ ที่นั้น มีผู้คน มาตรว่าไม่มากมายเช่นเมืองใหญ่ แต่ผู้คนก็คือผู้คน บางทีอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ปลอดภัยขึ้นได้บ้าง
เสียงฝีเท้าม้ากำลังห้อตะบึงใกล้เข้ามา เห็นได้ชัดว่าพวกมันยังคงไล่ตามเขาอยู่
บุรุษหนุ่มวัยสามสิบเศษโผตัวเข้าซ่อนหลังพุ่มไม้ใหญ่ข้างทางอย่างระวัง ด้วยในอกของเขาประคองทารกน้อยที่หลับใหลอยู่ ทารกผู้นี้แม้มีสีผิวจะซีดเซียวไปบ้าง แต่หูตาจมูกปากล้วนครบถ้วนดี แก้มก็ไม่ได้ใหญ่เกินผู้ใด ดวงตาก็ไม่ได้กลมโตเป็พิเศษ เครื่องหน้าสามัญเช่นมนุษย์ผู้หนึ่ง ทว่ามนุษย์ร่างน้อยนี้กลับดูแล้วน่ารักน่าชังยิ่ง
สายตาถูกเลื่อนขึ้นจับจ้องที่ทางเกวียนดินนอกพุ่มไม้ ซึ่งเวลานี้มันปรากฏบุรุษทั้งสี่ควบม้ามาตามทาง ในมือประดามันคร่ากุมดาบ เป็ดาบใบเขื่องที่ถูกตีขึ้นอย่างหยาบ ๆ สำหรับแจกจ่ายแด่เหล่ามุสิกสามัญชนชั้นไร้ฝีมือ
“ยู…” หนึ่งในสี่ส่งเสียงหยุดม้าพร้อมรั้งบังเหียน ร่างใหญ่กำยำ ศีรษะมันวาวโล้นเลี่ยน กำลังกวาดสายตาเบิกโพลงเปี่ยมประกายอำมหิตของมันมองรอยเท้าที่ขาดหายไปบนพื้นดิน ฉับพลันยกดาบขึ้นชี้ไปสองฟากทางเกวียน กระจายกำลังค้นหา
ใบดาบกำลังแหวกกิ่งถากถางก้านผ่านพุ่มไม้ใกล้เข้ามาทุกที ทว่าในที่นี้ใช่จะมีแต่ใบดาบ ที่เื้ัของบุรุษหนุ่มใหญ่สะพายไว้ด้วยกระบี่เล่มหนึ่ง ม่านตาสีอ่อนจับจ้องอยู่ มือข้างหนึ่งละจากการประคองทารกน้อย เอื้อมขึ้นอย่างแน่วนิ่งและเชื่องช้าบรรจงกุมยังด้ามจับกระบี่เตรียมพร้อมรั้งกระบี่ออกฟันทันที
แต่ไม่จำเป็ เนื่องด้วยเสียงกาแตกรังทางตะวันตกดึงความสนใจพวกมันไว้ได้ คนศีรษะโล้นเลี่ยนบ่ายหน้าสั่งการให้ไปตรวจสอบต้นเสียงนั้น แม้มันไม่เชื่อว่ามีบางสิ่งรบกวนเหล่ากาให้แตกตื่นอย่างไรไม่อาจเพิกเฉย ดังนั้นตัวมันยังคงยืนม้าอยู่ที่เดิม มั่นใจยิ่งว่าผู้ที่มันติดตามหายังคงซุ่มซ่อนอยู่บริเวณนี้
“ท่านไม่ทราบ เมื่อข้ามั่นใจไฉนส่งพวกมันไปตามเสียงนก” คนศีรษะโล้นเลี่ยนถลึงตาเอ่ยอย่างเย้ยหยัน “เนื่องเพราะพวกมันไม่ทราบเหตุใดต้องจับตัวท่าน แต่ข้าทราบ และไม่้าจับตัวท่าน ไต้ฟู… ท่านออกมาเถิด”
สิ้นคำ พุ่มไม้ปรากฏบุรุษหนุ่มใหญ่ผู้หนึ่งในอาภรณ์เทา ซึ่งถูกสวมใส่อย่างกระชับและออกจะดูเก่าไปบ้าง เก่า แต่ยังคงความสะอาดเรียบร้อย มือของบุรุษผู้นั้นยังคงอุ้มทารกน้อยไว้ มืออีกข้างรั้งกระบี่ขณะก้าวเท้าออก ก่อนจะชี้ยังคนศีรษะโล้นบนหลังม้า กล่าวว่า “เป็พ่อค้าเร่ที่ข้ารักษาบุตรสาวของมันสามวันก่อนใช่หรือไม่”
“ในยุคเข็ญเช่นนี้ ชีวิตผู้ใดจะสำคัญเท่าปากท้องครอบครัวมัน” คนศีรษะโล้นกล่าว “มันย่อมจะขายทุกสิ่งที่ขายได้ กระทั่งคำกล่าวที่ว่าท่านเป็ศิษย์ของแพทย์ไพรเร้นลับนั้น ก็ยังมีราคาไม่น้อย ไต้ฟูอย่าได้ถือโทษมัน”
“ไม่อาจตำหนิมัน หวังก็แต่เงินจะมากพอให้มันซื้อข้าวซื้อยาไว้ต้มกินบ้าง”
“มันไม่ต้องใช่เงินแล้ว” คนศีรษะโล้นเอ่ย ริมฝีปากยกยิ้มขึ้น “เช่นเดียวกับท่าน”
“อ้อ… เช่นนั้น เหตุใดยังไม่ลงมือ” กล่าวแล้วลากปลายกระบี่เป็อักษร ‘天’ (เทียน) กระบี่ในมือบุรุษผู้นั้นพลันเรืองรองทอประกายลายครามสว่าง กระบี่ซึ่งถูกหลอมสร้างอย่างพิสดารจนปรากฏคุณสมบัติอันพบเห็นได้ยากยิ่ง นับว่าสร้างความประหลาดใจให้คนศีรษะโล้นไม่น้อย ดูทีการค้าครั้งนี้จะมีแต่กำไร
“ให้โอกาสท่านเชือดคอตนเอง บุตรของท่านข้าจะไว้ชีวิต…” เวลานั้นั์ตาอำมหิตพลันหรี่ลงอย่างครุ่นคิด “หรือทารกน้อยผู้นี้ ไม่ใช่บุตรของไต้ฟู”
ยามผู้คนเรียกขาน ‘ไต้ฟู’ แสดงว่าคนผู้นั้นย่อมจะต้องเป็หมอยาผู้หนึ่ง บางผู้คนทราบความมากขึ้นอาจเรียกขานว่าเจียงไต้ฟู เพื่อเป็การให้เกียรติแด่หมอยาแซ่เจียงผู้นี้ หากแต่น้อยคนนั้นจะทราบ แท้จริงแล้วนามของเจียงไต้ฟู คือเจียงเหลียงฮุ่ย
บุรุษชุดเทานามเจียงเหลียงฮุ่ยกระชากเสียงกล่าว “เื่ราวของทารกผู้นี้ ไม่ใช่ธุระกงการผู้ใด”
“ถูกแล้ว… ไม่เคยเป็กงการใดของข้า” สิ้นคำคนศีรษะโล้น ฟาดบังเหียนควบม้าตรงเข้าหา เงื้อดาบใหญ่ขึ้น ใบดาบสะท้อนสะท้อนแสงสุดท้ายยามสายัณห์ ฟาดคมลงใส่บุรุษชุดเทา เสียงปะทะดังขึ้นคราหนึ่ง ม้าควบทะยานพ้นผ่านไปก่อนถูกรั้งให้หันกลับมาไม่เห็นบุรุษชุดเทายืนอยู่ที่นั่นอีก หากแต่ออกหน้าลากกระบี่หอบทารกน้อยวิ่งไปไกลแล้ว
“ไต้ฟู! ท่านสามารถวิ่งได้เร็ว อย่างไรไม่เร็วกว่าม้า” คนศีรษะโล้นเลี่ยนถลึงตาเอ่ยอย่างเย้ยหยัน พลันกระตุ้นม้าตาม อีกสามคนครั้นได้ยินเสียงปะทะเสียงตวาดก่อนนี้เร่งกลับมาสมทบ คนศีรษะโล้นจึงสั่งการ “อย่าให้มันไปถึงเขตเมืองกู้”
หนึ่งในสามนั้น มีผู้หนึ่งนึกสงสัยยิ่ง อดไม่ได้จะกล่าว “จำเป็เพียงนั้น”
“ที่นั่นมียอดฝีมือผู้หนึ่ง ยอดฝีมือที่พรรคกุหลาบแดงเราไม่อาจต่อกรได้” ไม่ทันสิ้นคำ คนศีรษะโล้นเห็นบุรุษชุดเทาที่เบื้องหน้าห่างออกไปไม่ไกลนัก พลาดเหยียบไหล่ทางไถลหายพ้นสายตาไปอีกครั้ง
ม้าทั้งสี่ตัวยืนอยู่เหนือเนินชัน บุคคลทั้งสี่บนอานเพ่งมอง ร่างของบุรุษชุดเทาแน่นิ่งอยู่ยังพื้นดินเบื้องล่าง ดูไปคล้ายาเ็ฟกช้ำอยู่บ้างจากการพยายามใช้ร่างกายรับแรงกระแทกแทนทารก อย่างไรไม่ได้ร้ายแรง กะเก็งว่าอีกครู่คงลุกขึ้นวิ่งต่อได้ การลื่นไถลเมื่อครู่ไม่เพียงทำให้ทารกน้อยตื่นเท่านั้น ยังทำให้หวาดผวาจนร้องไห้ดังไปทั้งป่า
คนศีรษะโล้นสั่งให้คนของมันวกม้าเร่งหาทางลงไปที่เบื้องล่าง มันไม่ได้ละสายตาจากร่างของเจียงเหลียงฮุ่ยที่หยัดกายขึ้นอย่างทุลักทุเล เงยมองขึ้นมาที่ตนอย่างเจ็บแค้น ก่อนจะยกมือที่กุมกระบี่ขึ้น ยื่นนิ้วออกมาััไปที่บริเวณขมับทั้งสองข้าง ทารกน้อยพลันเงียบเสียงนิ่งไป เจียงเหลียงฮุ่ยไม่รอช้าเร่งออกวิ่งหายไปในหมู่ไม้เบื้องล่าง คนศีรษะโล้นกัดฟันกรอด ก่อนนี้ชะล่าใจคาดว่าใช้เสียงร้องไห้ของทารกคอยบอกตำแหน่งมาตรว่าไม่เห็นร่างยังติดตามได้ถูก ไหนเลยจะคาด เจียงไต้ฟูผู้นี้สมเป็ศิษย์แพทย์ไพรเร้นลับ มือของมันต้องละเอียดแ่เบาเพียงใดจึงสามารถกดจุดสลบโดยไม่เป็อันตรายแก่ทารก
ระหว่างครุ่นคิดอยู่สองเท้าถีบกระตุ้นม้าแล้ว ทว่าม้าเพียงยกผยองด้วยสองเท้าหน้าขึ้นไม่ยินยอมกระโจนลงเนินชัน ด้ามดามใบเขื่องทุบกระแทกซ้ำที่ตะโพกม้า มันจึงโดดทะยานไปอย่างไม่อาจควบคุมตนเองและเมื่อเท้าทั้งสี่ััพื้นก็แตกหักล้มลง คนศีรษะโล้นคาดไว้แล้ว ดังนั้นปล่อยบังเหียนทิ้งอานก่อนที่ม้าจะลงถึงพื้นเพื่อไม่ให้ต้องาเ็ หมุนกายสลายแรงพร้อมวกดาบตัดเส้นเืที่คอม้าของมัน ไม่ให้มันต้องทรมาน ด้วยมันยึดคติว่า ‘ยอดอาชาที่ไม่อาจควบทะยานย่อมไม่ใช่อาชา’ เช่นนี้ มันจึงถือการกระทำอำมหิตของมันเป็ให้เกียรติต่อม้าคู่กายอย่างสูงสุด
เจียงเหลียงฮุ่ยได้ยินเสียงทั้งสิ้นชัดเจนจนสามารถแยกแยะได้ เสียงใดเป็เสียงกระดูกแตกหัก เสียงใดเป็เสียงใบดาบแหวกผ่านเืเนื้อ เสียงใดคือเสียงลมหายใจสุดท้ายของสัตว์ และเวลานี้เสียงฝีเท้าที่ติดตามมาเื้ัอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย มันกำลังใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเสียงฝีเท้าหยุดลง แผ่นหลังเย็นวาบจรดต้นคือจนถึงใบหู ใบเหล็กแหวกผ่านม่านอากาศวูบ เจียงเหลียงฮุ่ยรั้งเท้าข้างหนึ่งไว้แล้วไสเท้าอีกข้างไปเบื้องหน้าพร้อมพลิกกายหงายขึ้น เห็บใบดาบวาวลากผ่านตำแหน่งที่ควรเป็คอของตนชั่วเวลาก่อนหน้านี้
คนศีรษะโล้นไม่ทราบ การหลบหลีกเมื่อครู่เป็หนึ่งในวิชาหมัดยาวของไพรแพทย์เร้นลับ ส่วนหนึ่งของกระบวนท่าในเพลงหมัดอาณัติ์ นาม ‘ชื่นชมดาราประกาศิต’ ซึ่งเป็กระบวนท่าสำหรับคลี่คลายการลอบทำร้ายจากเื้ั จู่โจมกลับจากเบื้องล่าง
เจียงเหลียงฮุ่ยก็เป็บัณฑิตผู้ปรารถนารักษาเยียวยาผู้คน ก่อนนี้จับกระบี่ก็นับว่าผิดต่อมโนสำนึกเกินไปแล้ว ยามนี้จะให้ใช้ออกแทงหรือสังหารผู้คน หากวันที่ต้องกระทำเช่นนั้นมาถึงย่อมจะเป็วันที่มั่นใจว่าไม่อาจเอาชีวิตรอดได้แล้ว หากแต่ไม่ใช่วันนี้ ดังนั้น อาศัยแรงส่งถลาถอยออกห่างได้สี่จั้งเศษ แสร้งกล่าว
“เจียงเหลียงฮุ่ยนา… เจียงเหลียงฮุ่ย เ้าร่ำเรียนวิชารักษาผู้คน ไหนเลยจะคาด ยามนี้ชีวิตตนก็ไม่อาจรักษาไว้ได้แล้ว ดูทีต้องตายในมือวีรบุรุษท่านนี้ เอาเถิดเมื่อท่าน้าสังหารข้าให้ได้ ข้าก็จะยืนให้ท่านสังหาร ขอเพียงท่านตอบคำถามข้าประการหนึ่ง ก่อนนี้ท่านบอก ‘ท่านทราบ’ ท่านทราบสิ่งใด”
คนศีรษะโล้นสะบัดดาบลง เผยอยิ้มขึ้น “ไต้ฟูไม่ต้องประชดประชัน คำว่าวีรบุรุษข้าไม่กล้ารับ ในเมื่อไต้ฟูยอมแลกชีวิตถาม ข้าจะตอบให้เกียรติไต้ฟู”
“เชิญกล่าว” เจียงเหลียงฮุ่ยหอบหายใจรับฟัง
“ผู้ที่้าตัวอาจารย์ของท่าน ไม่ใช่พรรคกุหลาบแดง แต่เวลานี้พรรคกุหลาบแดงถูกเศรษฐีจางเข้ามามีอิทธิพลครอบงำพรรค เศรษฐีชั่วผู้นี้ถือกำเนิดในแคว้นจ้าวเรา หากแต่สมคบกับราชสำนักฉินเป็มือเท้าให้ฉินอาศัยพรรคเราบ่อนทำลายแคว้นจ้าว”
“ท่านจะบอกว่า แท้จริงแล้วราชสำนักฉิน้าตัวอาจารย์ข้า”
“ข้าจะบอกว่า แท้จริงแล้วฉินหวาง… หยิงจี้้าสิ่งที่แพทย์ไพรเร้นลับอยู่”
“อ้อ ท่านก็เชื่อข่าวลือนั้น…” เจียงเหลียงฮุ่ยถอนใจกล่าว “มันไม่มีคัมภีร์ใดในใต้ฟ้าสามารถคืนชีวิตให้ผู้ที่ตายไปแล้วได้”
“ไม่สำคัญว่าข้าเชื่ออย่างไร ไม่สำคัญว่าคัมภีร์นั้นมีอยู่จริงหรือไม่ มันสำคัญที่ฉิน้ามัน หากว่าต้องสังหารไต้ฟูเพื่อไม่ให้พวกฉินได้ในสิ่งที่มัน้า… แม้ข้าไม่ได้้าสังหารท่าน แต่ข้าก็ไม่ลังเลจะทำ ไม่ใช่เพื่อข้า ไม่ใช่เพื่อแผ่นดินจ้าว เพื่อคนใต้ฟ้าจะไม่ตกอยู่ใต้ฝ่าเท้าของทรราชแคว้นฉิน”
“ความจำเป็ทั้งสิ้นของท่านข้ารับทราบแล้ว ข้ายินดีจะตายหากมันจะเป็ไปดังที่ท่านกล่าว หากแต่” เจียงหลงฮุ่ยกล่าวพลางสืบเท้าถอยหลัง กระชากเสียงกล่าวอีกคราพร้อมพลิกตัววิ่ง “ไม่อาจกระทำได้”
“ไต้ฟู!!” คนศีรษะโล้นตะคอกดัง ขว้างดาบใส่สุดกำลัง มันปักเข้าที่กลางหลิวใหญ่ต้นหนึ่ง ครั้นเมื่อติดตามไปเพื่อจะดังดาบออกจากต้นหลิว ทอดสายตาเห็นบ้านไม้หลังหนึ่งปลูกสร้างไว้อย่างกลมกลืนกับหมู่ไม้ มันจึงเข้าใจเหตุใดเจียงเหลียงฮุ่ยจึงทำทีจำนนเพื่อแสร้งถาม เวลานั้นคนของมันควบม้ามาถึงพอดี
“พี่ใหญ่ ม้าของท่าน” หนึ่งในสามคนกล่าวถาม อาการของมันค่อนข้างจะตระหนกอยู่ ฉับพลันคิดได้ว่าควรเร่งไปจับตัวเจียงเหลียงฮุ่ยให้ได้เสียก่อน ขณะกำลังจะกระตุ้นม้าควบต่อไป เป็คนศีรษะโล้นที่ยกมือขึ้นปรามคนของมันไว้
“ไม่ต้องตาม” สายตาของคนศีรษะโล้นจดจ้องอยู่ที่เจียงเหลียงฮุ่ยที่หยุดยืนหอบหายใจอยู่ห่างออกไปกว่าสี่สิบจั้ง ครั้นเห็นว่าไม่อาจติดตามได้อีกแล้ว เอ่ยเบา ๆ “อ้อ… แท้จริงแล้ว มันอยู่ที่ท่าน”
ริมฝีปากของเจียงเหลียงฮุ่ยไม่ได้ขยับ เพียงบ่ายหน้าแล้วเดินทางต่อไป
“พี่ใหญ่ ท่านจะปล่อยมันไปหรือ” คนหนึ่งกล่าวขึ้น มันไม่เข้าใจเื่ราวมากนัก ทราบเพียงการจับตัวคนผู้นั้นเป็หน้าที่ ไม่อาจไม่กระทำ ก่อนนี้พี่ใหญ่มีทีท่าจงใจจะสังหารมัน ถึงกับขว้างดาบใหญ่ใส่มัน ผู้ใดถูกดาบเล่มนี้ฟาดใส่ไม่ใช่ต้องตายไปหรือ ไฉนเวลานี้ราวกับถึงคราวจบสิ้นก็คล้ายเลิกแล้วต่อกันเสียอย่างนั้น ‘หรือเื่เช่นนี้ยังมีเหตุผล’
“เศรษฐีจาง้าตัวมัน ไม่ใช่ข้า” คนศีรษะโล้นกุมด้ามดาบของมันแล้วกระชากออก เดินกลับไปทางที่มา กล่าวกับคนของมันโดยไม่หันมอง “หรือพวกเ้าไม่เห็นบ้านไม้หลังนั้น นั่นคือเขตเมืองกู้ ผู้ใดล้วนไม่สมควรไปรบกวนท่าน…”
คนทั้งสามรั้งบังเหียนวกม้ากลับ สายตายังคงจดจ้องที่บ้านไม้ กระทั่งความฉงนคลี่คลายไปเมื่อได้ยินพี่ใหญ่ของพวกมันกล่าวต่อ
“…ผู้ใดล้วนไม่กล้า”