เหม่ยอิงหรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหนือความคาดหมาย
“เ้าว่าอย่างไรนะ” เหม่ยอิงถามย้ำ
นางหวังตอบพร้อมกับยกผลท้อลูกหนึ่งให้ดู “เ้ายังจะมาทำหน้าตาไขสือ ผลท้อของเ้าสุกพร้อมเก็บมากินกล้าดีเช่นไรไม่นำมาแบ่งข้าคนบ้านหลี่ คิดจะเก็บไว้กินเองคนเดียวอย่างงั้นหรือ”
เหม่ยอิงกรอกตามองบน เอ่ยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “เ้าบุกรุกที่ดินของข้า กระนั้นยังกล้ามาพูดจาไร้สาระอีกอย่างนั้นหรือนางหวัง!”
“ที่ดินของเ้าอยู่ไหน ทำไมข้าไม่เห็นว่าจะมีป้ายติดไว้ว่าที่นั่นเป็ของเ้า อย่ามาทำตัวน่าขันไปหน่อยเลย ชาวบ้านกวนปิงมีอะไรต้องรู้จักแบ่งปัน หรือว่าเ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านจึงไม่อยากแบ่งทุกคน?” นางหวังเริ่มพูดจาไร้สาระโดยยกเหตุผลอันไม่น่ามองขึ้นมาอ้าง
“เช่นนั้นเ้าเก็บมากี่ผล” เหม่ยอิงถาม ผลท้อเพลิงที่ปลูกในดินของนางนั้นถือว่าเป็ของวิเศษ ถามไถ่ทั่วหล้าก็ยากจะพานพบผลท้อเช่นนี้ ยกเว้นต้องบากบั่นเข้าไปในป่าใหญ่ ต่อสู้กับพยัคฆ์ร้ายเช่นเย่เฟิงจึงจะได้มา ดังนั้นเหม่ยอิงจึงค่อนข้างกังวล กลัวว่าผลท้ออันเป็ความลับจะถูกคนบ้านหลี่เก็บไปจนหมด
“ข้าเก็บมาได้เพียงผลเดียว พูดแล้วก็ช่างน่าเสียดายยิ่ง ผลท้อนั่นต้องใช้แรงคนจำนวนมากถึงจะตัดมันลงมาจากต้นได้ หากข้าสามารถตัดมันได้มากกว่านี้ก็คงดี” นางหวังมีความโลภอยู่ในใจ
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอคืน” เหม่ยอิงเดินเข้าไปหานางหวังแต่ดันถูกลูกสาวคนเล็กจับชายเสื้อไว้
“เ้ากำลังทำอะไรหรือหลี่เหนียง”
“ท่านแม่ผลท้อเพียงผลเดียวให้ท่านย่าไปเถอะเ้าค่ะ ถึงอย่างไรเสียเราก็มีอีกตั้งมากในสวน ให้ไปแค่ผลเดียวคงไม่มีอะไรหรอกกระมัง” หลี่เหนียงกล่าว ดูเหมือนนางจะเห็นใจนางหวังอยู่ไม่น้อย เพราะลึกๆ ก็มีสายเืเดียวกัน
เหม่ยอิงขบริมฝีปากแน่น สุดท้ายจึงหันไปมองนางหวังแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะถ้าเช่นนั้นผลท้อในมือก็ให้เ้าแล้วกัน แต่หากมีคราวหน้าอีกล่ะก็ข้าจะถือว่าคนบ้านหลี่บุกรุกพื้นที่ส่วนตัว ถึงตอนนั้นอย่าหาว่าข้าเหม่ยอิงใจร้าย!”
“นางแพศยาหน้าด้าน ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้ายังเป็แม่ย่าของเ้า ถึงอย่างไรเสียเ้ายังไม่หย่าขาดจากหลี่หาน หนังสือสัญญาแต่งงานยังคงอยู่ ดังนั้นข้าจึงมีสิทธิ์ในของของเ้า รวมถึงคนตระกูลหลี่ข้า!” หวังฝูให้เหตุผลด้านๆ ไม่มียางอาย
“เื่มากเสียจริง สรุปเ้าจะไม่เลิกลาใช่ไหมยายแก่!” เหม่ยอิงพยายามอดกลั้นอารมณ์แล้วเชียว แต่อีกฝ่ายยังราวีไม่เลิกเนี่ยสิ แถมยังยกเอาหนังสือแต่งงานมาอ้างตนจึงมีสิทธิ์เข้าไปขโมยของในที่ดินผู้อื่นซึ่งเป็อดีตลูกสะใภ้ ต้องใช้กาวเบอร์ไหนกันหน้าถึงได้หนาเยี่ยงนี้
“ข้าไม่เลิกลา! แล้วเ้าจงรู้ไว้ด้วยว่าข้าจะไปเอามากินอีก!” กล่าวจบนางหวังก็เดินจากไป เหม่ยอิงกำหมัดแน่น ทุบตีคนแก่เป็เื่บาปและไม่น่าให้อภัย แต่คนแก่ตรงหน้ามันไร้ยางอายเกินไปเนี่ยสิ ทำให้นางยากที่จะระงับอารมณ์ได้
“เห็นหรือเปล่าหลี่เหนียง ว่าย่าของเ้าเป็เช่นไร” เหม่ยอิงผินหน้าไปหาลูกคนเล็กที่ตอนนี้กำลังจับชายเสื้อของตัวเองอยู่
“ท่านย่าคงหิว อีกอย่างคนบ้านหลี่ก็มีลูกหลานเยอะ พวกเขาอยู่อย่างแออัดไม่เหมือนบ้านใหม่ของท่านแม่ จะดีไหมเ้าคะหากให้พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ด้วย” หลี่เหนียงกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มไร้เดียงสา
เหม่ยอิงรู้สึกหน้ามืด พึมพำกับตัวเองในใจว่า “ให้ตายสิเด็กคนนี้นี่ เธอคงจะได้ยีนเด่นจากเหม่ยอิงมาสินะสำหรับความมีน้ำใจอันไร้สาระโดยไม่มองความจริง ดังนั้นหน้าที่สั่งสอนก็คงต้องเป็ของฉัน เพื่อที่จะให้เธอไม่ถูกเอาเปรียบในอนาคต”
หลังตัดสินใจได้เหม่ยอิงจึงพาเด็กๆ กลับไปบ้าน
บ้านของนางตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้านกวนปิง หลังสีแดงโอ่อ่าชวนใคร่มอง ชาวบ้านที่ไปทำนาทำสวนต่างก็พบเห็นและกล่าวปากต่อปาก ทำให้ใครหลายผู้เดินทางมารับชม เมื่อเหม่ยอิงเห็นเช่นนั้นก็รีบไล่ให้ทุกคนออกไป
“แย่ชะมัด เห็นทีคงต้องสร้างกำแพงหน่อยแล้ว ไม่เช่นนั้นทุกคนคงเข้ามาขโมยของเวลาข้าไม่อยู่บ้านหรือไปทำธุระข้างนอก” เหม่ยอิงกล่าว ทอดถอนใจอยู่บนเก๋งหน้าบ้าน
“ถ้าเช่นนั้นให้เป็ฝีมือข้าเอง” เย่เฟิงวางไก่สองตัวไว้บนพื้นแล้วตบหน้าอกแข็งขึง “สร้างกำแพงไม่ใช่เื่ยาก โครงสร้างง่ายๆ แต่ไม้ที่ใช้จำนวนจะมหาศาล คุณหนูเหม่ยจำเป็ต้องปลูกต้นท้อหลายร้อยต้นเพื่อนำมาสร้างเป็กำแพง”
บ้านหนึ่งหลังใช้ต้นท้อไม่กี่สิบต้น แต่หากต้องสร้างกำแพงล้อมรอบที่นา 101 หมู่ก็อย่างที่เย่เฟิงกล่าว จำเป็ต้องปลูกต้นไม้จำนวนมากเพื่อให้พอเพียงต่อการตัด
“เป็เช่นนั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็งานหนักก็คงต้องทำสินะ” เหม่ยอิงถอนหายใจ นี่คือปัญหาแรกที่ต้องแก้หากนางไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาในบ้าน หลังจากนั่งพักหายเหนื่อยครู่หนึ่งนางก็เริ่มทำงาน ไม่ได้ปลูกต้นไม้เพื่อนำไปสร้างเป็กำแพงแต่เริ่มจัดของในบ้านที่เพิ่งซื้อมาจากเมืองฉางเล่อ
ไก่สองตัวถูกปล่อยไว้ลานหน้าบ้าน ไก่ตัวหนึ่งดูปกติแต่อีกตัวดูตื่นตระหนก มันหันไปมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง
“สถานที่แห่งนี้แปลกเกินไปแล้ว ไม่ใช่สำนักที่ถูกสร้างขึ้นโดยเซียนแต่ทำไมพลังิญญาถึงได้รุนแรงเช่นนี้ แปลกจริงๆ” เสียงเ้าไก่ว่าแบบนั้นในใจ สายตาของมันกวาดไปรอบด้าน
“นอกจากนั้นผู้หญิงที่ชื่อเหม่ยอิงก็ลึกลับยิ่ง มีผู้บำเพ็ญเพียรอารักขา และลูกของนางยังอุ้มพยัคฆ์ขาวไว้ สถานที่แห่งนี้พิลึกกึกกือแต่ถูกคนธรรมดา...”
“เดี๋ยวสิคนธรรมดาเช่นนั้นหรือ เป็ไปไม่ได้ที่คนธรรมดาจะสถานที่เช่นนี้ จากคำพูดของเ้าเย่เฟิงดูเหมือนว่าจะมีความลับบางอย่าง ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ข้าคงต้องถามเขาสักหน่อยว่าที่นี่เป็สถานที่แบบใด”
หลังจากไตร่ตรองเล็กน้อยเ้าไก่ที่ซื้อมาจากตลาดก็ทำตัวปกติ วิ่งเล่นกับไก่อีกตัวพร้อมกับขันบอกเวลาเมื่อถึงตอนเย็น
....
กลางดึกมาถึงแล้ว เหม่ยอิงวันนี้เริ่มเข้าครัวโดยอาศัยอุปกรณ์ที่ซื้อมาจากเมืองใหญ่ กระทะใบใหญ่พร้อมแล้ว ตะหลิว น้ำมันหมู เครื่องเทศที่ถูกวางเรียงรายบนชั้นวาง ดูอย่างไรก็สะอาดตาน่าชวนมอง
อาหารที่นางจะทำวันนี้ง่ายดายยิ่ง มันคือข้าวผัดไข่ โดยข้าวที่ใช้คือข้าวสาลีจากในนา ส่วนไข่ซื้อมาจากเมืองฉางเล่อ แม่ไก่เพิ่งซื้อมายังไม่ทันออกไข่
อาหารที่นางทำจะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก โดยเฉพาะจังหวะที่ต้องคลุกข้าวกับไข่ให้เม็ดข้าวทุกเม็ดเป็สีเหลืองทอง ต้องใช้กำลังแขนและ่เอวในการขยับกระทะ แต่เหม่ยอิงเวลานี้กลับสามารถทำได้ง่ายดายยิ่ง เนื่องจากนางอยู่ในอาณาเขตเซียนาการใช้แรงมหาศาลจึงไม่ใช่เื่ยากเย็น
ข้าวผัดหอมๆ ถูกตักจากกระทะวางบนจานใบใหญ่ที่ทำจากหวาย เ้าสิ่งนี้มีราคาแพงยิ่งในตลาด มีเพียงครอบครัวใหญ่เท่านั้นสามารถซื้อได้ หลังจากทำข้าวผัดเสร็จเหม่ยอิงก็หันมาจัดการเมนูต่อไป
เนื้อหมูที่ถูกซื้อมานางไม่กล้าหั่นเอง มันแหยะๆ และมีกลิ่นคาวหน้าที่นี้จึงเป็ของลูกสาวคนเล็ก แต่กระนั้นนางก็ดูวิธีทำของลูกสาวแล้วเก็บไปเรียนรู้ด้วยตัวเอง
เมนูที่สองคือหมูทอดน้ำมัน ไม่มีเครื่องเทศอย่างอื่นวันนี้เหนื่อยมาทั้งวันจึงทำเมนูง่ายๆ
“ท่านแม่ไฟแรงเกินไปแล้วเ้าค่ะ หากท่านทิ้งหมูไว้ในกระทะนานกว่านี้จะไหม้นะเ้าคะ ถึงตอนนั้นหมูจะไม่อร่อยและขม” หลี่เหนียงที่ยืนอยู่ข้างๆ ร้องบอก
“เข้าใจแล้วน่า” เหม่ยอิงยิ้มเจื่อน ใช้ไม่ได้เลยจริงๆ ต้องให้เด็กมาสอน แต่จะให้ทำอย่างไรได้เพราะไม่เคยทำอาหารจริงมาก่อน แม้ว่านางจะรู้เมนูต่างๆ ว่าต้องใช้เครื่องเทศแบบไหนตามวิดีโอออนไลน์ แต่พอทำจริงใช้ว่าจะเหมือนกัน
หมูถูกทอดจนสุกยกออกมาจากเตาอย่างช้าๆ หลี่กุ้ยที่ตั้งตารอไม่ไกลลูบท้องและบอกว่าตัวเองหิวมาก
“หิวก็ต้องรอ จะเข้ามาหยิบไปกินแบบนี้ไม่ได้หรอกนะรู้ไหม เ้าต้องรู้จักเื่มารยาทบ้าง” เหม่ยอิงตีมือลูกคนรองที่เข้ามาหยิบฉวยและสั่งสอนไปทีหนึ่ง
“ก็ข้าหิวนี่นา” หลี่กุ้ยประท้วง
“งั้นก็รีบๆ ช่วยแม่ยกไปบนโต๊ะ อย่ามัวแต่ยืนบ่นเข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งล้อมวง เ้าไก่ที่ถูกซื้อมาจากตลาดเองก็มีจานข้าว มันมองข้าวผัดที่อยู่ในจานด้วยความเยาะเย้ย
“แค่ข้าวผัดของมนุษย์ธรรมดา ใยต้องทำสีหน้าเช่นนั้นกันนะ” ถึงปากของมันจะพูดแบบนั้นแต่ก็เริ่มจิกข้าวในจานเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต แต่เมื่อข้าวลงคอสีหน้าของมันจึงเปลี่ยนไปในบัดดล
“บัดซบ! ข้าววิเศษชัดๆ มันไม่ใช่ข้าวธรรมดา ข้าวแบบนี้จะเกิดขึ้นในที่ดินอุดมสมบูรณ์ที่ได้รับการดูแลโดยเซียนวิเศษ สถานที่แห่งนั้นต้องเป็เส้นเืัขนาดใหญ่ใต้ผืนดิน พลังิญญาถูกผลักดันมาทั่วหล้านำมาหล่อเลี้ยงผืนดินและข้าวที่ปลูก แต่อย่างใดก็ตามสำหรับผู้หญิงนางนั้นข้าวนี้ดูธรรมดายิ่ง เป็ไปได้หรือไม่ที่นางเป็เซียนแท้จริง”
เ้าไก่ที่กำลังกินตกอยู่ในภวังค์ ก่อนจะตาเบิกโพลงเพราะคิดบางอย่างได้
“แย่แล้ว! แย่แล้ว! ข้าถูกจับได้ว่าไม่ใช่ไก่ ดังนั้นนางจึงจงใจเลือกซื้อข้ามาจากตลาด บัดซบพี่ไก่คนนี้ถูกหลอกหรือเนี่ย!”