อาเทาคือผู้ฝึกตนพเนจรที่มีพลังถึงขั้นจอมยุทธ์
แต่เมื่อไร้คนหนุนหลังการที่จะก้าวหน้าและอยู่รอดในโลกยุทธภพที่โหดร้ายเช่นนี้เป็นเรื่องที่ลำบากอย่างยิ่งอาเทาต้องดิ้นรนเอาตัวรอด จนในที่สุดเขาก็สามารถจับพลัดจับพลูมาทำงานให้ตัวตนที่ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลหานได้สำเร็จ
วิชาที่เขาถนัดที่สุดคือท่าเท้าใบไม้ผลิรวมถึงวิชาพรางตัวและกลบร่องรอยทำให้ถึงจะเป็นเพียงจอมยุทธ์ขั้นสองแต่ก็ก้าวหน้าเป็นถึงหัวหน้าหน่วยสอดแนมของตระกูลหาน
การซ่อนตัวของเขาแม้แต่ปรมาจารย์หานจุนโป๋ก็ยังเชยชม ถ้าไม่เข้ามาในระยะของสัมผัสสวรรค์แม้แต่ตัวตนระดับปรมาจารย์ยังแทบจะไม่รู้สึกตัว
นั่นทำให้เขาได้รับภารกิจมาสืบข้อมูลในวันนี้
เป้าหมายครั้งนี้ค่อนข้างแปลกประหลาดสายข่าวตระกูลหานไม่สามารถสืบหาข้อมูลก่อนหน้านี้ของเธอได้เลยสักอย่างมีเพียงชื่อและระดับพลังที่คาดว่าจะเป็นระดับปรมาจารย์เท่านั้นที่อาเทาได้รับมา
เมื่อได้ชื่อว่าระดับปรมาจารย์อาเทาย่อมระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
เขาปรากฏตัวอยู่ที่ดาดฟ้าอาคารแห่งหนึ่งอุปกรณ์สำหรับบันทึกภาพและสอดแนมถูกเขานำมากองไว้อย่างเป็นระเบียบ
อาคารนี้อยู่ห่างจากบ้านของไป่ฟานเซียนเกือบสองกิโลเมตรเรียกได้ว่าไกลกว่าบ้านตระกูลถังเสียอีก
เพราะบ้านของเป้าหมายเป็นบ้านเดี่ยวที่อยู่ติดทะเลทั้งยังล้อมรอบด้วยป่าที่เป็นพื้นที่ส่วนตัว ทำให้การสืบข้อมูลค่อนข้างลำบาก
ในคราแรกเขาเพียงมาเพื่อเก็บข้อมูลสถานที่ก่อนเท่านั้นแต่ใครจะคิดว่าเพียงมองเข้าไปยังกล้องส่องทางไกลแบบพิเศษที่สามารถบันทึกภาพได้เขากลับเห็นเป้าหมายอยู่ที่ชายหาด แต่เพราะมุมของกล้องที่ถูกตัวบ้านบังไว้เขาจึงไม่สามารถมองเห็นเด็กน้อยทั้งสองที่กำลังลอยขัดสมาธิอยู่
“...สวยกว่าในภาพเสียอีก”
อาเทาพึมพำทันใดนั้นเขาก็พบว่าเป้าหมายกับหวงจื่อหานกำลังจะเริ่มต่อสู้กันอย่างกะทันหัน
เขารีบกดอัดวิดีโอไว้ทันทีการพิสูจน์ที่ดีที่สุดคือการเห็นด้วยตาตนเอง แค่เขาเอาวิดีโอนี้ไปให้นายใหญ่และนายท่านก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาวิเคราะห์กันอีก
การต่อสู้ดำเนินไปเพียงครู่เดียวอาเทาที่แอบดูจากระยะไกลถึงกับเสียวสันหลังเพราะนี่มันเหนือกว่าระดับที่เขาจะสามารถรับมือได้ไปแล้ว
แค่หมัดนั่นหมัดเดียวของหวงจื่อหานถ้ารับเต็มๆอาเทาเชื่อว่าอย่างน้อยก็บาดเจ็บภายในไปพักหนึ่ง
เขามองทั้งสองคนแลกหมัดกันอย่างดุเดือดด้วยความลุ้นระทึกเมื่อเห็นหญิงสาวที่เป็นเป้าหมายนั่นสามารถหลบทุกการโจมตีของหวงจื่อหานได้แบบเฉียดๆเขาก็สูดปากด้วยความเสียว
“เธอหลบได้หมดเลย...”
เขาเฝ้ามองการต่อสู้นั้นออกไปสักพักก็เห็นชัดเจนว่าเป็นหวงจื่อหานที่ถูกซัดกระเด็นไปทั้งยังมีหมัดสุดท้ายนั่นที่อาเทาซึ่งเฝ้ามองจากระยะไกลรู้สึกว่ามันเรียบง่ายแต่หวงจื่อหานไม่สามารถตั้งรับได้สักนิด
“แต่แปลก...พลังปราณที่ปะทุออกมาจากร่างของเธอนั่นมันแค่ระดับปรมาจารย์ไม่ใช่เหรอ?”อาเทาเป็นถึงหัวหน้าของหน่วยสอดแนมตระกูลหานถึงจะอยู่ไกลขนาดนี้แต่ก็ระบุได้ทันทีว่าพลังของเป้าหมายอยู่ในระดับใด
เมื่อได้รับข้อมูลมาอย่างไม่คาดฝันเช่นนี้จึงยกเลิกแผนการอื่นไว้ก่อนเขาจำเป็นต้องกลับไปรายงานเรื่องนี้กับนายใหญ่เพื่อหารือกันสักรอบ
อาเทาจึงเก็บของไปอย่างเงียบเชียบเขาคิดในใจว่าหรือพวกบอดี้การ์ดของคุณหนูนั่นจะตาถั่วขนาดแยกระดับพลังไม่ออกกันหมดแล้ว?
และก่อนที่ใครจะรู้ตัวบนดาดฟ้าอาคารนั้นก็กลายเป็นร้างผู้คนอีกครั้งราวกับไม่มีใครเคยอยู่มาก่อน
ไป่ฟานเซียนยืนอยู่ต่อหน้าเด็กน้อยสองคนที่ลอยอยู่กลางอากาศเพราะมีลมปราณของนางอยู่ในตัวจึงจะไม่แปลกที่นางจะสามารถรับรู้ได้ว่าใครสามารถก้าวสู่ระดับขั้นรวมปราณได้ก่อน
เป็นถังเย่เย่
ที่จุดชีพจนของเด็กคนนี้ปรากฏลมปราณสายเล็กๆขึ้นมามันหมุนเวียนไปตามเส้นทางที่ไป่ฟานเซียนชี้นำ เมื่อชักจูงไปรอบหนึ่งไป่ฟานเซียนกลับขมวดคิ้ว
ปราณที่พึ่งจะเกิดของเด็กคนนี้ค่อนข้างจะแปลกประหลาด
มันผสานไปด้วยพลังหยินที่รุนแรงจนกดข่มธาตุหยางในตัวเสียจมมิดไป่ฟานเซียนหรี่ตาลงและเข้าใจทันทีว่ามันเกิดมาจากการใช้โอสถหลากหลายแขนงจนสะสมอยู่ในตัวเด็กคนนี้ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เด็กเพราะปรสิตดูดพลังถังเทียนจี๋ผู้เป็นปู่จึงประเคนทั้งของวิเศษและโอสถมากมายให้อย่างไม่รู้สึกเสียดายพอมันไปสะสมรวมกันกลับทำให้เกิดผลลัพธ์เช่นนี้ขึ้นเสียนี่
ตามปกติถ้าใช้ชีวิตปกติธรรมดาก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรแต่พอไปกระตุ้นจนร่างกายเริ่มสร้างพลังปราณขึ้นมาด้วยตัวเองความพิเศษของมันจึงถูกเปิดเผยออกมา
เป็นความบังเอิญที่ลงตัวพอดีอย่างยิ่งหากมากเกินไปกว่านี้ร่างกายของเด็กนี่รับไม่ไหวแน่นอน
และตัวแปรสุดท้ายก็คงจะเป็นโอสถเม็ดนั้นของไป่ฟานเซียน
ทั้งยังผสานพลังปราณบริสุทธิ์ของนางเข้าไปจนสรรพคุณของมันพุ่งทะยานขึ้นไปอีกหลายเท่า
ไป่ฟานเซียนปล่อยตัวของถังเย่เย่ลงเด็กน้อยแม้จะสัมผัสพื้นแล้วแต่กลับยังอยู่ในห้วงภวังค์ เธอค่อยๆควบคุมลมปราณให้เคลื่อนไหวไปตามชีพจรอย่างเป็นธรรมชาติลุงหวงที่รู้สึกได้ถึงกับยิ้มขึ้นมาอย่างตื่นเต้น
คุณหนูเล็กของตระกูลถังดูจะมีพรสวรรค์ในการฝึกตน!
ถ้านายใหญ่รู้เรื่องนี้จะต้องดีใจอย่างมากแน่นอน
เขาสามารถจินตนาการภาพถังเทียนจี๋อุ้มถังเย่เย่ขณะที่กระโดดไปรอบๆด้วยความดีใจออกทันทีในหัว
ถังเย่เย่ใช้เวลาสักพักก็รู้สึกตัวขึ้นมาเด็กน้อยหันไปมองซ้ายมองขวาอย่างประหลาดใจเธอมองสองมือเล็กๆของตัวเองด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
และเมื่อสัมผัสถึงกระแสพลังเล็กๆในร่างของตัวเองเด็กน้อยก็ยิ้มแป้นและลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น
ไป่ฟานเซียนประหลาดใจเล็กน้อยกับเรื่องนี้
ปกติพลังปราณและวิชาที่ฝึกจะส่งผลกระทบต่อลักษณะนิสัยส่วนหนึ่งของผู้ฝึกแต่กับเด็กน้อยนี่ที่มีพลังหยินในร่างมากมายเพียงนั้นกลับแสดงท่าทีร่าเริงออกมาไม่มีความสงบนิ่งแม้แต่นิดเดียว
นิสัยของเธอสามารถชี้นำพลังได้เชียวหรือ?
ไป่ฟานเซียนเดินไปแตะหัวของถังเย่เย่อีกครั้งเพื่อตรวจสอบแม้ว่าจะมีปราณหยินที่รุนแรงวิ่งวนอยู่ในร่างแต่มันไม่ได้สร้างปัญหาใดๆให้กับร่างกายไป่ฟานเซียนจึงวางใจได้และปล่อยให้เด็กน้อยวิ่งไปทั่วต่อ
ถังเย่เย่มีความสุขอย่างยิ่งเธอวิ่งไปมาจนไปหยุดลงที่หน้าพี่สาวฮุ่ยเอ๋อของตนที่กำลังหลับตานิ่งอยู่กลางอากาศ
เธอมองแล้วก็เอียงคออย่างแปลกใจ
“พี่ฮุ่ยเอ๋อยังไม่ตื่นเหรอคะ?”
เธอหันไปถามนายหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ
ไป่ฟานเซียนเองก็กำลังมองฮุ่ยเอ๋ออย่างครุ่นคิดกระแสพลังปราณของนางที่กำลังชักนำตามจุดชีพจรยังไม่สามารถสัมผัสถึงกระแสลมปราณที่เกิดขึ้นในตัวฮุ่ยเอ๋อได้เลยสักนิดเดียว
ใช่แล้ว ไม่มีแม้แต่นิดเดียว
ไป่ฟานเซียนไม่ได้เร่งรัดนางปล่อยให้ฮุ่ยเอ๋อใช้เวลาได้ตามต้องการ แต่เมื่อมาถึงตอนเย็นที่ลุงหวงไปเตรียมอาหารและกลับมาตามเขาก็ยังพบว่าไป่ฟานเซียนยังคงยืนอยู่เบื้องหน้าฮุ่ยเอ๋อโดยมีถังเย่เย่ยืนมองอยู่ข้างๆ
ฮุ่ยเอ๋อยังคงหลับตาพริ้มจนเมื่อเห็นว่าได้เวลาไป่ฟานเซียนก็ค่อยๆวางตัวของเด็กน้อยลงบนพื้น
ฮุ่ยเอ๋อไม่นานก็รู้สึกตัวขึ้นมาเธอลืมตามาเห็นนายหญิงตรงหน้าและถังเย่เย่ที่อยู่ข้างๆ
เธอมองร่างกายตัวเองด้วยความรู้สึกที่ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด
“ไม่เป็นไร...การเริ่มฝึกตนเจ้าไม่ควรจะรีบร้อน”
ไป่ฟานเซียนลูบหัวของเด็กน้อยพร้อมกับรอยยิ้มบาง
นั่นทำให้ฮุ่ยเอ๋อเข้าใจทันทีว่าตัวเธอทำไม่สำเร็จ
ใบหน้าของเด็กน้อยหม่นหมองขึ้นมาทันตาและยิ่งมารู้ความจริงว่าถังเย่เย่ที่เด็กกว่าเธอสามารถก้าวสู่รวมปราณขั้นหนึ่งได้สำเร็จแล้วเธอก็ยิ่งหดหู่เข้าไปอีก
“นายหญิงคะ...”
ไป่ฟานเซียนมองฮุ่ยเอ๋อที่ก้มหน้าอยู่เธอสังเกตเห็นความเศร้าของเด็กน้อยที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังก็อดทอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
บางครั้งโชคชะตาก็เล่นตลกเช่นนี้
คนที่อยากได้และพยายามอย่างยิ่งกลับไม่เคยได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ
ไป่ฟานเซียนยังคงลูบหัวเพื่อปลอบประโลมฮุ่ยเอ๋อน้ำตาสายเล็กๆที่หยดกระทบพื้นทรายเป็นหลักฐานอย่างดีว่าเด็กคนนี้เสียใจแค่ไหน
“พรุ่งนี้ข้าจะฝึกแบบเดียวกันให้เจ้าอีกครั้งเจ้ายังเด็กนัก ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก”
ไป่ฟานเซียนปลอบฮุ่ยเอ๋อทำให้เด็กน้อยที่ได้ฟังเงยหน้ามามองด้วยสายตามีความหวังอีกครั้ง
“หนูยังฝึกได้เหรอคะ?”
“ได้สิครับ ตอนลุงหวงเริ่มฝึกตนครั้งแรกใช้เวลามากกว่าหนึ่งเดือนเสียอีกกว่าจะเข้าสู่ระดับรวมปราณได้”ลุงหวงเองก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มเขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาแล้วก้มลงไปเช็ดน้ำตาให้ฮุ่ยเอ๋ออย่างเบามือ
เขาเข้าใจว่าเด็กน้อยรู้สึกอย่างไรและตัวแปรสำคัญที่ทำให้ฮุ่ยเอ๋อเศร้าเสียใจขนาดนี้ก็คงจะเป็น
ถังเย่เย่
ถ้าคนเราไม่ถูกนำไปเปรียบเทียบก็จะไม่เกิดการแข่งขันแต่กลับกัน การถูกเปรียบเทียบสามารถทำให้เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นมาได้
โดยเฉพาะหากทั้งสองคนอยู่ในสถานะเดียวกัน
แต่คำปลอบของลุงหวงก็ยังได้ผล เธอกลับมายิ้มได้อีกครั้งจนถังเย่เย่ที่ไม่สบายใจอยู่ด้านข้างกระโดดเข้ามากอด
“พะ...พี่ฮุ่ยเอ๋ออย่าร้องไห้นะ?”ถังเย่เย่ที่ตัวเล็กกว่าพูดอย่างกังวล
“ถ้าพี่ฮุ่ยเอ๋อร้อง...ฮึก...เย่เย่จะร้องด้วย”
ไม่ทันไรถังเย่เย่ก็เริ่มมีน้ำตาปรากฏที่หางตาว่ากันว่าการร้องไห้ของเด็กๆเป็นโรคติดต่อถังเย่เย่ที่เห็นฮุ่ยเอ๋อร้องไห้ไม่รู้ว่าทำไมตนเองกลับเสียใจขึ้นมาเหมือนกันทั้งที่ก่อนนี้เธอเป็นเด็กเข้มแข็งอย่างยิ่ง
“พี่จะไม่ร้องไห้แล้ว...”ฮุ่ยเอ๋อกอดถังเย่เย่อย่างแผ่วเบา ฮุ่ยเอ๋อเปลี่ยนความเศร้าให้เป็นความมุ่งมั่นเธอมองถังเย่เย่อย่างจริงจังขณะที่บอกว่า
“เย่เย่แค่นำพี่ไปก่อนก็เท่านั้นถ้าไม่ระวังเดี๋ยวจะโดนพี่แซงเอานะ”
เด็กน้อยทั้งสองจับมือเดินกลับเข้าไปในบ้านด้วยท่าทางที่กลับมาร่าเริงลุงหวงเองก็ค้อมตัวให้ไป่ฟานเซียนและเดินตามทั้งสองคนเข้าไปในบ้านด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
เหลือไว้เพียงไป่ฟานเซียนที่ยังยืนอยู่ที่ชายหาดเพื่อครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ขณะที่สายตาของนางจ้องมองแผ่นหลังเล็กๆของฮุ่ยเอ๋อไปจนลับสายตาด้วยความกังวล