วันเวลาผ่านไป นี่ก็ครบหนึ่งเดือนที่หยางลู่เหวินมาอยู่ที่แห่งนี้แล้ว ทุกครั้งที่ไปตกปลาเขาจะให้หยินค้นหารอบๆ เสมอ จนตอนนี้เขาต้องขายของให้ระบบอีกแค่ 160 เหรียญ ก็จะอัพเกรดระบบเป็ระดับสามแล้ว
บ้านสามหลังจากที่บิดาลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อครอบครัว ก็ไม่ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดอีกต่อไป หลังจากหยางเฉิงยืนกรานว่าถ้าพวกเขาไม่ได้กินอาหาร บ้านใหญ่จะต้องเป็คนจ่ายค่าอาหารที่ไปยืมมาจากปู่ใหญ่เอง เพราะพวกเขายังเป็คนในครอบครัว นางหลี่จึงต้องกัดฟันแบ่งอาหารและแบ่งงานให้ทุกคนใหม่ โดยบ้านสามจะเป็คนทำอาหาร ซักผ้าของแม่เฒ่าหลี่ หาผักป่า เก็บฟืน ตักน้ำ และให้อาหารสัตว์ 3 วันต่อสัปดาห์ เื่นี้ทำให้เด็กๆ ะโตัวลอยเลยทีเดียว
เมื่อไม่ต้องทำงานก็มีเวลาว่างไปตกปลา และหาของป่ามากขึ้น
“ท่านพ่อ น้ำเริ่มเย็นมากแล้ว พวกเราตกปลาได้น้อยลงทุกวันเลยขอรับ”
ลู่คงบอกบิดาด้วยความกังวล
“เหวินเอ๋อร์ เรามีเงินเก็บเท่าไหร่แล้ว”
หยางเฉิงหันไปถามลูกชาย ที่ตอนนี้ทำหน้าที่เป็ตู้นิรภัยเก็บทุกอย่างที่สำคัญของครอบครัว
“เราขายตังกุยได้ 20 ตำลึง ขายอาหารทะเล ได้ 6 ตำลึง ขายปลาได้ 28 ตำลึง ใช้จ่ายไป 2 ตำลึง ตอนนี้เราเหลือเงิน 52 ตำลึง คิดเป็ 5 ตำลึงทองกับ 2 ตำลึงเงินขอรับ”
ลู่เหวินแจกแจงรายละเอียดให้บิดาฟัง
“อดทนเอาหน่อยนะ งานก่อสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว พ่อจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ก่อนเข้าหน้าหนาวดูอีกสักรอบ”
หยางเฉิงคิดว่าตอนนี้ใกล้หนาวแล้ว สัตว์ป่าเริ่มอพยพเข้าลึกไปในป่าดึกดำบรรพ์ เขาต้องหาเงินอีกเป็จำนวนมาก นี่เป็ทางเดียวที่จะได้เงินเร็วที่สุด
หยางหลิ่งตอนนี้ดูเหมือนคุณชาย กำลังเดินเข้าไปหาแม่เฒ่าหลี่ที่ในห้อง แม่เฒ่าเมื่อเห็นหลานชายเข้ามาแม้ใบหน้าจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจกลับร้องไห้ ด้วยกลัวเขามาขอเงิน
“ท่านย่า ข้าได้ข่าวมาว่าเมื่อสิ้นสุดฤดูหนาวของปีนี้ ทางการจะเปิดสอบถงเซิง หากผ่านด่านนี้ไปได้ข้าก็จะได้เป็ซิ่วไฉ สหายของข้าที่เป็ลูกชายเศรษฐี บอกว่าพ่อของเขาจ่ายเงินเชิญอาจารย์มาจากโรงเรียนชื่อดังจากในอำเภอ มาสอนพิเศษเป็การส่วนตัวให้เขาขอรับ และเขายินดีจะให้สหายเข้าร่วมด้วยขอรับ”
“ดี ดี ดี สหายเ้าช่างเป็คนมีน้ำใจ ไม่เสียแรงที่เ้ามีแววตาเฉียบแหลม มองการไกลรู้จักเลือกคบสหายแล้ว”
แม่เฒ่าหลี่ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกยินดี
“หากเราอยากเข้าร่วมด้วย พ่อของเขายินดีให้เราเข้าพักที่บ้านเขา แต่เราต้องจ่ายค่าอาหาร และค่าเล่าเรียนเองขอรับ”
แม่เฒ่าหลี่ได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ไม่ค่อยดีนัก หลี่ซื่อสะใภ้ใหญ่จึงเข้าไปนวดขาแล้วรีบตีเหล็กตอนที่ยังร้อน
“หลิ่งเอ๋อร์ บอกว่าอาจารย์จากเมืองหลวงนั้น ยากที่จะได้พบเจอ หากเขามีวาสนาได้ร่ำเรียนวิชาจากอาจารย์เ่าั้ ต้องสอบผ่านได้เป็ซิ่วไฉแน่นอนเ้าค่ะท่านแม่”
แม่เฒ่าหลี่ได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิด “เ้าไปถามสหายของเ้าดู ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่”
หยางหลิ่งก้มหน้ายิ้มกริ่ม “ข้าถามมาแล้วขอรับ อาจารย์จะสอนพวกเราเป็เวลาหนึ่งเดือน ค่าเล่าเรียนเรียกเก็บคนละ 6 ตำลึงทอง และค่าอาหาร 1 ตำลึงทอง และจะเรียกเก็บก่อนวันเข้าเรียนหนึ่งวันขอรับ”
แม่เฒ่าหลี่ที่ได้ยินดังนั้น ก็เอามือจับหน้าอกด้วยความใ “มากถึงขนาดนั้นเชียว ข้าจะเอาเงินที่ไหนมาให้เ้า”
หยางหลิ่งชักสีหน้าไม่พอใจ หลี่ซื้อก็รีบเข้ามาลูบแขนเขาไว้ เมื่อปรับสีหน้าแล้วก็คุกเข่าลงแล้วพูดกับแม่เฒ่าด้วยน้ำเสียงทุกข์ใจและไม่มีทางออก
“ค่าใช้จ่ายของข้า 7 ตำลึงทองนี้ นับได้ว่าพวกเขาเรียกเก็บถูกที่สุดแล้ว คนอื่นต้องจ่ายถึง 10 ตำลึงทอง ถึงจะได้เข้าเรียน อีกทั้งพวกเขายังให้เวลาหนึ่งเดือนในการหาค่าเล่าเรียน หากข้าไม่ได้เข้าร่วมเรียนครั้งนี้ แล้วสอบไม่ผ่าน ก็ขอให้ท่านย่าอนุญาตให้ข้าลาออกจากโรงเรียนด้วยเถิดขอรับ”
นางหลี่รีบคุกเข่าลงข้างๆ ลูกชายแล้วเอ่ยขอร้องแม่สามี
“หลิ่งเออร์กำลังมีอนาคตที่ดี เขาสอบเป็ขุนนางได้แน่ ขอท่านแม่เวทนาหลิ่งเออร์ด้วยเถอะเ้าค่ะ อย่าให้ลูกข้าต้องลาออกจากโรงเรียนเลยนะเ้าคะ”
“ที่บ้านไม่ได้มีเงินเก็บมากมายขนาดนั้น เอาเป็ว่าข้าจะหาทางดูก่อน พวกเ้าออกไปเถอะ ข้าขอพักสักหน่อย”
แม่เฒ่าเอามือนวดขมับพลางไล่ให้สะใภ้ใหญ่และหลานชายออกไป
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว แม่เฒ่าก็เดินไปปิดประตูลงกลอน หยิบกุญแจออกมาไขตู้เสื้อผ้า แล้วหยิบกล่องเหล็กเก่าๆ ที่อยู่ด้านในสุดออกมาเปิดดู ในกล่องมีเงินตำลึงและเงินอีแปะอยู่จำนวนหนึ่ง เมื่อนับดูก็พบว่าหลังจากสร้างบ้านหลังใหญ่ และค่าใช้จ่ายหลายปีมานี้ เงินเก็บของครอบครัวก็หายไปกว่าครึ่ง ทำให้บ้านนี้มีเงินเก็บเหลืออยู่ 72 ตำลึง 300 อีแปะ
นี่เป็เงินก้อนสุดท้ายของบ้าน หากนางให้หลานชายไปหมดแล้วคนอื่นๆ จะกินอะไร ลูกชายลูกสาวที่กำลังจะถึงวัยออกเรือน ไหนจะฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาทุกทียังต้องกักตุนอาหาร ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน คิดแล้วก็ถอนหายใจ นอนเอามือก่ายหน้าผาก
คิดไปคิดมาก็นึกถึงหยางเฉิง เขาเป็คนหาเงินได้เก่งที่สุดในบ้านก็จริง แต่นั่นใช้เวลาเป็ 20 กว่าปี ยังห่างไกลจากเงิน 7 ตำลึงทองที่หลานชายต้องใช้ในเวลาหนึ่งเดือน เฮ้อ..หากเ้านั่นหาเงินค่าแยกบ้านได้ก็คงดี ถึงแม้จะเสียแรงงานหลักไป แต่นางยังมีที่นา และมีลูกชาย หลานชาย อีกหลายคนที่สามารถหาเงินเข้าบ้านได้ เ้านั่นเป็คนชอบช่วยเหลือผู้อื่น หากไปยืมจากคนอื่นๆ คงจะได้เงินมาจำนวนหนึ่ง คิดได้ดังนั้นก็ให้หลานสาวไปเรียกหยางเฉิงมาพบ
“ท่านแม่ เรียกหาข้า มีอะไรหรือ” หยางเฉิงเดินเข้ามาด้วยความสงสัย
“ข้าจะคุยกับเ้าเื่ที่เ้าอยากแยกบ้านออกไป”
“ข้ายังหาเงินไม่ได้เลย ไหนจะค่าแรงงานก่อสร้างก็ต้องจ่ายคืนหมอกู่” หยางเฉิงตอบไปด้วยน้ำเสียงเ็า
“ข้าเป็แม่เ้า ย่อมไม่อยากเห็นลูกคนไหนแยกตัวออกไปให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของตระกูล แต่หากเ้ายืนยันอยากจะแยกบ้านไป ข้าก็จะไม่ห้าม ข้าจะให้เ้าพิสูจน์ความ้า เวลาหนึ่งเดือนนับจากวันนี้ หากเ้าหยิบยืมเงินมาให้ข้าได้ 15 ตำลึงทอง ข้าจะเป็คนไปขอให้ผู้ใหญ่บ้านมาจัดการเื่แยกบ้านเอง”
แม่เฒ่าหลี่พยายามหว่านล้อมให้หยางเฉิงไปหยิบยืมเงินค่าแยกบ้าน นางคิดว่าหากลดให้สักหน่อย เ้านี่คงจะรีบแจ้นออกไปหาหยิบยืมจากญาติและมิตรสหาย
“ท่านแม่เอ่ยทีก็ 15 ตำลึง ค่าแรงทุกวันนี้ ได้แค่วันละ 20 อีแปะ งานไหนได้มากกว่านั้นถือว่าเ้าของเมตตาแล้ว บ้านไหนจะมีเงินมากมายขนาดนั้นให้ข้าหยิบยืมกันเล่า นี่ใกล้ฤดูหนาวแล้วทุกบ้านยิ่งต้องประหยัดเงินไว้ซื้ออาหารเพื่อต่อสู้กับหน้าหนาวที่มาถึง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แม่เฒ่าหลี่ยิ่งร้อนใจ พาลให้โกรธขึ้นมา
“เ้าสาม หากภายในเดือนนี้ เ้าหาเงินก้อนนี้มาไม่ได้ ก็เลิกพูดเื่แยกบ้านกับข้าอีก ลูกเมียของเ้าจะต้องกลับมาทำงานทุกอย่างเช่นเดิม”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ” พูดจบหยางเฉิงก็เดินออกไป โดยไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ทำให้นางหลี่ยิ่งกลุ้มใจจนนอนไม่หลับไปหลายคืน