เด็กหนุ่มนามไท้จูนั่งอยู่ริมถนนของหมู่บ้านดวงตาเหม่อมองไปยังท้องฟ้าชื่อจริงของเขาคือหวังหลิน แซ่หวังเป็ตระกูลช่างไม้ที่เป็ที่รู้จักในหมู่บ้านและมีร้านค้าสาขาอยู่มากมาย
บิดาของไท้จูเป็บุตรคนที่สองของภรรยารองจึงไม่สามารถสืบทอดธุรกิจครอบครัวได้หลังจากแต่งงานเขาได้ออกจากเมืองมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเนื่องจากฝีมือช่างที่ยอดเยี่ยม ครอบครัวของไท้จูจึงได้รับการยอมรับจากคนในหมู่บ้านส่งผลให้ครอบครัวไท้จู้นั้นมีอาหารการกินสมบูรณ์
ไท้จูเป็เด็กฉลาดชอบอ่านและชอบคิดเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะของหมู่บ้านทุกๆครั้งที่พ่อของเขาได้ยินคนในหมู่บ้านชมเชยก็ต้องยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ
มารดาไท้จูก็รักและดูแลเขาเป็อย่างดีกล่าวได้ว่าั้แ่เล็กจนโตไท้จูได้รับทั้งความรักความอบอุ่นจากพ่อแม่รวมถึงความคาดหวังที่สูงในตัวเขา ในขณะที่เด็กคนอื่นทำนาเขากลับอยู่ที่บ้านเพื่ออ่านหนังสือ
ยิ่งเขามีความรู้มากเท่าไหร่เขายิ่งอยากออกไปสำรวจโลกกว้างนอกหมู่บ้านมากเท่านั้นไท้จูมองข้ามหนังสือไปที่จุดสิ้นสุดของถนนก่อนจะปิดหนังสือลงและเดินตรงออกไปจากบ้าน
บริเวณสวน พ่อของเด็กหนุ่มได้นั่งสูบยาสูบอยู่ผู้เป็พ่อสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยถามบุตรชายผู้ซึ่งเพิ่งจะเปิดประตูออกมา
“อ่านหนังสือไปถึงไหนแล้วละ” เด็กหนุ่มตอบไปเพียงไม่กี่คำ
ผู้เป็บิดาเคาะบ้องยาสูบในมือก่อนจะลุกขึ้น
“ไท้จู ลูกต้องเรียนให้หนักนะ เพราะปีหน้าจะมีสอบรับราชการทุกคนรู้ว่าลูกต้องไปได้ไกล อย่าใช้ชีวิตทั้งหมดจมปลักอยู่กับหมู่บ้านเล็กๆนี่เลย”
“โธ่ เ้าก็ไปกดดันลูกทุกวันข้ามั่นใจว่าไท้จูต้องสอบติดแน่นอน” ผู้เป็มารดาเอ่ยก่อนจะเรียกสามีและบุตรชายของตนไปทานอาหารค่ำ
ไท้จูนั่งลงพร้อมถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายก่อนจะเริ่มรับประทานเนื้อที่มารดาตั้งใจปรุงแต่งเป็อย่างดี
“พ่อ อาสี่จะมาบ้านเราใช่ไหมครับ” ไท้จูถามขึ้น
“ดูจากเวลาแล้ว เขาน่าจะมาถึงเร็วๆ นี้แหละ” ผู้เป็พ่อกล่าวก่อนจะบอกให้ภรรยาตนเตรียมอาหารสำหรับผู้มาใหม่
มารดาของไท้จูกล่าวขึ้นว่า “อาสี่เป็คนที่ดีต่อพวกเรามากด้วยความช่วยเหลือของเขาธุรกิจขายไม้ของครอบครัวเราจึงประสบความสำเร็จเราควรจะหาโอกาสตอบแทนเขาหน่อย” เพียงสิ้นคำ เสียงรถม้าก็ดังแว่วจากหน้าประตูพร้อมเสียงม้าที่หยุดลงก่อนจะมีเสียงเรียก
“พี่สอง เปิดประตูให้ข้าหน่อย” ไท้จูรู้สึกตื่นเต้นมากเขาเดินไปเปิดประตูและพบกับชายวัยกลางคนยืนอยู่
เขายิ้มและหัวเราะพร้อมลูบหัวไท้จูก่อนจะกล่าวว่า “ไท้จูไม่ได้เจอตั้งหกเดือนโตขึ้นเยอะเลยนะ”
พ่อของไท้จูกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม “น้องสี่ข้าว่าแล้วว่าเ้าจะมาตอนนี้เข้ามาๆ ไท้จูเอาอาหารมาให้อาเขากินหน่อย” ไท้จูเข้ามาในบ้านจัดแจงหาที่นั่งให้อาและเช็ดด้วยแขนเสื้อของเขาพร้อมส่งสายตาเป็ประกายไปที่ชายวัยกลางคน
ชายคนนั้นจึงพูดติดตลกว่า”ไท้จู ขยันจังเลยนะคราวก่อนไม่เห็นขนาดนี้”
ผู้เป็บิดามองไปยังบุตรชายก่อนจะยกยิ้ม “มันคงจะเป็วิธีบ่นของไอ้เด็กคนนี้ว่าทำไมเ้าไม่มาเร็วกว่านี้”
ชายวัยกลางคนเห็นดังนั้นจึงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ไท้จู อาไม่ได้ลืมสัญญาหรอกนะ”
เขากล่าวพร้อมดึงหนังสือสองเล่มออกมาและวางบนโต๊ะไท้จูตื่นเต้นมาก เด็กหนุ่มหยิบขึ้นมาอ่านทันทีราวกับมันเป็ของเล่นที่เขาชื่นชอบผู้เป็มารดามองไปยังบุตรชายอย่างเอ็นดูก่อนจะหันไปถามชายวัยกลางคนว่า”เหลาซีพี่ของเ้าเล่าเื่เ้าให้ฟังเยอะเลยคราวนี้ทำไมไม่อยู่สักสองสามวันละ”
ชายวัยกลางคนส่ายหัวพร้อมกล่าวว่า “่นี้ข้ายุ่งกับงานในครอบครัวมากคงต้องรีบกลับพรุ่งนี้แล้ว แต่หากทุกอย่างเสร็จสิ้นข้าจะกลับมาเยี่ยมอีก”
ชายวัยกลางคนส่งสายตารู้สึกผิดไปยังผู้เป็พี่ชายเห็นดังนั้นผู้ถูกมองจึงได้แต่เอ่ยว่า “น้องสี่อย่าไปสนใจพี่สะใภ้ของเ้าเลยงานของเ้าสำคัญที่สุด เราไว้พบกันวันหลังก็ได้”
ชายวัยกลางคนจ้องไปยังผู้เป็พี่ก่อนจะเอ่ยถาม “ปีนี้ไท้จูอายุสิบห้าปีแล้วใช่ไหมครับ”
“ไอ้ตัวเล็กนี้จะสิบหกในปีนี้แล้ว อ่านั่นสิสิบปีผ่านไปไวเหมือนโกหก” เขาพูดพร้อมมองไปยังบุตรชาย
ผู้เป็อาสี่หยุดคิดและพูดด้วยเสียงจริงจังว่า “พี่สอง พี่สะใภ้ มีอย่างหนึ่งที่ข้าอยากปรึกษากับพวกท่านเหิงยั่วกำลังเปิดรับนักเรียนใหม่ ตระกูลเราสามารถเสนอชื่อได้สามคนและข้าได้รับสิทธิให้เลือก 1 คนจากในนั้น” บิดาของไท้จูนิ่งอึ้งมองไปยังผู้เป็น้องราวกับไม่เชื่อสายตา
“โรงเรียนเหิ่งยั่ว? แต่นั่นมันโรงเรียนสำหรับเซียนไม่ใช่เรอะ”ชายวัยกลางคนยิ้มและกล่าวว่า
“พี่สองถึงแม้นั่นจะเป็โรงเรียนสำหรับเซียนแต่ตระกูลเราก็มีชื่อเสียงเหมือนกันนะลูกชายของข้าไม่ชอบอ่านหนังสือแต่มีฝีมือดาบดี ข้าหวังว่าพวกเซียนจะยอมรับเขามันเป็โอกาสที่ดี แต่ข้าเห็นไท้จูมาแต่เด็ก เขามีความฉลาดชอบเรียนรู้บางทีเขาอาจจะเหมาะสมสำหรับสิทธิ์สอบเข้าโรงเรียนนั่นมากกว่า”
หญิงวัยกลางคนเพียงหนึ่งเดียวรู้สึกดีใจจนพูดไม่ออกชายวัยกลางคนเอามือลูบหัวไท้จูพร้อมพูดว่า
“พี่สอง น้องสะใภ้ เดี๋ยวข้าจะจัดการเื่นี้เองให้ไท้จูได้มีโอกาสเลือกอนาคตที่ดีของเขา”
ไท้จูรู้สึกสับสนพยายามทำความเข้าใจเื่ที่อาและมิดามารดาของเขาได้พูดคุยกัน
“เซียน?อะไรคือเซียน?” น้ำเสียงแ่เบาของไท้จูราวกับรำพึงกับตนเองชายวัยกลางคนจ้องมองไปยังเด็กหนุ่มอย่างเคร่งเครียด
“ไท้จู เซียนคือคนที่สามารถบินได้เป็สิ่งที่พวกเราไม่สามารถเทียบได้เลย” เมื่อเด็กหนุ่มได้ฟังดังนั้นก็เกิดรู้สึกสนใจอยากเป็เซียน
บิดาและมารดาของเขาได้โค้งขอบคุณชายวัยกลางคนอย่างสำนึกบุญคุณแต่เขากลับดึงทั้งสองขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนกล่าวว่า “พี่สองไม่ต้องทำขนาดนั้นหรอกครับมารดาของท่านได้ดูแลข้ามาแต่เล็ก ถ้าไม่มีท่านข้าคงไม่ได้อยู่มาทุกวันนี้และไท้จูก็เป็หลานของข้าเช่นกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้เป็พี่ก็ทำได้เพียงร้องไห้อย่างตื้นตันก่อนจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า“หวังหลินลูกต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่าอาสี่ดีต่อครอบครัวเรามากแค่ไหนหาไม่แล้วบิดาจักไม่นับเ้าว่าเป็บุตร” ไท้จูรู้สึกใถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่เข้าใจถึงคำว่าเซียนมากนักแต่การที่เห็นพ่อของเขาให้ความสำคัญกับมันมากถึงขนาดนี้เขาจึงคุกเข่าให้อาสี่แล้วคำนับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ชายวัยกลางคนดึงไท้จูขึ้นและกล่าวว่า “เด็กน้อยเหลือเวลาไม่มากนักสำหรับการเตรียมตัว ข้าจะมารับตอนสิ้นเดือน”
เย็นวันนั้น ไท้จูนอนหลับแต่หัวค่ำหูของเขาได้ยินเสียงของบิดาและอาของเขาจากสวน บิดาของเขามีความสุขมากทั้งๆที่ปกติบิดาของเขาไม่ค่อยดื่มเหล้าแต่วันนี้กลับชวนอาสี่ดื่มด้วยกัน
“เซียน? จริงๆแล้วเซียนคืออะไรกัน?”ไท้จูตื่นเต้นมาก นี่คงเป็โอกาสที่เขาจะได้ทำตามความฝันในวัยเยาว์โอกาสที่จะได้ออกไปสู่โลกกว้าง!!
เช้าวันต่อมาอาสี่ได้จากไปแล้วบิดาและมารดาของเขาได้พาเขาเข้าไปยังหมู่บ้านระหว่างทางเด็กหนุ่มได้สังเกตว่าบิดาของเขาดูหนุ่มขึ้นดวงตาวาววับเต็มไปด้วยความสดใส เขามีความหวังยิ่งกว่าตอนที่จะให้ไท้จูสอบรับราชการเสียอีก
ในหมู่บ้านนั้นไม่มีความลับกระทั่งลูกสุนัขเกิดทุกคนในหมู่บ้านยังรู้ดังนั้นในไม่ช้าทุกคนก็ได้ทราบเื่ของไท้จู สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉา
“หวังเจี่ยมีลูกฉลาดตระกูลของเขาได้เสนอชื่อให้เข้าเรียนที่เหิ่งยั่ว”
“ข้าเห็นไท้จูมาแต่เล็ก เขาเป็เด็กที่ฉลาดมากเขาน่าได้เป็นักเรียนที่เหิ่งยั่วที่พวกเราหวังเอาไว้มากเลย”
“ไท้จูมีความสามารถมาก เมื่อเขาโตขึ้นเขาคงไม่ลืมพวกเราหรอกนะ”
คำพูดต่างๆ มากมายลอยเข้าหูของเด็กหนุ่มข่าวเื่ไท้จูได้เข้าสอบเพื่อเข้าโรงเรียนเหิ่งยั่วกลายเป็ข่าวที่พูดกันไปทั่วและทุกๆครั้งที่บิดามารดาของเขาได้ยิน พวกเขาก็จะหัวเราะอย่างดีใจ
ขณะที่ไท้จูเดินคนเดียวอยู่ที่หมู่บ้านชาวบ้านทุกคนล้วนเชิญเขาเข้าบ้านไท้จูได้กลายเป็แบบอย่างให้เด็กๆในหมู่บ้านแห่งนี้
ครึ่งเดือนผ่านไปไวเหมือนโกหก ข่าวของไท้จูดังไปถึงหมู่บ้านอื่นแม้อยู่ห่างไปถึงแปดไมล์ชาวบ้านต่างมาดูไท้จูและร่วมแสดงความยินดีทุกคนที่มาได้ซื้อของขวัญมาให้ซึ่งบิดาและมารดาของไท้จูไม่มีทางเลือกจึงต้องรับมาเมื่อทุกคนกลับไปแล้วบิดาของไท้จูจึงจัดเตรียมของสำหรับตอบแทนเมื่อไท้จูได้เป็เซียนเขาจะได้ไม่ต้องกังวลที่จะตอบแทนชาวบ้าน
ในเวลานี้ผู้ดีของตระกูลหวังได้รู้ว่าเหลาซีให้โควตาของเขาแก่เหลาซูแทนที่จะให้ลูกของตัวเองและร่วมแสดงความยินดีคนแล้วคนเล่าพ่อของไท้จูรู้สึกได้รับความสำคัญเพราะหลายปีมานี้พวกเขามักจะดูถูกพ่อของไท้จู พ่อและแม่ของไท้จูได้พูดคุยกับแขกคนแล้วคนเล่าพวกเขารู้สึกว่าได้ขจัดความทุกข์ใจที่มีมาหลายปี
นอกจากนี้พวกเขายังได้ขอให้ครูประจำหมู่บ้านช่วยเขียนจดหมายเชิญชวนไปให้คนรู้จักครูไม่ได้เรียกร้องทรัพย์สินอะไรเลย สิ่งที่เขา้าคือให้ไท้จูได้บอกคนอื่นๆว่าเขาเป็ผู้สอนไท้จูมา
แน่นอนว่าไท้จูปฏิเสธไม่ได้เพราะมันเป็ความจริงหลังจากคำเชิญชวนตระกูลหวังได้เข้ามาเฉลิมฉลองจำนวนมากทำให้พ่อไท้จูต้องจัดโต๊ะกว่าร้อยตัวเพื่อทำการต้อนรับทุกคนมาเพื่อชมเชยไท้จูให้ฟังอย่างไม่หยุดหย่อนบิดาของเขาก็ได้ให้ภรรยาและไท้จูคอยต้อนรับแขกและคอยแนะนำ
“ท่านนี้คือปู่สามของลูกตอนข้าออกจากครอบครัวปู่สามคอยช่วยเหลือเรามากเลยไท้จูลูกอย่าลืมที่จะตอบแทนบุญคุณท่านละ” ผู้เป็บิดากล่าวกับหวังหลินขณะที่เข้าไปประคองชายสูงอายุคนหนึ่ง ชายแก่มองไปที่ไท้จูและกล่าวว่า
“อ่าาา เหลาอี้เวลาผ่านไปนานแล้วสินะลูกของเ้าก็โตขึ้นมากเด็กคนนี้คงยอดเยี่ยมมากแน่นอนหากเทียบกับเ้า”
พ่อของไท้จูหน้าแดงก่อนยิ้มและกล่าวว่า “ปู่สาม ไท้จูฉลาดมาแต่เด็กแล้วแต่ได้โปรดอย่าเทียบเขากับข้าเลยเชิญทางนี้ครับ”
มารดาของไท้จูได้มารับ่คอยประคองชายแก่เดินต่อไปหลังจากชายแก่ได้ไปแล้วผู้เป็บิดาจึงได้กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “ตาแก่นั่นไม่ชอบข้าและเป็คนไล่ข้าออกจากบ้านมาเองแถมยังเอาความสำเร็จของเ้ามาเสียดสีพ่อ”
ไท้จูพยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนถามว่า “อาสี่จะมาวันนี้ไหมครับ”
บิดาของไท้จูส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “อาสี่ได้ทิ้งจดหมายเอาไว้บอกว่าจะไม่กลับมาจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนจริงๆ”
ในเวลานั้น มีรถม้าอีกคันแล่นเข้ามาหลังจากหยุดลงชายแก่อายุราวๆ 50ปีได้เดินออกมามองไปที่บิดาของไท้จูพร้อมถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “เหลาอี้ยินดีด้วยนะ”
ผู้เป็บิดาแสดงสีหน้าสับสนก่อนกล่าวขึ้น “พี่….”
ชายแก่มองไปยังไท้จูก่อนแย้มยิ้ม “เหลาอี้นี้ลูกของเ้าใช่ไหมมันจะสอบผ่านเรอะ”
คิ้วของบิดาไท้จูขมวดเข้าด้วยกัน “ถึงแม้ว่าไท้จูไม่ได้แข็งแรงกว่าใครๆแต่เขาก็ฉลาดมาแต่เด็ก มันเป็โชคชะตาที่ทำให้เขาถูกเลือกให้มาสอบ”
“ก็ไม่แน่โรงเรียนเซียนมีการคัดเลือกลูกศิษย์ที่เข้มงวดยิ่งนักข้ามองแล้วเด็กอ่อนนี้ไม่มีปัญญาหรอก” เสียงหยาบกระด้างดังมากจากเด็กชายอายุราวๆ16-17 ปีซึ่งเพิ่งก้าวลงจากรถม้าใบหน้าของเขาหล่อเหลาแต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความดูถูกอย่างชัดเจนผู้เป้นบิดาและหวังหลินมองไปที่เขาโดยไม่พูดอะไร
ชายแก่หน้าเปลี่ยนสีพร้อมกล่าวว่า “หวางโจวกล้าดียังไงถึงมาหยาบคายอย่างนี้นี้คืออาและลูกพี่ลูกน้องของแกนะหวังหลินมาทักทายกันหน่อยสิ” หลังจากพูดเสร็จเขาได้หันไปพูดกับพ่อไท้จู
“ลูกของข้าปากไม่ค่อยดี หวังว่าเหลาอี้คงไม่ถือโทษ แต่ว่า..”ชายแก่ชะงักก่อนเปลี่ยนเื่กลางคัน
“เหลาอี้การที่เข้ามาฝึกฝนเป็เซียนไม่ใช่เื่ธรรมดา เ้าต้องเชื่อมั่นในโชคชะตาเหตุที่โรงเรียนเหิ่งยั่วให้เด็กจากตระกูลเราเข้าเรียนเพราะพวกเขาเห็นพร์ในตัวลูกของข้าหรอกนะ”
บิดาของไท้จูถอนหายใจ “ถ้าลูกชายของท่านทำได้ลูกของข้าก็ทำได้” โดยไม่สนใจคำเตือนของชายแก่
หวางโจวกล่าวว่า “ท่านคือท่านอาใช่ไหม ข้าแนะนำให้ท่านอย่าหวังสูงเกินไปเลยการฝึกฝนมันยุ่งยากมาก เป็หมื่นปีถึงมีคนสำเร็จสักคนไอ้เด็กโง่นี่กล้าดียังไงมาเทียบกับข้าผู้ถูกโรงเรียนเลือกให้เป็ศิษย์” ชายแก่มีใบหน้าที่เต็มไปด้วยความภูมิใจแต่ก็ทำเป็ห้ามปรามลูกของตนก่อนจะจับมือกับบิดาของไท้จูและเดินเข้าไปในงาน
“ไท้จู ไม่ต้องกดดันตัวเองมากนะถ้าเป็เซียนไม่ได้ก็มาสอบเข้าราชการในปีหน้า” บิดาของไท้จูสะกดความโกรธและกล่าวออกมาพร้อมจับบ่าของบุตรตัวเอง
“ไม่ต้องเป็กังวลท่านพ่อ ข้าจะเป็หนึ่งในผู้ที่ถูกเลือก”หวังหลินกระซิบเสียงแ่ ผู้เป็บิดาตบไหล่ของหวังหลินหนักๆพร้อมจ้องมองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
พวกเขาได้พบกับญาติอีกมากมายหลายคนในที่สุดผู้เป็บิดาของไท้จูก็เดินเข้าไปในงาน “ครอบครัวที่รักของข้าขอบคุณที่มาถึงหมู่บ้านนี้ข้าขอไม่พูดมากแต่ในวันนี้ลูกของข้าได้รับเลือกให้เข้าสอบที่เหิ่งยั่ว มันเป็วันที่ข้าตื่นเต้นมากที่สุดข้าไม่มีอะไรจะพูดนอกจากขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมฉลอง” พูดจบพ่อของไท้จูก็ดื่มเหล้าองุ่นจนหมดแก้ว
“เหลาอี้ลูกของเ้าฉลาดมาแต่เกิดแล้วไม่แปลกที่จะถูกเลือกเหมือนหวางโจว”
“พี่สองไท้จูทำเ้าสมหวังแล้วสินะต่อไปเ้าคงมีความสุขไม่น้อย”
คำชื่นชมดังมาจากทั่วทุกสารทิศแต่ก็ยังมีบางส่วนที่แม้จะแสดงความชื่นชมยินดีแต่จริงๆแล้วกลับเต็มไปด้วยความดูแคลนเช่นบิดาของหวางโจวเขามองไปยังบุตรชายของตนสลับกับไท้จูก่อนจะสำนึกขึ้นในใจว่าหากเหล่าเซียนยังไม่ได้ตาบอดไท้จูไม่มีทางเป็ผู้ถูกเลือกอย่างแน่นอน
พ่อของไท้จูได้พาหวังหลินไปแนะนำที่โต๊ะต่างๆในวันนั้นเองพ่อของไท้จูดื่มเหล้าองุ่นไปมาก เขาไม่เคยมีความสุขอย่างนี้เลย
หลังจากญาติๆได้จากไปแล้ว หวางโจวได้พูดข้างหูไท้จูว่า “ไอ้โง่ อย่างแกสอบไม่ผ่านหรอก แกไม่เหมาะสมกับการเข้าเรียน” สิ้นคำเด็กหนุ่มก็จากไปด้วยรอยยิ้มดูถูกพร้อมกับพ่อของเขา
ไท้จูเอนหลังลงบนเตียง เด็กหนุ่มคิดอย่างคาดหวังข้าต้องได้เข้าเรียน ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม!
หลายเดือนผ่านไปอาสี่ของไท้จูก็ได้เดินทางมาถึงบิดาของไท้จูรีบไปต้อนรับแต่กลับพบว่าผู้เป็น้องเต็มไปด้วยอารมณ์เร่งร้อน
“พี่ชาย พี่สะใภ้ ข้าอยู่นานไม่ได้ต้องไปพร้อมไท้จูตอนเช้าพรุ่งนี้เลยใกล้ถึงเวลาที่โรงเรียนเหิ่งยั่วจะรับนักเรียนแล้ว”
พ่อของไท้จูแสดงใบหน้าเสียใจพร้อมกล่าวว่า “ไท้จูไปกับลุงนะ ถ้าไม่ได้เรียนก็ไม่เป็ไรกลับมาที่บ้านได้”
จากนั้นแม่ของไท้จูก็ได้กล่าวว่า “เชื่อฟังอาสี่นะลูกอย่าสร้างปัญหา ความอดทนให้มากเข้าไว้ แม่จะเตรียมชุดใหม่และอาหารโปรดของลูกไว้ให้คิดถึงลูกนะ หากสอบไม่ติดก็กลับมาหาแม่ได้” สิ้นคำผู้เป็มารดาก็ร้องไห้ั้แ่เกิดไท้จูไม่เคยออกจากหมู่บ้านเลย นี่เป็ครั้งแรกของเขา
อาสี่พูดอย่างะเืใจว่า “ไท้จูพ่อแม่ของเ้าหวังเอาไว้มากพี่ชาย พี่สะใภ้ อีกไม่กี่วันจักต้องมีการเฉลิมฉลองใหญ่เป็แน่วันนี้อย่าเพิ่งไปที่ใด แล้วพรุ่งนี้ข้าจักพาท่านไปยังที่ที่ประกาศผล”
ผู้เป็อาหนุนหลังไท้จูขึ้นไปยังรถม้าเดินไปกระซิบกับม้าก่อนที่รถม้านั้นจะเคลื่อนออกไป
ผู้เป็มารดามองตามรถม้าที่ค่อยๆเลือนหายไปก่อนกล่าวว่า “คุณคะ ไท้จูไม่เคยออกไปไหนไกลเลย หวังว่าลูกคงไม่โดนรังแกนะ” มารดาของไท้จูกล่าวพร้อมด้วยดวงตาเศร้าใจ
“เขาโตแล้ว กำลังออกเดินทางเพื่ออนาคตที่สดใสอย่ากังวลไปเลย”บิดาของไท้จูสูบยาเข้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจลึกๆ