ตึก ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าของชายหนุ่ม และหญิงสาวคู่หนึ่งได้กระทบลงบนทางเท้าท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่กำลังแผดแสง
สว่างไสวส่องลงมายังตัวพวกเขาทั้งสอง ด้วยความร้อนแรงของแสงแดดนั้นทำให้ใบหน้าของทั้งสองนั้น
เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อััได้ถึงความร้อนอบอ้าว ของสถานที่ ที่เขาอยู่กันตอนนี้
“พั่บ พั่บ พั่บ”
เสียงพัด จากใครบางคนที่กำลังพยายามดับร้อนด้วยพัดขนาดเท่าฝ่ามืออันนี้
“นี่ผิงกูถามจริงเหอะทำไมกูต้องไปกับมึง ในวันที่แดดร้อนขนาดนี้ด้วยเนี่ยย”
“ถ้าจะพากูไปไหนกูขอร้องล่ะ ช่วยเป็ตอนสายๆบ่ายๆได้ไหม ทำไมถึงงต้องถ่อมาซะตอนเที่ยงขนาดนี้ด้วย”
เสียงของนรินทร์ที่กำลังพัดด้วยความแรง เพราะหวังให้อากาศในตอนนี้เย็นขึ้นซักเพียงนิดก็ยังดี
พัดไปพลางบ่นเพื่อนของตนไปพลาง
“นี่รินมึงลูกผู้ชายซะป่าว หัดอดทนซะมั่งดิ”
“และก็ที่กูพามึงมาเวลานี้ เพราะว่ากูมีเหตุผลนะเว้ย เสียใจว่ะที่กูพามึงมาเพราะคิดว่ามึงจะช่วยกูได้”
“เสียดายเวลาว่ะ เป็เพื่อนกันมานานซะป่าวแค่นี้ก็ไม่ได้”
ผิงกำลังพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเศร้าใจ
“อะ อะ เอ่ออ~~ ได้ดิวะ!!เื่แค่นี้เอง ทำไมกูถึงจะช่วยมึงไม่ได้ เพื่อนกันซะเปล่า”
นรินทร์พูดด้วยความกังวลเนื่องจากน้ำเสียงของอีกฝ่ายที่ได้ยินนั้นดูเหมือนไม่สู้ดีนัก ในขณะที่ฝ่ายหญิงสาวก็หันหน้า
ไปอีกฝั่งเสมือนกับว่าอยากจะหลบหน้าหลบตา หลีกหนีไปให้ไกลจากตรงนี้
“แหะ แหะ แหะ”
เสียงหัวเราะที่ฟังแล้วขัดกับบรรยากาศในตอนนี้ซะเหลือเกิน ก็ได้ดังขึ้น
“แบร่!!!”
หลังสิ้นเสียงหัวเราะไม่นานจู่ๆ ฝ่ายหญิงสาวก็ได้รีบหันหน้ามาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับทำท่าเเลบลิ้นปลิ้นตาไปที่อีกฝ่าย
ทำให้ฝ่ายชายที่ไม่ทันได้เตรียมตัวกับสถานการณ์กระทันหันเช่นนี้ได้สะดุ้งขึ้น พร้อมกับทำสีหน้าใ
“นี่ริน มึงคิดว่ากูเป็คนขี้งอลขนาดนั้นเลยหรอ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ผิงพูดด้วยน้ำเสียงระรื่น พร้อมกับทำไม้ทำมือ ล้อเลียนเพื่อนของตน
“ก็ใครจะไปรู้ล่ะ อยู่ๆมึงก็เงียบแล้วตีหน้าเศร้าไปทั้งอย่างงั้น”
นรินทร์กำลังอธิบายเพื่อมากลบเื่น่าอายเมื่อสักครู่
“นี่มึงเป็ห่วงกูด้วยอย่างงั้นหรอ ฮ่า ฮ่าๆ ล้อเล่นปะเนี่ย”
ผิงพูดด้วยน้ำเสียงระรื่น พลางหยอกล้อเพื่อนของตน
“การที่เราจะเป็ห่วงคนที่เรารักนั้นมันผิดด้วยหรอ”
คำพูดที่นรินทร์นั้นได้เอ่ยออกมานั้น ทำให้บรรยากาสการสนทนาเปลี่ยนไปอย่างกระทันหัน
“อะ เอ่อ~~”
ผิงนั้นไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือจะรับมืออย่างไรในสถานการณ์นี้ดี ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ
“โดยเฉพาะเพื่อนรักอย่างมึงนี่ ยิ่งต้องเป็ห่วงเลยยิ่งซุ่มซ่าม เด๋อด๋าจะตายจะทิ้งไว้ได้ยังไงกันล่ะฮ่า ฮ่า ฮ่าๆ”
หลังจากที่นรินทร์ได้พูดออกไปแล้ว ทำให้บรรยากาศรอบๆของทั้งคู่นั้นค่อยๆกลับมาเป็ปกติ
“โถ่ไอ้เวรร เล่นวรรคซะใจหายหมดเลย ทีหลังรีบๆพูดหน่อยซี่”
ผิงพูดด้วยความเขินอาย พลางพยายามหลบสายตาของนรินทร์ที่จับจ้องมาที่ใบหน้าของตน
“นี่ นี่ นี่ อย่าบอกนะว่าเขินกับมุขเมื่อกี๊น่ะ ฮ่า ฮ่าๆๆ เดี๋ยวกูก็เอาไปฟ้องแฟนมึงหรอกผิง~~”
นรินทร์ได้หัวเราะกับรีแอคชั่นทีเพื่อนของตนได้แสดงออกมา
“บ้าหรอ ใครจะไปขงไปเขินคนอย่างมึงกันล่า เพ้อเจอโดนแแดดส่องละหลอนแล้วรึไง”
ผิงพยายามปฏิเสธเพื่อนของตน
“นี่ผิง คือกูก็เป็เพื่อนมึงนานแล้วอะนะ มึงรู้รึเปล่าเวลามึงเขินอะ อาการจะออกทางหูตลอด หูนี่แดงแปร๊ดเลย ฮ่าๆๆๆ”
นรินทรืได้หัวเราะเนื่องจากรู้ทันเพื่อนของตน
“มันชัดขนาดนั้นเลยงั้นหรอไม่น้าาา”
ผิงได้รู้สึกอายมากขึ้นหลังจากที่เพื่อนรักของตนนั้น ได้ล่วงรู้ความลับของตนตัวของเธอนั้น ได้นั่งยองยองพลางเอามือของ
ตนปิดหูไปพลางบิดตัวทำท่าเขินอาย
“ฮ่าๆ ฮะ ฮะ ฮ่าๆ”
เสียงหัวเราะของนรินทร์นั้นเสมือนดั่งเสียงหัวเราะของปีศาจจากขุมนรก ที่ได้ย่ำยีจิตใจผู้คนก็มิปาน
“ฮึก ฮึก ฮือ~~ กูจะฟ้องคุณป้าว่ามึงแกล้งกู”
ผิงนั้นทำท่าเหมือนจะร้องไห้ และได้ขู่นรินทร์ไปด้วย
“เฮ้ยๆผิง มึงไม่ใช่เด็กๆแล้วนะ ลุกขึ้นมาได้แล้วอายคนเค้าคนเยอะแยะ"
นรินทร์พูดบอกผิงเพราะเนื่องจาก ทนอับอายจากสายตาคนรอบข้างที่มองมามากมายไม่ไหว
“อ๊ะใช่แล้ว งั้นวันนี้กูจะตามใจมึงทั้งวันเลย ขอร้องล่ะรีบๆลุกแล้วไปขึ้นรถกัน นั่นไงtaxi มาละเดี๋ยวกูจ่ายเอง”
“เพราะงั้นกูขอร้องละรีบๆไปจากที่นี่กันเถอะ กูอายเค้า”
นรินทร์รีบบอกผิงด้วยความเขินอายสายตามากมายที่จับจ้องพวกเขา
"จริง จริงนะ”
ผิงพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ พลางลุกยืนตรงขึ้นมาและชี้ไปที่นรินทร์
“ฮะ ฮ่า~~ งั้นวันนี้มึงต้องตามใจกูทั้งวันนะ สัญญาด้วย ฮิฮิฮิ”
ผิงพูดด้วยน้ำเสียงที่กลับมาร่าเริงอีกครั้ง
“สัญญาด้วยเกียรติแห่งลูกเสือสำรองเลย”
นรินทร์จำใจต้องทำตามที่พูดอย่างช่วยไม่ได้
“ปะถ้างั้นในเมื่อมึงสัญญาว่าจะทำตามละ งั้นฝากออกค่ารถtaxiทั้งหมดด้วยล่ะเพื่อนรัก♫”
ฟลังจากที่ผิงพูดจบ เธอนั้นก็ได้จูงมือผมไปขึ้นรถด้วยอารมณ์ที่ดีชนิดที่ดีจนน่าหมั่นไส้ แต่ช่วยไม่ได้เพราะผิงเป็คน
แบบนี้แหละผมถึงได้ชอบเธอจนหมดหัวใจ
“เอ่อ ลุงครับช่วยไปส่งที่เซ็นลาดทีครับ”
หลังจากที่ผมได้เข้ารถผมก็นั่งเบาะหลังกับผิง และได้บอกพิกัดที่จะไปให้กับลุงคนขับ
“โอเครับทราบ ว่าแต่แหม่เด็กสมัยนี้มีแฟนกันเร็วจริงๆเลย ลุงนี่อิจฉาแทน ฮะฮ่า”
ลุงคนขับได้พูดหยอกล้อพวกผมด้วยความเอ็นดูเนื่องจากเห็นพวกเราทั้งสอง
“นี่ผิงได้ยินปะลุงคนขับ เขาคิดว่าพวกเราเป็แฟนกันแหละ ฮะ ฮะ ฮ่าๆๆ”
ผมได้กระซิบบอกผิงที่กำลังนั่งข้าง พร้อมกับแอบดีใจเล็กน้อย
“…………………..”
ผิงนั้นไม่ได้ตอบคำถามของนรินทร์แต่อย่างใด เธอนั้นนั่งกอดอกนิ่งไม่ไหวติงหรือโต้ตอบนรินทร์แม้แต่น้อย
“เฮ้ ผิงยังงอลเื่เมื่อตอนนั้นอยู่อีกงั้นหรอ ตอบหน่อยซี่”
ผมนั้นได้พยายามกระซิบบอกผิงอีกครั้งแต่ก็เช่นเคย ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกฝ่าย
ตุบ
เสียงร่างบอบบางของผิงนั้น ได้มานอนพิงตัวผมเนื่องจากเมื่อสักครู่เป็ทางเลี้ยว และนั่นทำให้ผมได้รู้ว่าเธอได้หลับไป
ั้แ่เราได้ขึ้นรถกันมาแล้ว
{ยัยนี่นิพออาละวาดเสร็จแล้วก้หลับไปเลย ดูหน้าตอนหลับสิสบายเชียว}
ผมนั้นได้แต่คิดในใจเหมือนอย่างเคย ว่าขอให้่เวลานี้คงอยู่ตลอดไปหลังจากที่ผมสบายใจแล้วหนังตาของผมนั้น
ก็ได้หนักอึ้งหัวเริ่มเบลอ และได้ผลอยหลับไป
Chapter 03 : ท้องฟ้าที่สดใส end