ผู้โดยสารเริ่มทยอยเดินลงมาจากเครื่องบินและในที่สุดเวลาแห่งการรอคอยของเขาก็มาถึง แนนซี่ถูกหามลงมาโดยมีพยาบาลผู้ชำนาญงานสองคนคอยประคับประคองอย่างดีที่สุดซึ่งทำให้เขาออกจะพอใจในการเริ่มต้นงานนี้อยู่มาก
หลังจากนั้น เขาก็ลอดตัวเข้าไปในรถพยาบาลทรุดตัวลงนั่งใกล้เตียงแนนซี่ก่อนที่รถจะเคลื่อนเข้าสู่ตัวเมืองเอื้อมไปกุมมือเธอไว้
“เฮลโล สวัสดี...แนนซี่ ผมชื่อปีเตอร์นะครับการเดินทางเป็ยังไงบ้าง?”
“เรียบร้อยดีค่ะ คุณคือหมอเกร็กสันใช่ไหมคะ?”
“ครับใช่...แต่เรียกผมว่าปีเตอร์ดีกว่ามันค่อยฟังดูสนิทสนมหน่อย สำหรับเราสองคนที่จะต้องทำงานร่วมกันอีกตั้งกว่าปี”
แนนซี่รู้สึกพอใจกับวิธีการพูดของเขาขึ้นมาทันที ถ้าทำได้เธอก็คงจะยิ้มให้เขาด้วย
“นี่หมอออกมารับฉันเองเลยหรือคะ?”
“ก็คุณเดินทางมาเพื่อพบผมหรือเปล่าล่ะ?”
“ใช่สิคะ” เธอพยายามจะพยักหน้าแต่ทำไม่ได้“ขอบคุณหมอมากค่ะ”
“ทำไม ต้องขอบคุณว่าแต่คุณเคยมาซานฟรานซิสโกบ้างหรือยังครับ แนนซี่?”
“ไม่เคยเลยค่ะ”
“อา...แล้วคุณจะต้องชอบ...เดี๋ยวเราจะพาคุณไปที่อพาร์ตเม้นท์ที่สบายที่สุด สวยที่สุดคุณจะต้องไม่อยากออกจากบ้านเลย รู้ไหม... เขาว่ากันว่าคนที่ไม่เคยชอบซานฟรานซิสโกนะถ้าลองได้ย่างเท้าลงบนแผ่นดินนี้เมื่อไหร่เป็อยากลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ทุกคนเลยผมเองก็มาจากชิคาโกเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว แต่ก็ไม่เคยคิดอยากกลับไปที่นั่นอีกเลย”เขาก้มลงยิ้มให้เธอทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอมองไม่เห็น
“คุณเป็ชาวบอสตันใช่ไหมครับแนนซี่?”
“เปล่าหรอกค่ะฉันเป็คนนิวแฮมเชอร์...ฉันหมายถึงโตที่นั่นน่ะค่ะในโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้วก็ย้ายมาอยู่บอสตันตอนอายุสิบแปด”
“อย่างนั้นหรือครับ... ดีจริงสงสัยว่าคุณจะต้องเคยอยู่กับพวกแม่ชีสินะครับ?”
“ค่ะ อยู่กับแม่ชีที่ใจดีมากฉันยังเคยคิดอยากจะบวชอย่างนั้นบ้าง จริงๆ นะคะ”
“อ๊ะ...อ๊ะ...ไม่ได้หรอกครับเราต้องตกลงเื่นี้กันเสียก่อน ว่าถ้าเราทำงานร่วมกันเป็ผลสำเร็จเรียบร้อยแล้วคุณจะต้องพร้อมที่จะไปฮอลลีวู้ดครับ สาวน้อย ไม่ใช่หนีไปซุกตัวอยู่ในคอนแวนต์ไปบวชเป็แม่ชีอย่างที่ว่า...ต้องสัญญาก่อน...”
“ก็ได้ค่ะ”
“นั่นเป็คำสัญญาหรือเปล่า...?” เขาทอดเสียงอย่างหยอกล้อ “ไหน...พูดมาสิว่า...ฉันสัญญาค่ะ”
“ฉันสัญญาค่ะ...” แนนซี่ตอบปนหัวเราะรู้สึกชื่นบานอย่างบอกไม่ถูก
“คุณสัญญาเื่อะไร?” เขาทำเสียงขึงขัง
“ก็สัญญาว่าจะไม่ไปบวชชีไงล่ะคะ"
“เฮอ...ค่อยยังชั่วหน่อย เอาละ...” เขาทำมือเป็สัญาณให้พยาบาลทั้งสองเลื่อนตัวขึ้นมาตอนหน้า “นี่ แนนซี่คุณยังไม่ได้แนะนำให้ผมรู้จักเพื่อนเดินทางทั้งสองของคุณเลยนะ"
“ค่ะคนที่มือเย็นชื่อลิลลี่...คนที่มืออุ่นชื่อเกรชเช่นค่ะ”
ทุกคนต่างหัวเราะออกมาพร้อมกัน...
"ออกจะเป็คำแนะนำที่ค่อนข้างแปลกอยู่สักหน่อยนะคะ” น้ำเสียงของเธอแจ่มใส
“ขอบใจมากคะแนนซี่” ลิลลี่หัวเราะเสียงดัง
แม้ในใจเธอจะรู้สึกอบอุ่น... ปลอดภัย...แต่แนนซี่แม็คอลิสเตอร์ก็อดที่จะรู้สึกว้าเหว่ไม่ได้ไม่มีใครจะสามารถให้คำตอบได้ว่าหลังจากที่การทำศัลยกรรมใบหน้าของเธอสำเร็จเสร็จสิ้นลงไมเคิลจะกลับมาหาเธออีกหรือไม่...ไมเคิล...
หัวใจของเธอเฝ้าคร่ำครวญ...เขาจะตามหาเธอหรือไม่หนอ...
“แนนซี่ สาวน้อย...เราขอต้อนรับคุณสู่ซานฟรานซิสโก” เสียงนายแพทย์เกร็กสันดังขึ้นข้างตัวมือของเธอซุกอยู่ในอุ้งมืออบอุ่นนั้นชีวิตใหม่ของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วนับแต่วาระที่เธอได้ััไออุ่นจากอุ้งมือของนายแพทย์ปีเตอร์เกร็กสัน...
ประตูรถพยาบาลเปิดกว้างออกตรงประตูหน้าของโรงแรมชั้นหนึ่งซึ่งชื่อของเ้าของโรงแรมในบอสตันแห่งนี้...มิสซิส มาเรียน ฮิลยาร์ด
ผู้จัดการโรงแรมรีบวิ่งออกมาต้อนรับพร้อมด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าอ้วนกลม แขกชุดนี้จะพักอยู่เพียงวันหรือสองวันเท่านั้นก่อนหน้าที่จะเดินทางไปนิวยอร์ก
และทันทีที่ประตูห้องพักปิดลง ไมเคิลก็ลุกขึ้นนั่งอยู่บนเตียง
“โธ...แม่ครับ ก็ผมบอกแล้วว่า ผมสบายดีหมอก็รับรองว่าเวลานี้ผมดีขึ้นมากแล้ว แต่ทำไมจะต้องมานอนให้เขาแบกเข้ามาอย่างนั้นด้วยก็ไม่รู้”
“ก็เพราะว่าแม่ไม่เห็นความจำเป็อะไรที่ลูกจะต้องรีบร้อนนักน่ะสิเมื่อลูกเจ็บขนาดนี้ ก็น่าจะพักให้สบาย...มาเรียนค้านเสียงอ่อน
“รีบ...” เขากวาดสายตามองไปรอบๆห้องชุดที่หรูหราประดับดอกไม้ไว้ทั่วทุกมุม “ผมไม่คิดว่าเื่นี้เป็เื่เร่งรีบอะไรเลยเมื่อหายดีแล้วควรจะเดินเข้ามาเองได้เท่านั้นเอง...”
“เอาเถอะน่า...แม่ไม่เห็นจะน่าบ่นอะไรนักเลยไหนๆก็เข้ามาแล้ว ก็ควรจะพักผ่อนเสียก่อน ไม่ควรจะตื่นเต้นให้มากนัก หิวหรือยังล่ะทานอะไรเสียสักหน่อยดีไหมลูก?” ใจของมาเรียนนั้นอยากจะจ้างนางพยาบาลพิเศษไว้คอยปรนนิบัติลูกชายคนเดียวเสียด้วยซ้ำแต่หมอวิคฟิลด์ได้ยับยั้งไว้โดยอ้างเหตุผลว่าไม่จำเป็และอาจทำให้ไมเคิลคลั่งขึ้นมาได้ง่ายอีกด้วย
“ว่าไงละโมค์ อาหารกลางวันนะลูก เอาไหมแม่จะได้สั่งให้?
“ดีเลยครับ ผมอยากกินเอสคาโก้ ออยสเตอร์ร็อคกี้เฟลเลอร์ แชมเปญ ไข่เต่าแล้วก็คาเวียร์”
“ทำไม...มันคนละเื่คนละราวอย่างนั้นล่ะลูก...?” มาเรียยืนยิ้มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “แต่ตามใจเถอะสั่งอะไรมากินเสียหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวแม่จะต้องเข้าไปประชุมในเมืองตอนบ่ายโมงนี่ยอร์ชจะมารับแม่...นั่นไงมาแล้ว”
เสียงกริ่งที่หน้าประตูห้องดังขึ้นและยอร์ชกัลป์ลิเวย์เดินเข้ามา
“ไง...ไมค์ เป็ยังไงมั่งล่ะ...ดีขึ้นมากนี่”
“ครับ นอนโรงพยาบาลเสียตั้งสองอาทิตย์เบื่อจะแย่”
“นั่นสิ ต้องพยายามทำใจหน่อยละเมื่อเช้านี้อายังแวะไปที่สำนักงานใหม่ของเธอเลย น่าสบายมาก หายเร็ว ๆนะจะได้ไปนั่งทำงานด้วยกัน”
“ครับ ผมก็เชื่อว่าห้องนั้นจะต้องสวยเพราะแม่เป็คนมีรสนิยมดีเสมอ”
สายตาที่บุรุษทั้งสองมองมาทางมาเรียนบ่งบอกถึงความชื่นชมวันนี้ เธอแต่งกายด้วยผ้าไหมสีเทาอ่อนเสื้อตัวนอกตัดเย็บด้วยผ้าไหมสีน้ำเงินเข้ม...ประดับรอบคอด้วยไข่มุกสามชั้นมีต่างหูกับแหวนเข้าชุดกัน
“นี่...ไม่ต้องมาโยนช่อกุหลาบให้ฉันหรอกจ้ะเราจะช้าไปแล้วนะยอร์ช เอาเอกสารมาพร้อมหรือยังล่ะ?”
“ต้องพร้อมสิ...” ยอร์ชตอบยิ้มๆ แววตาของเขาบอกความชื่นชมในตัวเธออย่างเปิดเผย
“ถ้าอย่างนั้น เราก็ไปกันเถอะ” เธอลุกขึ้นสาวเท้ายาวๆ เข้าไปหาลูกชายโน้มตัวจูบลงตรงหน้าผาก...
“พักผ่อนเสียนะลูกแล้วก็อย่าลืมสั่งอาหารกลางวันล่ะ”
“ครับแม่ โชคดีครับ”
ลับร่างของมารดากับยอร์ช กัลป์ลิเวย์ไมเคิลก็ถอนหายใจออกมาเหยียดยาว พยายามตั้งสติให้มั่นเขารู้ความ้าของตัวเองดีว่าจะทำอะไรต่อไปเป็ความตั้งใจที่ได้คิดไว้ั้แ่เมื่อสองอาทิตย์ที่ผ่านมาความคิดคำนึงของเขาวนเวียนอยู่แต่เื่นี้เื่เดียวเท่านั้น
เขาได้ทำสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่งด้วยการขอร้องให้มารดาพาเข้าพักในโรงแรม แทนที่จะบินตรงกลับไปนิวยอร์กและยังได้เร่งเร้าให้มารดาออกไปประชุมเกี่ยวกับงานรับเหมาก่อสร้างที่ทางบริษัทฮิลยาร์ดจะรับในบอสตันอีกด้วย
และขณะนี้ เขาก็ปลอดจากสายตาของมาเรียนแล้วเขาจะใช้เวลาใน่บ่ายนี้เพื่อตัวเองให้คุ้มค่าอย่างที่สุดและไม่้าอยู่ในสายตาของใครด้วย
โมเคิลนั่งจมอยู่กับความคิดนั้นเกือบครึ่งชั่วโมงและแล้วก็ตัดสินใจได้เขาค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น เดินไปที่กระเป๋าเสื้อผ้าที่ยังคงวางทิ้งอยู่ตรงปลายเตียงเปิตออกหยิบได้กางเกงสีเทา เสื้อสีน้ำเงินเข้ม ถุงเท้า รองเท้ากางเกงในรู้สึกเหมือนไม่เคยแต่งตัวมาสักพันปี ต้องนั่งลงพักถึงสามสี่ครั้งแต่เขาก็ตัดสินใจแล้ว เขาจะต้องไปที่นั่นให้ได้ในวันนี้ไม่มีวันอื่นอีกแล้วไม่มีเวลาพอที่แม่จะเผื่อให้อีก
ไมเคิลลงลิฟต์...เรียกรถแท็กซี่ที่ชั้นล่างด้วยท่าทางอ่อนระโหยยื่นกระดาษตำบลที่อยู่ให้คนขับ แทรกตัวเข้าไปนั่งในเบาะหลังอย่างอิดโรยเต็มทีพยายามสร้างความรู้สึกให้เหมือนกับว่า...วันนี้เขาได้นัดหมายกับเธอไว้และแนนซี่กำลังคอยเขาอยู่ที่นั่น...
และแล้ว... เมื่อรถถึงที่หมาย เขาก็ไม่ได้สั่งให้คอย...ไม่มีความจำเป็อะไรที่ใครจะต้องมารอคอยเขาอีกต่อไปเขาจะอยู่ที่นั่นเพียงลำพังให้นานเท่าที่้า
ไมเคิลกำลังคิดว่า เขาควรจะเช่าบ้านหลังนี้ไว้อย่างน้อยก็เป็เครื่องเตือนใจให้นึกถึงเธอ...แนนซี่...ก็บ้านหลังนี้ไม่ใช่หรือที่เขากับเธอเคยสร้างความฝันไว้ร่วมกัน เคยมาดหมายว่าจะใช้มันเป็เรือนหอเขาเงยหน้าขึ้นมองดูตัวอาคารอพาร์ตเม้นท์แห่งนั้นอยากเห็นบานหน้าต่างที่เปิดกว้างออกเพื่อที่เขาจะได้ะโบอกเธอว่า
“แนนซ์ผมกลับมาแล้ว...”
เช่นที่เขาเคยทำมานับร้อยนับพันครั้งและเมื่อเขาเดินเข้าประตูก็จะพบเธอกำลังนั่งยิ้มมองเขาอยู่บนม้ากลมหน้าขาตั้งที่กำลังวาดภาพมีทั้งจานสีและแปรงอยู่ในมือ ...และแล้ว...เขาก็จะเดินเข้าไปจูบที่แขน ที่มือบนใบหน้าซอกคอ แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับงานจนไม่ได้ยินเสียงที่เขาเดินเข้ามา...