บทที่ 105 ลงโทษ
“เจ้าหวาดกลัวหรือไม่?”
ซีเฉิงอาสามาส่งว่าที่ฮูหยินของตนเอง เขาจึงมีเวลาพูดคุยกับชิงหมินในระหว่างนั่งรถม้า แน่นอนว่าเขาได้แจ้งกับชิงหมินเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ถึงจะรู้ว่าเด็กน้อยของเขากล้าหาญและไม่เกรงกลัวอะไร กระนั้น...เมื่อเห็นร่างงูพิษสีดำขนาดใหญ่ เขาก็ยังอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
“ไม่”
“เช่นนั้นหรือ?” คนตัวโตกว่าเท้าแขนไปกับรถม้า ในขณะที่สายตากำลังมองคนตัวเล็กที่นับวันก็ยิ่งงดงามมากขึ้นในสายตาของเขา
“ไม่ใช่ว่าท่านให้ของป้องกันตัวเอาไว้แล้วหรือ? อีกอย่าง...ถ้าพลาดท่าถูกโจมตี ท่านก็ยังมียารักษาด้วย ข้าไม่จำเป็นต้องกลัว” ชิงหมินยักไหล่
เมื่อคืน ซีเฉิงได้แจ้งเรื่องนี้กับเขาทั้งหมด ทั้งยังถามความสมัครใจของเขาว่าต้องการจะเล่นหมากกระดานนี้หรือไม่ หากชิงหมินบอกว่าไม่ต้องการจะร่วมเล่นด้วย คืนนั้นเขาจะพาคนบุกพระราชวังแล้วจับงูพิษนั้นออกมาก่อนเสียเลย อ้างว่ามีคนเห็นงูพิษบุกเข้ามาก็ยังได้ ไม่มีทางปล่อยให้ชิงหมินต้องทำอะไรที่ตนเองไม่ต้องการ
ทว่าชิงหมินปฏิเสธ เขาบอกกับตนเองว่าต้องการคืนสนองสิ่งนี้ต่อพระชายาด้วย ถึงแม้ว่าชิงหมินจะไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องคนอื่นก่อน แต่ก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นอยู่ไม่เบา
ครั้งแรก สองครั้ง พระชายาสร้างปัญหาให้ไม่รู้จบ ชิงหมินก็ไม่รู้ว่าจะเก็บอีกฝ่ายเอาไว้เป็น “หอก” ที่รอวันทิ่มแทงทำไม เขาไม่ได้ติดใจเอาความเรื่องที่พระนางพยายามจะเข้ามาวุ่นวายกับตำแหน่งฮูหยินรองในจวนสกุลหวง อย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องเกิดขึ้นในสักวันอยู่แล้ว แต่...การที่คิดจะใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อเอาตัวรอด พระนางถือว่าล้ำเส้นกันเกินไปหน่อย
คนตัวเล็กเอนกายพิงไปด้านหลังรถม้าด้วยเช่นกัน แม้ว่าจะเพิ่งผ่านสถานการณ์ที่น่าตื่นตกใจ แต่ชิงหมินก็เหนื่อยเกินกว่าจะฝืนดวงตาของตนเองได้ไหว เขาหันไปบอกซีเฉิงตามตรง
“ท่านแม่ทัพ ข้าขอนอนพักก่อนเถอะ กลับไปที่จวนสกุลหลี่แล้วคงจะถูกซักถามจนวุ่นวายเป็นแน่ พวกเขาปลุกข้าแต่เช้าและไม่ปล่อยให้ข้าได้นอนเลย” ชิงหมินพูดจบก็ทิ้งตัวลงนอนทันที
เจ้าเด็กแสบที่หลับได้อย่างง่ายดายนี้น่าอิจฉาไม่น้อย ซีเฉิงไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะได้ดื่มชาหอมๆนั่น ทว่า...ตอนนี้เขาพบว่าความสุขของการที่ไม่ได้นอน ก็คือการที่ได้มองเด็กหนุ่มนอนหลับอย่างสบายใจนี้
ความเครียดและความกดดันที่อยู่ในหัวใจตลอดหายไปทีละเล็กทีละน้อย เขาพบว่าการไม่ได้นอนก็ดีเหมือนกัน มันทำให้เขาไม่เสียเวลาไปเปล่าๆ ทุกนาทีที่ผ่านไป สายตาของเขาสามารถมองเห็นชิงหมินได้เสมอ
ความเงียบเข้าปกคลุม ซีเฉิงส่งสัญญาณให้คนขับรถม้าเคลื่อนตัวช้าลงอีกหน่อย แถมยังให้วนรอบเมืองหลวงอีก 2 รอบ เพื่อให้ชิงหมินมีเวลาได้นอนพักมากขึ้น หากว่าพวกเขาแต่งงานกันแล้วเมื่อไร ซีเฉิงคงจะอุ้มคนตัวเล็กไปนอนในเรือนด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องปลุกให้คนขี้เซาตื่นขึ้นมาแล้วเดินลงไปด้วยตนเอง
น่าเสียดาย....ตอนนี้พวกเขายังเป็น “ว่าที่สามีภรรยา” ไม่อาจจะแตะต้องอย่างโจ่งแจ้งได้ ไม่อย่างนั้นชื่อเสียงของชิงหมินที่จะกลายมาเป็นฮูหยินของเขาจะได้รับผลกระทบได้
เมื่อวนรถม้าไปรอบๆก็แล้ว พยายามเคลื่อนไหวให้ช้าลงก็แล้ว สุดท้ายพวกเขาก็ยังมาถึงจวนสกุลหลี่ในเวลาไม่นานอยู่ดี สมาชิกสกุลหลี่รออยู่ก่อนแล้วด้วยหัวใจที่กระสับกระส่าย พวกเขากลัวว่าลูกชายที่ดื้อด้านของตนเองจะพลาดท่าแล้วไม่ได้กลับมาพร้อมกับลมหายใจ ดังนั้นตั้งแต่หน้าจวนไปจนถึงท้ายจวน...ข้ารับใช้ทุกคนต่างก็เดินวนไปวนมา พยายามสอดส่องการเคลื่อนไหวแทนเจ้านาย
ทันทีที่เห็นรถม้าสกุลหวงมาที่หน้าจวน บ่าวรับใช้สองสามคนก็วิ่งกระจายกันไปรายงานเจ้านายของตนเองแล้ว ถึงจะไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับคุณชายหลี่คนเล็กหรือไม่ แต่รถม้าสกุลหวงก็คือรถม้าของว่าที่สามีของคุณชายหลี่....
“ชิงหมิน ถึงแล้ว....”
เสียงทุ้มแหบพร่าพร้อมกับลมหายใจอุ่นๆเป่ารดที่ต้นคอของเด็กหนุ่มอย่างต้องการหยอกล้อ ชิงหมินหันหน้าหนีไปหนึ่งครั้ง เขาก็พบว่าเสียงที่น่ารำคาญนั่นยังคงวนเวียนอยู่ใกล้ๆไม่ยอมห่าง สุดท้ายแล้ว คนจึงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างรำคาญใจ เห็นหน้าของเจ้าปีศาจทำลายความฝันที่กำลังส่งยิ้มยั่วยวนมาให้ ชิงหมินก็ถึงกับพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ
“ถึงจวนสกุลหลี่แล้วหรือ?”
“อืม” ซีเฉิงเศร้าเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าชิงหมินไม่ยอมโวยวายอะไร แถมยังไม่ยอมหลงเสน่ห์ของเขาง่ายๆด้วย
คิ้วขมวดมุ่นนั้นเห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอใจที่ถูกปลุก แต่ก็รู้ความกว่าที่คิด หากพวกเขาโต้เถียงกันสักสองสามคำ เขาอาจจะหาเรื่องหอมแก้มคนตัวเล็กสักฟอดก็ได้ใช่ไหม? แสร้งทำเป็นบังเอิญว่าอยู่ใกล้เกินไปแล้วเกิดอุบัติเหตุอะไรทำนองนั้นน่ะ...
ชิงหมินไม่รู้เลยว่าความใจเย็นของเขาจะทำให้ซีเฉิงผู้เก่งกาจในการจินตนาการล้ำเลิศคนนี้ต้องผิดหวัง หากเขารู้ว่าแม่ทัพใหญ่ผู้เย็นชาและไร้หัวใจคนนั้นกำลังคิดเรื่องราวต่างๆเหมือนกับสาวน้อย เขาอาจจะหัวเราะเยาะออกมาแรงๆก็ได้
แต่ก็นั่นแหละ...จะโทษใครได้ หวงซีเฉิงคนนี้รู้มากเกินไป เขาควบคุมวิญญาณร้ายทั้งชายและหญิง ย่อมได้รู้ความทรงจำของเหล่าวิญญาณก่อนที่พวกเขาจะตายลงด้วย ไม่น่าแปลกใจที่ประสบการณ์ความคิดที่เหมือนกับสตรีมากมายจะทำให้เขาฟุ้งซ่าน ดีที่ซีเฉิงจิตใจเข้มแข็ง หากเป็นคนอื่นที่ต้องรับภาระความรู้สึกที่หนักหน่วงจากวิญญาณร้ายหลากหลายรูปแบบเช่นนี้ ไม่แคล้วว่าจะกลายเป็นบ้าเอาได้
คนหนึ่งมากความคิด อีกคนกลับไม่มีความคิดใดๆ เมื่อมาเจอกันแล้ว...ความคิดของพวกเขาก็ไปกันคนละทิศคนละทางอย่างสิ้นเชิง
“ท่านจะลงไปหรือไม่? หากท่านไม่ลง เช่นนั้นก็หลบให้หน่อยเถอะ” ชิงหมินโบกมือ เขาเข้ามานั่งข้างในสุด ดังนั้นเจ้าคนตัวใหญ่จึงนั่งขวางประตูรถม้าเอาไว้เสียมิด
“ถ้าข้าไม่ลง เจ้าคงต้องนั่งตักข้าก่อนจะขยับเพื่อลงแล้วล่ะ” ซีเฉิงกลั้วหัวเราะ แม้ว่าชิงหมินจะตัวเล็กขนาดไหน แต่ขาของเขาก็ยาวพอที่จะกั้นไม่ให้คนออกจากรถม้าได้ง่ายๆ
เมื่อคิดถึงท่าทางที่ชิงหมินต้องออกไปจากรถม้าแล้ว ซีเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะลอบกลืนน้ำลาย หากชิงหมินต้องการลงไปโดยมีเขาอยู่จริงๆ นอกจากวิธีที่จะนั่งตักของเขาเพื่อออกไปแล้ว ยังสามารถคร่อมขาเขาออกไปด้วยเช่นกัน แต่ท่าทางแบบนั้นมันอาจจะทำให้เขาไม่สามารถระงับความโลภของตนเองไว้ได้อีกต่อไป...
ซีเฉิงไม่อาจปล่อยให้ตบะของเขาแตกกระเจิงก่อนถึงวันมงคลได้ หากเขาทำเรื่องไม่ดีก่อนจะถึงวันสำคัญ แล้วทำให้เจ้าเด็กแสบหวาดกลัวจนหนีงานแต่งขึ้นมา ไม่ใช่ว่าคนที่แย่จะเป็นเขาหรอกหรือ?
รอจนกว่าจะถึงวันส่งตัว หากแต่งงานกันแล้ว...ต่อให้ชิงหมินจะหวาดกลัวการใช้ค่ำคืนกับเขาก็ไม่อาจเลี่ยงได้แล้ว แต่งเข้ามาเป็นคนสกุลหวง ตายเป็นผีก็ต้องเป็นของสกุลหวง
เมื่อคนสกุลหลี่เห็นว่าหวงซีเฉิงเดินลงมาจากรถม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่ได้มีท่าทีต่างไปจากเดิม ก็ค่อยโล่งใจขึ้นบ้าง อย่างน้อยๆ คนที่เกี่ยวข้องเรื่องนี้อีกคนก็คือแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ ถึงจะไม่รู้ว่าแม่ทัพใหญ่มาที่นี่ด้วยสาเหตุอะไรโดยตรงก็เถอะ...
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ชิงหมินไม่ได้อยู่ในจวนขอรับ เขาถูกเชิญไปที่...” ผู้นำตระกูลหลี่เข้ามาพูดคุยกับว่าที่บุตรเขยอย่างสุภาพ ทว่าก่อนที่จะได้ฟ้อง ไม่สิ! แจ้งต่อแม่ทัพว่าบุตรชายของเขาถูกเรียกตัวไปที่พระราชวัง สายตาของเขาก็พลันได้เห็นเจ้าเด็กแสบลงรถม้าคันเดียวกันกับที่ท่านแม่ทัพเพิ่งลงมาเมื่อสักครู่
“ข้าพาชิงหมินมาส่งแล้ว วันนี้ไม่มีเวลาเข้าไปเล่นหมากล้อมกับท่านผู้นำตระกูลหลี่ เอาไว้วันหลังข้าจะมาเยี่ยมเยือนอย่างแน่นอน”
“มะ ไม่เป็นไรขอรับ ท่านแม่ทัพใหญ่ย่อมต้องงานยุ่งอยู่แล้ว เพียงแต่...ข้าไม่คิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่จะเป็นคนมาส่งชิงหมินด้วยตนเอง เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือไม่ขอรับ” เห็นทั้งคู่มาด้วยกันแบบนี้ คนเป็นบิดาก็โล่งใจอยู่บ้าง
แม่ทัพใหญ่ไม่ใช่คนโง่ เขาคงจะมีเส้นสายของตนเองที่ทำให้รู้ว่าชิงหมินถูกเรียกเข้าวัง การที่อีกฝ่ายรับชิงหมินกลับมาด้วยตนเอง ก็คงจะเป็นการเข้าไปเพื่อช่วยเหลือเป็นแน่
“ก็มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นบ้าง แต่องค์รัชทายาทรับปากแล้วว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างยุติธรรมที่สุด เอาไว้พวกท่านรอดูข่าวก็แล้วกัน”
หวงซีเฉิงไม่ได้พูดมากเกินไปนัก ตัวเขาและตระกูลเดิมของพระชายากำลังมีปัญหาอยู่ในตอนนี้ หากเขาพูดเรื่องราวไม่ดีออกไป คนภายนอกจะหาว่าเขาเข้าไปที่พระราชวังเพื่อกดดันให้องค์รัชทายาทต้องปลดพระชายาเสียมากกว่า
สู้ให้ทางนั้นเป็นคนประกาศเหตุผลออกมาโดยตรง ถ้าเป็นการกระทำที่เขาสามารถรับได้ ซีเฉิงก็ไม่รังเกียจที่จะสนับสนุนองค์รัชทายาทต่อไปตามเจตนารมณ์ของบิดา แต่ถ้าองค์รัชทายาทจัดการเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไม่ดีพอ เช่นนั้น...แม้แต่ตำแหน่งรัชทายาทก็อาจจะเก็บไว้ไม่อยู่แล้วก็ได้
ซีเฉิงอยู่กับพวกขุนนางระดับสูงและเหล่าเชื้อพระวงศ์มาตั้งแต่ยังเด็ก บิดาของเขาไม่เคยปิดบังสถานการณ์ทางการเมืองรวมถึงข่าวคร่าวต่างๆด้วย ดังนั้นเขาย่อมรู้ว่าเบื้องหลังของเชื้อพระวงศ์แต่ละคนไม่ได้มีคนไหนที่ดีอย่างน่าพอใจ พวกเขามีแต่ต้องเลือกคนที่มาเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไปโดยไม่สร้างปัญหามากกว่าเดิมก็เท่านั้น
องค์รัชทายาทไม่ได้มีปัญหากับพวกหัวเมืองต่างๆ แถมความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรอื่นๆก็ไม่แย่เท่ากับองค์ชายพระองค์อื่น ดังนั้นการเลือกอยู่กับองค์รัชทายาทเงียบๆจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แน่นอนว่าในฐานะแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักร พวกเขาไม่สามารถเลือกเข้าข้างฝ่ายใดได้ชัดเจน
ไม่อย่างนั้นมันจะเป็นการยืนยันเกินไปและทำให้องค์ชายพระองค์อื่นๆท้อแท้จนไม่สร้างความดีความชอบอีก ไม่สิ! อาจจะทำให้องค์จักรพรรดิไม่พอใจด้วยก็ได้
ดังนั้น การเลือกของตระกูลหวงจึงเป็นความลับอยู่เสมอ แต่...อย่าให้พวกเขาได้วางตัวเป็นศัตรูกับผู้ใด เหมือนกับที่กำลังลงดาบต่อพระชายา เพราะนั่นหมายถึงจุดจบของพวกเขาทันที!
“อะ อ่า....เช่นนั้นสินะขอรับ” แม้ว่าผู้นำตระกูลจะหัวเราะตอบรับเหมือนไม่มีอะไร ทว่าเหงื่อของเขากลับไหลซึมท่วมใบหน้า ซีเฉิงรู้ว่าหลังจากนี้คนรักของเขาคงจะถูกสอบสวนโดยครอบครัวเป็นเวลานานแน่
การที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ “องค์รัชทายาท” โดยตรง ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเพิ่งเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นในวัง ดังนั้นซีเฉิงจึงไม่ต้องการรบกวนเวลาของพวกเขาอีก ก็นะ...ยิ่งปล่อยให้ได้คุยกันเร็วเท่าไร ชิงหมินของเขาก็จะได้พักผ่อนเร็วขึ้นเท่านั้นด้วย
แม่ทัพใหญ่กระโดดขึ้นม้าตัวใหญ่ด้านหน้าที่เดินตามทางมาด้วยกันตลอดอย่างว่าง่าย หลังจากนั้นเขาก็ควบม้าห้อตะบึงไปไกลไม่เห็นฝุ่น ทิศทางนั้นยังคงเป็นกองทัพทหารเหมือนกับที่ผ่านๆมา ราวกับว่าจวนสกุลหวงของเขาเป็นเพียงสถานที่เก็บรถม้าและของไร้ประโยชน์เท่านั้น
ผู้นำตระกูลหลี่ส่งสายตาไม่ให้ทุกคนเอ่ยอะไรออกไปในตอนนี้ พวกเขารีบเข้าจวนแล้วปิดประตูเงียบ แน่นอนว่าเป็นอย่างที่ซีเฉิงคาดเดา เพราะทันทีที่ประตูห้องปิดลง ทุกคนก็เอ่ยถามเขาอย่างเป็นกังวลแล้ว
แม้ว่าชิงหมินจะเล่าเรื่องทั้งหมดด้วยความใจเย็นและทำให้พวกเขาไม่เป็นกังวลมากที่สุด กระนั้นทุกคนก็รับรู้ได้ถึงสถานการณ์จริงที่คงจะเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต พระชายาที่ต้องการลงมือกับบุตรชายของเขาด้วยงูพิษเพื่อต่อรองกับแม่ทัพใหญ่ ไหนจะยังพยายามสร้างหลักฐานเท็จด้วยการโยนความผิดให้กบฏผีอีก นี่มันถือเป็นเรื่องเล็กๆได้เสียทีไหน!!
แล้วก็เป็นอย่างที่ทุกคนเข้าใจ ไม่กี่วันต่อมา ในขณะที่บ้านเดิมของพระชายาองค์รัชทายาทกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก ก็มีข่าวเกี่ยวกับพระชายาออกไปว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนกลุ่มกบฏผีเสียแล้ว
คนที่ข้องเกี่ยวกับชื่อ “กบฏผี” ไม่มีใครตายดีสักคน แน่นอนว่าพระชายาเองก็เช่นกัน หลังจากที่มีข่าวเรื่องนี้ออกไป องค์จักรพรรดิก็บันดาลโทสะอย่างหนัก สั่งประหารเจ็ดชั่วโคตรของบ้านเดิมพระชายาไม่รอให้ต้องสอบสวนอีกต่อไป เห็นได้ชัดเลยว่าพระองค์ไม่ต้องการให้มีผู้คนอ้างเรื่องกบฏผีขึ้นมาอีกครั้ง
แน่นอนว่าเรื่องนี้พระชายาทำสิ่งใดไม่ได้นอกจากจะต้องยอมรับชะตากรรมของตนเอง หากเป็นแค่ความพยายามที่จะช่วยเหลือครอบครัวเดิมของตน โทษของนางอาจจะถูกเนรเทศหรือไล่ไปอยู่ตำหนักร้างไร้ผู้คนสนใจ ทว่า....เพราะพระนางต้องการเล่นหมากที่ตนเองไม่เสียหายเลย ดังนั้นมันถือเป็นหมากที่ความเสี่ยงสูงอยู่แล้ว
พระนางเพียงไม่คิดว่าแม่ทัพใหญ่จะปรากฏตัวขึ้นที่นี่ และเจ้าคุณชายสกุลหลี่ผู้นั้นก็มียาแปลกๆเพื่อจัดการกับงูพิษตัวใหญ่ที่นางเตรียมมา
ทุกอย่างมันผิดพลาดไปทั้งหมด!! ทุกอย่างกระทั่งชีวิตของนาง.....
…………………………………………………..