ดวงตาของนักพรตหนุ่มแห่งสำนักกระบี่สุริยันเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขีดสุด พลังปราณสีดำทมิฬที่ะเิออกจากร่างของเยี่ยเฟยิไม่ได้เป็เพียงแค่พลังทำลายล้าง แต่มันคือแรงกดดันที่สะกดจนมันไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว
"กะ... แกมันตัวอะไรกันแน่!"
นั่นคือคำพูดสุดท้ายของมัน ก่อนที่เฟยิจะวาดมือขวาที่สวมแหวนหยกนิลออกไปเบื้องหน้า คลื่นพลังงานอนธการม้วนตัวกลายเป็กรงเล็บความมืดขนาดใหญ่ ฉีกกระชากร่างของนักพรตหนุ่มจนแหลกสลายกลายเป็เเถถ้าถ่านในพริบตา ไม่เหลือแม้แต่หยดเืให้เปรอะเปื้อนแผ่นดิน
ทว่าทันทีที่ศัตรูสิ้นชีพ พลังมหาศาลที่เกินกว่าร่างกายของปุถุชนจะรับไหวก็ตีกลับอย่างรุนแรง าแและเส้นชีพจรทั่วร่างของเฟยิกรีดร้องด้วยความเ็ป สติของเขาดับวูบลงทันที ร่างของชายหนุ่มร่วงกระแทกพื้นดินข้างกายหลินเสี่ยวชิงที่ไร้สติไปก่อนหน้านี้
...
ในห้วงนิทราอันลึกล้ำ เฟยิลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความงุนงง เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังลอยคว้างอยู่ในอวกาศอันกว้างใหญ่ ท้องฟ้าเบื้องบนมืดมิดไร้ขอบเขต พื้นล่างดุจผืนน้ำสีดำสนิทที่สะท้อนเงาร่างของเขา รอบกายมีหอตำราโบราณขนาดมหึมานับหมื่นนับแสนเล่มลอยล่องอยู่กลางอากาศราวกับดวงดาว มันยิ่งใหญ่และเก่าแก่จนน่าใจหาย
"ที่นี่มัน... ที่ไหนกัน? ข้าตายแล้วงั้นเหรอ?" เฟยิพึมพำพลางก้มมองมือตัวเอง
ฟู่!
ทันใดนั้น เปลวไฟสีม่วงดำดวงหนึ่งก็ปะทุขึ้นตรงหน้า มันม้วนตัวไปมาคล้ายกับสิ่งมีชีวิต และแผ่กลิ่นอายอันทรงอำนาจจนเฟยิสะดุ้งสุดตัวล้มก้นจ้ำเบ้ากับพื้นน้ำ ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มด้วยความใ
"เฮ้ย! ตัวอะไรน่ะ! ไฟ... ไฟพูดได้งั้นเหรอ?!" เฟยิร้องลั่นพลางถอยหนีด้วยความลนลานสไตล์ปุถุชนที่ไม่เคยเจอสิ่งเหนือธรรมชาติ
"ใจเย็น ๆ ก่อนไอ้หนู ข้าไม่ใช่ผีสางที่ไหน" เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยบารมีดังออกมาจากเปลวไฟดวงนั้น "ที่นี่คือมิติภายในของแหวนหยกนิลกลืน์... และข้าคือ 'อัคคีนิล' จิติญญาแห่งไฟาที่เป็ทั้งสหายและคู่หูของประมุขตระกูลจักรพรรดิแห่งอนธการคนก่อน"
"แหวนหยกนิล? ตระกูลจักรพรรดิ... อนธการ? นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!" เฟยิกุมขมับ ร่างกายยังคงสั่นระริก "แล้วพลังสีดำมหาศาลที่ข้าใช้ฆ่านักพรตคนนั้นล่ะ... มันคืออะไร? นี่ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?"
"มันคือเื่จริง ยินดีด้วยที่เ้ารอดชีวิตมาได้ พลังเมื่อครู่คือสายเืที่แท้จริงของเ้า เด็กหนุ่มเอ๋ย... โลกใบนี้มันอนาถนัก หากเ้าอยากจะปกป้องสิ่งใด เ้าต้องแข็งแกร่งเท่านั้น!" อัคคีนิลเอ่ยเตือนสติ
"แข็งแกร่งงั้นเหรอ? ข้าเนี่ยนะ?" เฟยิแค่นหัวเราะยิ้มสมเพชตัวเอง "ข้าเป็แค่คนตัดฟืนธรรมดา ๆ ไม่รู้จักแม้แต่การััปราณ พร์ก็ไม่มี พวกชาวบ้านยังบอกเลยว่าข้าไม่มีรากปราณด้วยซ้ำ ปุถุชนซอมซ่ออย่างข้า... จะไปบำเพ็ญเพียรเป็เซียนได้จริงๆ หรอ? มันจะเป็ไปได้ยังไง!"
"หึ ๆๆ ปุถุชนงั้นรึ? พวกเซียนตาถั่วพวกนั้นมันจะไปรู้อะไร!" อัคคีนิลหัวเราะร่าจนเปลวไฟไหววูบ "ที่เ้าไม่มีรากปราณทางโลก เพราะสายเืในกายของเ้ามันสูงส่งเกินไปต่างหาก! พวกเซียนจอมปลอมที่เ้าเห็น มันบำเพ็ญตนผ่าน 12 มหาระดับพลัง เริ่มจากควบแน่นปราณ เปิดชีพจร สร้างฐานราก แกนทองคำ และิญญาก่อกำเนิด... ข้านี่แหละ จะเป็คนชี้แนะกฎเกณฑ์และช่วยเ้าทลวงผ่านแต่ละขั้นเอง ด้วยวิชาของตระกูลเ้า เ้าจะเหนือกว่าพวกมันนับสิบเท่า! แต่ก่อนอื่น... เ้าต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความจริงข้างนอกได้แล้ว จิติญญาของเ้าพร้อมจะตื่นหรือยัง?"
สิ้นคำของอัคคีนิล สติของเฟยิก็ถูกฉุดกระชากกลับสู่โลกความจริงชวนหดหู่ทันที
เขาตื่นขึ้นมาท่ามกลางซากปรักหักพังที่มอดไหม้ ความร้อนของเปลวไฟและกลิ่นไหม้โชยเข้าจมูก สิ่งแรกที่เขาทำคือการหันไปสำรวจร่างของหลินเสี่ยวชิง เด็กสาวนอนนิ่งสนิท ลมหายใจแผ่เบาจนแทบััไม่ได้ ผิวพรรณซีดเผือดราวกับคนตาย ทว่าหัวใจยังคงเต้นอยู่ลึก ๆ
"เสี่ยวชิง! เสี่ยวชิงตื่นสิ! ได้โปรด..." เฟยิเขย่าร่างเธอทั้งน้ำตา
"นางถูกพลังสะกดิญญาของพวกสำนักเซียนโจมตี จิติญญาจึงหลับใหลกลายเป็เ้าหญิงนิทรา" เสียงของอัคคีนิลดังขึ้นในหัวของเขา "หากอยากให้นางกลับมามีชีวิต เ้าต้องบำเพ็ญตนจนถึงระดับที่สูงพอจะปรุงโอสถคืนิญญาให้ได้ ยิ่งช้า... ิญญานางจะยิ่งสลาย"
เฟยิขบกรามแน่นจนเืซึม หยาดน้ำตาไหลพราก เขาอุ้มร่างอันไร้สติของเสี่ยวชิงไปหลบในถ้ำท้ายเขาที่ปลอดภัย จากนั้นจึงเดินกลับเข้ามาในหมู่บ้านที่บัดนี้กลายเป็สุสานอันเงียบงัน
เื่ราวดราม่าที่บีบคั้นหัวใจที่สุดเริ่มต้นขึ้น... เมื่อเฟยิกวาดสายตาไปรอบ ๆ เขาพบว่าร่างของชาวบ้านส่วนใหญ่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือทิ้งไว้เพียงคราบเืและเศษเสื้อผ้ากระจัดกระจาย มีเพียงร่างของคนในหมู่บ้านที่คุ้นเคยไม่กี่คนนอนแน่นิ่งอยู่
ชายหนุ่มเริ่มลงมือขุดหลุมศพด้วยมือเปล่าทีละหลุม... คนแล้วคนเล่า
เขาฝังร่างของป้าหวัง แม่ค้าใจดีที่คอยยื่นหมั่นโถวให้เขา นิ้วมือของเฟยิครูดกับศิลาและเศษไม้จนเล็บหลุด เืสด ๆ ไหลซึมปนไปกับดินโคลน แต่เขาไม่ยอมหยุด รสชาติของความสูญเสียมันเ็ปและทรมานเกินกว่าจะรู้สึกเจ็บทางกาย เขาฝังร่างของลุงผู้ใหญ่บ้าน น้าชายร้านขายผัก ทุกคนที่เคยหัวเราะและมอบความอบอุ่นให้เขา บัดนี้กลับกลายเป็เพียงร่างที่ไร้ิญญาใต้ผืนดินด้วยน้ำมือของพวกเซียน
จนกระทั่งมาถึงร่างสุดท้าย... ลุงหลิน ชายผู้เปรียบเสมือนบิดาแท้ ๆ ของเขา
ลุงหลินนอนนิ่งสงบ ใบหน้ายังคงแฝงความทรมาน แต่สัญชาตญาณสุดท้ายก่อนตาย ลุงหลินกลับกุมมือทั้งสองข้างไว้แน่นที่หน้าอก เมื่อเฟยิคุกเข่าลงและค่อย ๆ แกะมือหยาบกร้านของชายชราออก เขาก็ต้องชะงักด้วยความฉงน
ในมือของลุงหลิน... มีป้ายหินสีดำสนิทแผ่นหนึ่งสลักชื่อ 'เยี่ยเฟยิ' เอาไว้ด้วยตัวอักษรสีทอง มันคือป้ายชื่อที่อยู่ติดตัวเขามาั้แ่ทารกที่ลุงหลินซ่อนเก็บเอาไว้ใต้ถุนบ้านมาตลอดสิบเจ็ดปี และลุงหลินยอมสละชีวิตแอบวิ่งไปหยิบมันออกมาปกป้องไว้ก่อนตาย
"ลุงหลิน... ทำไมท่านต้องปกป้องป้ายนี้จนตัวตายด้วย... มันสำคัญกว่าชีวิตของท่านงั้นเหรอ..." เฟยิกอดร่างของลุงหลินร้องไห้โฮอย่างบ้าคลั่ง ความลึกลับและปมปัญหามากมายรุมเร้าจนเขาแทบกระอักเื
"อัคคีนิล! ตอบข้ามาที! ป้ายนี้คืออะไรกันแน่? แล้วข้า... ข้าเป็ใครกันแน่ ทำไมชีวิตข้าต้องมาเจอเื่แบบนี้!" เฟยิะโถามจิติญญาไฟในหัวด้วยความอัดอั้นและสับสนสติแทบหลุด
อัคคีนิลเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจังและลดความขี้เล่นลง "ป้ายนั้นคือ 'ศิลาเบิกเนตรอนธการ' มันคือสิ่งยืนยันว่าเ้าคือทายาทสายเืบริสุทธิ์คนสุดท้ายของตระกูลจักรพรรดิแห่งอนธการที่ถูกลบเลือนไปนับหมื่นปี... เ้าไม่ใช่ปุถุชนธรรมดา เฟยิ เอ๋ย ความจริงเกี่ยวกับตัวเ้ามันยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าที่เ้าจะรับไหวในตอนนี้ บดขยี้สำนักสวะนี่และแข็งแกร่งขึ้นให้ได้ก่อน แล้วเ้าจะรู้เองว่าทำไมพวกมันถึง้าศิลาปราณใต้แผ่นดินเมืองนี้"
หลังจากฝังร่างลุงหลินเสร็จสิ้น เฟยิยืนอยู่หน้าสุสานนับสิบ ดวงตาที่เคยชุ่มด้วยน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่นอันเยือกเย็นและดุดัน ปมปัญหามากมายถาโถมเข้ามาในใจพร้อม ๆ กัน ท้าทายให้เขาต้องออกเดินทางหาคำตอบ
ตัวเขาที่แท้จริงคือใคร และตระกูลอนธการหายไปไหนกันแน่?
สำนักกระบี่สุริยัน้าอะไรจากศิลาปราณใต้แผ่นดินนี้ และใครอยู่เื้ัการกวาดล้างครั้งนี้?
เขาจะแข็งแกร่งขึ้นกี่ขั้น เพื่อไปหาวัตถุดิบระดับสูงมาช่วยชีวิตเสี่ยวชิงให้ฟื้นกลับมา?
"นับั้แ่วินาทีนี้ไป... ปุถุชนเยี่ยเฟยิได้ตายไปพร้อมกับหมู่บ้านนี้แล้ว" เฟยิเอ่ยเสียงต่ำพลาวกำป้ายหินสีดำในมือแน่นจนห่อเื "อัคคีนิล... สอนข้าที เริ่มการฝึกตนเถอะ ข้าจะพลิกวิถีเซียนโสมมนี้ด้วยมือของข้าเอง!"