ปู้เฝิงก้าวออกจากสมาคมทหารรับจ้างแล้วขึ้นรถม้าไปทันที
ภายในรถม้านั้น นอกจากตัวเขาแล้ว ยังมียอดฝีมือรับเชิญของตระกูลปู้เฝิงนั่งอยู่ด้วยอีกคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเศรษฐีบนโลกมนุษย์ที่ต้องมีบอดี้การ์ด ยอดฝีมือผู้นี้คือผู้ที่ปู้เฝิงยอมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเชิญมาคุ้มกันโดยเฉพาะ
นี่คือผู้ฝึกยุทธ์ในขอบเขตห้าวหาญ! ด้วยฐานะทางการเงินของตระกูลปู้เฝิง การจะว่าจ้างยอดฝีมือระดับนี้ย่อมไม่ใช่เื่ที่เกินกำลัง
“ท่านผู้นำตระกูล ดูเหมือนจะมีหางตามหลังเรามาสองสามตัว ให้ข้าลงมือจัดการพวกมันเลยหรือไม่?”
ยอดฝีมือรับเชิญผู้นั้นนั่งกอดอก มือกุมกระบี่ล้ำค่าไว้มั่น ดวงตาปิดปรือลงเล็กน้อย ให้กลิ่นอายและท่วงท่าประดุจยอดฝีมือผู้เร้นกาย
“มีกี่หางรึ?”
ปู้เฝิงนึกเชื่อมโยงคำพูดของอีกฝ่ายเข้ากับกลุ่มของเซี่ยฝูคุนทั้งสามคนโดยสัญชาตญาณ
“ฮ่าๆ มิต้องรีบร้อน กลับไปที่ตระกูลก่อนเถิด ที่นี่คือเมืองหลวง หูตาคนมากมายนัก หากเ้าลงมือที่นี่ ท่านราชครูคงมิปล่อยเ้าไว้แน่ รอให้ถึงตระกูลก่อนเถอะ แล้วค่อยจัดการพวกมันเสียให้สิ้นซาก”
“ตกลง”
เซี่ยฝูคุนและเยี่ยชิงหว่านคาดไม่ถึงเลยว่า ทันทีที่พวกเขาเริ่มสะกดรอยตามปู้เฝิง ก็ถูกยอดฝีมือข้างกายอีกฝ่ายล่วงรู้ตัวตนเสียแล้ว
ทว่าทางด้านปู้เฝิงเองก็มองเซี่ยฝูคุนและพวกเป็เพียงทหารรับจ้างทั่วไป หากเขาล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของชิงมู่เสวียนและเยี่ยชิงหว่านแล้วละก็ เขาคงไม่ออกคำสั่งเช่นนี้เป็แน่
เพราะในอาณาจักรหย่าสือหลานแห่งนี้ จะมีผู้ใดกล้าไปล่วงเกินยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรกันเล่า?
ไม่นานนัก รถม้าของปู้เฝิงก็เดินทางกลับถึงภายในตระกูล ซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก เซี่ยฝูคุนและพวกพ้องทั้งสามก็ตามมาหยุดอยู่ที่ด้านนอกตระกูลปู้เฝิงในเวลาไล่เลี่ยกัน
“พวกเราจะเข้าไปเลยหรือไม่?”
เซี่ยฝูคุนเอ่ยถามเยี่ยชิงหว่าน
“อย่าเพิ่งรีบร้อน ในเมื่อแน่ใจแล้วว่าปู้เฝิงกลับเข้าตระกูล บุปผาเทพโลหิตย่อมต้องอยู่ที่นี่แน่นอน พวกเราหาที่พักละแวกนี้ก่อนเถิด”
ภายใต้การนำของเยี่ยชิงหว่าน ทั้งสามจึงเปิดห้องพักในโรงเตี๊ยมใกล้กับบ้านตระกูลปู้เฝิง
“คืนนี้ เ้าไปสำรวจในตระกูลปู้เฝิงกับข้าสักรอบ ข้ารู้สึกว่าภายในตระกูลนั้นมีกลิ่นอายเย็นะเืพิกล”
เมื่อได้ยินคำพูดของเยี่ยชิงหว่าน เซี่ยฝูคุนก็พยักหน้า
ััของเขานั้นเฉียบคมยิ่งกว่าเยี่ยชิงหว่านเสียอีก ในเมื่อนางยังรู้สึกถึงความอึมครึมเย็นเยือกนั้นที่แผ่ซ่านออกมาจากภายในตระกูลปู้เฝิงได้ มีหรือที่เขาจะไม่รู้
เพียงแต่เขาไม่ค่อยเข้าใจว่า เหตุใดในตระกูลใหญ่โตเช่นนี้ ถึงได้มีบรรยากาศที่น่าสยดสยองประหนึ่งสุสานเช่นนี้ได้
หรือว่า...
...
ภายในตระกูลปู้เฝิง
ปู้เฝิงยืนอยู่หน้าห้องรับรองห้องหนึ่ง
“ท่านอาจารย์ บุปผาเทพโลหิตที่ท่าน้า ข้านำมาให้แล้วขอรับ โอสถโลหิตสิบเม็ดที่ท่านเคยรับปากไว้ หวังว่าท่านคงจะรักษาสัญญานะขอรับ!”
ปู้เฝิงเอ่ยเรียกเข้าไปในห้องด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังและเกรงใจ
“ฮี่ๆๆ—”
ภายในห้องส่งเสียงหัวเราะอันเย็นะเืบาดลึกถึงกระดูกออกมา ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของปู้เฝิงที่ถูกแรงดึงดูดมหาศาลฉุดเข้าไปข้างในทันที
“ผู้นำตระกูลปู้เฝิง วางใจเถิด เื่ที่ข้าแซ่เย่ารับปากเ้าไว้ ย่อมทำสำเร็จได้แน่ ทว่า...”
ด้านหน้าของปู้เฝิงคือชายชราที่ผอมแห้งประดุจกิ่งไม้ตายซาก ใบหน้าถูกปกคลุมด้วยหน้ากากหน้าผีดูอัปลักษณ์ มือที่ยื่นออกมาเหี่ยวแห้งเห็นแต่กระดูกประหนึ่งอุ้งเท้าปีศาจ ให้ความรู้สึกที่สยดสยองและน่าเกรงขามอย่างยิ่ง
“เชิญท่านอาจารย์พูดมาได้เลยขอรับ”
ปู้เฝิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทุกครั้งที่เขามาพบเย่าตู๋จิ่ว เขามักจะรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนเสมอ ทว่าเพื่อโอสถโลหิตสิบเม็ดนั้น ต่อให้ต้องเสี่ยงอันตรายเพียงใดเขาก็ต้องจำยอม!
“จริงๆ ก็มิใช่เื่ใหญ่อันใด”
เย่าตู๋จิ่วสะบัดมือ ทันใดนั้นกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งห้อง
“เพียงแต่เด็กชายพรหมจรรย์ที่เ้าเตรียมไว้ให้ข้าก่อนหน้านี้ ข้าได้หลอมไปจนหมดสิ้นแล้ว ยามนี้แม้จะได้บุปผาเทพโลหิตมา ทว่าหากขาดสื่อกลางไป ผู้นำตระกูลปู้เฝิง หากเ้ายังปรารถนาโอสถโลหิตเ่าั้ เ้าต้องไปเสาะหาเด็กชายที่เกิดในเวลาหยิน (เวลาอัปมงคลตามหลักโหราศาสตร์) มาให้ข้าอีกสิบคน!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเย่าตู๋จิ่ว หางตาของปู้เฝิงก็กระตุกอย่างรุนแรง
ตามหลักแล้ว คนระดับเขาที่เจนจัดในโลกธุรกิจ ย่อมเห็นความตายเป็เื่ธรรมดาและมักจะอำมหิตเพื่อผลประโยชน์ ทว่าวิธีการของเย่าตู๋จิ่วที่ควักหัวใจเด็กชายมาเป็สื่อกลางเช่นนี้ เขาเพิ่งเคยพบเจอเป็ครั้งแรก ทุกครั้งที่ได้ยินจึงอดที่จะรู้สึกเสียวสันหลังวาบไม่ได้
ใน่เวลาที่ผ่านมา ในเมืองเป่าหลัวซึ่งเป็ที่ตั้งของตระกูลปู้เฝิง มีเด็กชายบริสุทธิ์หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยจำนวนมาก จนชาวบ้านผู้สูญเสียบุตรหลานเริ่มจะรวมตัวกันเพื่อเดินทางไปร้องทุกข์ต่อทางการที่เมืองหลวงแล้ว
หากย้อนกลับไปตอนแรกเริ่ม แล้วเย่าตู๋จิ่วบอกเงื่อนไขเช่นนี้แก่เขา ปู้เฝิงย่อมไม่มีทางตกลงทำสัญญากับปีศาจตนนี้เด็ดขาด
ทว่าตอนนี้ธนูถูกง้างจนสุดสาย ไม่อาจถอยหลังกลับได้แล้ว
เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
ปู้เฝิงพูดกับเย่าตู๋จิ่วว่า
“ท่านอาจารย์เย่าโปรดวางใจ ปู้เฝิงจะเตรียมสิ่งที่ท่าน้าไว้ให้พร้อมขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดี คืนนี้ดวงจันทร์เต็มดวง เหมาะแก่การหลอมโอสถยิ่งนัก เ้าจงเตรียมเด็กชายเ่าั้มาให้พร้อมก่อนสิ้นแสงตะวัน ข้าจะหลอมโอสถโลหิตให้เ้าเอง”
ปู้เฝิงค่อยๆ ถอยออกจากห้องของเย่าตู๋จิ่วอย่างเงียบเชียบ เขารู้สึกว่าแผ่นหลังของตนเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เย่าตู๋จิ่วผู้นี้ ไม่รู้ว่าเป็คนหรือผีกันแน่!
ไฉนจึงมีจิตใจโเี้และน่ากลัวถึงเพียงนี้!
ปู้เฝิงส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ รีบสั่งการให้คนสนิทไปเสาะหาเด็กชายบริสุทธิ์มาให้เย่าตู๋จิ่วตามที่้าทันที
ทางด้านเซี่ยฝูคุนและเยี่ยชิงหว่าน หลังจากรอจนค่ำ และกำชับให้ชิงมู่เสวียนพักผ่อนอยู่แต่ในที่พักแล้ว ทั้งสองจึงค่อยๆ ลอบเข้าไปในตระกูลปู้เฝิงอย่างช้าๆ
จากระยะไกล ทั้งสองััได้ว่าบรรยากาศเหนือบ้านตระกูลปู้เฝิง คล้ายมีกลุ่มก้อนไอมารอันเย็นะเืแผ่ซ่านปกคลุมอยู่
“ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่เหมือนกับการหลอมโอสถโลหิตเลย การหลอมโอสถโลหิตไม่ควรจะมีกลิ่นอายอาฆาตที่รุนแรงถึงเพียงนี้ คนตระกูลปู้เฝิงคิดจะทำสิ่งใดกันแน่”
เยี่ยชิงหว่านสูดลมหายใจลึก นางรู้สึกว่าเื่ราวในครานี้คล้ายจะบานปลายเกินกว่าที่นางคาดการณ์ไว้มากนัก
ส่วนเซี่ยฝูคุนนั้น เขาได้ส่งกระแสจิตเข้าไปในระบบหลอมปีศาจเตรียมพร้อมไว้แล้ว หากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้น เขาสามารถเช่าสัตว์อสูรระดับสูงออกมาได้ทุกเมื่อ
อย่างไรก็ตาม เซี่ยฝูคุนก็ไม่ได้ปรารถนาจะพึ่งพาระบบเช่าสัตว์อสูรไปเสียทุกเื่ เพราะมันเหมือนการใช้บัตรเครดิตบนโลกมนุษย์ หากเสพติดการใช้แต้มทางลัดมากเกินไป ในวันหน้าหากเผชิญวิกฤตที่แท้จริงแล้วไม่อาจเรียกใช้สัตว์อสูรระดับสูงได้ เขาคงต้องจบเห่แน่
เซี่ยฝูคุนเดินตามหลังเยี่ยชิงหว่านไปอย่างเงียบๆ
สองเงาร่างอาศัยความมืดมิด ค่อยๆ ทะยานเข้าสู่ใจกลางตระกูลปู้เฝิงอย่างรวดเร็ว
และในขณะนั้นเอง ภายในตระกูลปู้เฝิง
เย่าตู๋จิ่วก็ได้ก้าวออกจากห้องรับรองของตนแล้ว
เขามองขึ้นไปยังดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า มุมปากปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายที่ยากจะซ่อนเร้น
โอสถโลหิตนั้นเป็เพียงข้ออ้างที่เขาใช้ล่อลวงตระกูลปู้เฝิงเท่านั้น
มีหรือที่เขาจะยอมตรากตรำลงแรงมหาศาลเพื่อหลอมโอสถให้คนธรรมดาเช่นนั้น?
เป้าหมายที่แท้จริงของเขา คือการอาศัยฤกษ์ยามที่ฟ้าดินและผู้คนเป็ใจในค่ำคืนนี้ เพื่อทำสัญญาผูกมัดกับปีศาจให้สำเร็จ...
หากสัญญานี้ลุล่วง พลังของเขาก็จะก้าวะโขึ้นถึงสองระดับในทันที!
ตอนนี้เขาคือนักหลอมโอสถระดับหก หากสัญญาผูกมัดสำเร็จ เขาจะเลื่อนขั้นขึ้นเป็นักหลอมโอสถระดับแปด!
ซึ่งนักหลอมโอสถระดับแปดนั้น โดยพื้นฐานแล้วจะมีพลังทัดเทียมกับยอดฝีมือในขอบเขตอานุภาพเทพเป็อย่างน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น นักหลอมโอสถระดับแปด...
อย่าว่าแต่อาณาจักรหย่าสือหลานเลย ต่อให้มองไปทั่วทั้งแคว้นชื่อสุ่ย จะมีอยู่สักกี่คนกัน?