“อัญ พ่อกับแม่กลับมาแล้ว” เสียงเครื่องยนต์ที่ดังมากเป็พิเศษซึ่งสะท้อนถึงความเก่าและแก่ของรถ พร้อมด้วยเสียงบีบแตรและเสียงเรียกอันดังของพ่อที่ดังมาจากหน้าบ้านใน่เวลาเกือบสองทุ่มทำให้อัญจรีแววตาเป็ประกายสดใส เธอยิ้มกว้างและวิ่งออกมารับพ่อกับแม่ที่หน้าบ้านด้วยความคิดถึง
“อัญคิดถึงพ่อกับแม่” เธอโผเข้าหาตรีก่อน ตรีอ้าแขนกว้างอย่างรอท่าไว้แล้ว และทันทีที่จับร่างน้อยของลูกสาวได้เขาก็รีบอุ้มเธอขึ้นจากพื้น ไม่เท่านั้นยังจับร่างเธอโยนขึ้นไปเหนือศีรษะอีกด้วย
อัญจรีส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดอย่างตื่นเต้นขณะที่ลอยอยู่บนอากาศ แต่เธอไม่รู้สึกกลัวเลยสักนิดเพราะรู้ว่ามีมือและอ้อมแขนอันแข็งแรงของพ่อรอรับอยู่เบื้องล่าง
“พี่ระวังลูกตก” คนเป็แม่ส่งเสียงหวีดเล็ก ๆ ขณะที่พ่อและลูกยังคงส่งเสียงหัวเราะดังลั่นลานบ้าน
ทันทีที่ร่างตกมาอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นของพ่ออีกครั้ง อัญจรีได้ใช้มือทั้งสองข้างรวบต้นคอหนาของพ่อไว้แน่นและซุกซบอยู่กับซอกคอของพ่อนิ่งนาน
“น้องอัญรักพ่อที่สุด”
น้อยครั้งที่จะเห็นตรีมีน้ำตาซึมแบบนี้ “พ่อก็รักน้องอัญที่สุดเหมือนกัน”
“แล้วแม่ล่ะ” น้ำเสียงน้อยใจเล็ก ๆ ของดวงฤทัยถามขึ้น
สองพ่อลูกส่งยิ้มกว้างให้กัน แล้วตรีก็ปล่อยร่างของลูกลงกับพื้น
“น้องอัญก็รักแม่ที่สุดใมโลกเหมือนกัน” เธอวิ่งเข้ามากอดต้นขาทั้งสองข้างของแม่และบอกรักอย่างไม่ไว้ท่า
ดวงฤทัยก้มตัวลงแล้วกอดร่างลูกสาวเอาไว้แน่น “ทำไมลูกสาวแม่น่ารักขนาดนี้นะ มาเถอะ แม่มีรางวัลให้ด้วย แต่ต้องช่วยพ่อกับแม่เอาข้าวของไปเก็บในบ้านก่อนนะ”
อัญจรีพยักหน้าตกลงและเดินวนช่วยขนของเข้าบ้านอย่างแข็งขันตามกำลังที่เด็กวัยห้าขวบจะสามารถทำได้ในตอนนั้น
“ของรางวัลสำหรับลูกสาวคนขยันของแม่” คนเป็แม่ยื่นกล่องกระดาษสีขาวเล็ก ๆ ทรงสี่เหลี่ยมให้
เมื่อเห็น เธอก็รู้ทันทีว่าข้างในเป็อะไร และเมื่อรู้ว่าแม่ต้องแลกด้วยเงินที่ได้จากการขายผักมัดละสองบาทจำนวนห้ามัด เธอก็ยิ่งรู้สึกแสบร้อนในโพรงจมูกมากขึ้น
อัญจรียกมือไหว้ก่อนรับเค้กชิ้นเล็ก ๆ ชิ้นนั้นมาไว้ในมือ “เค้กมันแพง” เธอพูดเสียงเครือ
“ไม่แพงหรอก รีบกินสิของชอบของลูกไม่ใช่หรือ” ตรีก้มลงพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“อัญไม่ชอบกินเค้กแล้ว คราวหน้าพ่อกับแม่ไม่ต้องซื้อมานะ อัญชอบกินข้าวแต๋นราดน้ำอ้อยฝีมือยายมากกว่า”
ดวงตายิ้มตาแทบปิด “งั้นพรุ่งนี้ยายจะทำข้าวแต๋นให้นะ”
อัญจรีพยักหน้าตกลง เธอเปิดกล่องเค้กออกก็เจอเค้กทรงสี่เหลี่ยมที่แต่งหน้าด้วยครีมหลากสีชวนสะดุดตาและดูน่ากินเป็อย่างมาก
เธอใช้ช้อนพลาสติกเล็ก ๆ ที่แถมมาตักเค้กคำโตและยื่นให้ที่ปากแม่ “แม่กิน”
“แม่ไม่ชอบกินเค้ก อัญกินเถอะ”
“ถ้าแม่ไม่กิน อัญก็จะไม่กิน” อัญจรีพูดด้วยน้ำเสียงดื้อรั้น
ดวงฤทัยมองลูกยิ้ม ๆ และอ้าปากรับอย่างเสียไม่ได้ หลังจากป้อนแม่แล้วเธอก็ตักป้อนพ่อและยายต่อ จนเค้กเหลือแค่หนึ่งในสาม เธอก็กินส่วนที่เหลือด้วยสีหน้ามีความสุข เมื่อเห็นสีหน้าเปี่ยมสุขของเธอ ผู้ใหญ่ทั้งสามก็ต่างพากันยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไปด้วย
“รีบไปอาบน้ำอาบท่ากันก่อน แม่จะไปตั้งสำรับ” ดวงตาหันไปบอกตรีและดวงฤทัยก่อนจะลุกไปอุ่นอาหารที่ทำเตรียมไว้แล้ว
“วันนี้กลับค่ำมาก ขายไม่ค่อยดีหรือ” เธอถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงและรู้สึกเป็ทุกข์เมื่อเห็นสีหน้าเหน็ดเหนื่อยของสองสามีภรรยาที่กำลังตักข้าวเข้าปากอย่างหิวโหย
“มันเป็่ปลายเดือน เลยขายยากหน่อย ต้องเดินขายตามหมู่บ้านจัดสรรหลายที่” ตรีตอบ
“คราวหน้าถ้าขายไม่หมดก็เอากลับมากินกันเอง อย่ากลับค่ำมาก ถนนหนทางมันอันตราย รถเราก็ไม่ได้สภาพดีนัก”
“ไม่เป็ไรครับแม่ ผมจะขี่ให้ระวังมากขึ้น รับรองไม่อันตราย เราไม่อยากให้เหลือกลับ ทนเดินวนขายอีกนิดก็ได้เงินติดมือเพิ่มมาหลายบาทแล้ว”
ดวงตาถอนหายใจยาวอย่างอ่อนใจในความดื้อรั้นของลูกเขย แต่ในความอ่อนใจก็มีความภูมิใจและการชื่นชมแฝงอยู่ ลูกสาวเธอเลือกสามีไม่ผิดจริง ๆ ถึงแม้เขาจะไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ติดตัวอย่างใครเขา แต่ความจริงใจ ความมั่นคง และความตั้งใจจริงของตรีเป็สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เธอเชื่อว่าชีวิตของลูกสาวและลูกเขยต้องดีขึ้นในสักวันจากการร่วมแรงร่วมใจของทั้งคู่
อัญจรีนั่งฟังนิ่งอยู่ข้างยาย เมื่อได้ยินเื่การกลับค่ำของพ่อและแม่ เหตุการณ์ร้ายแรงที่พลิกผันชีวิตครอบครัวเธอก็ผุดเข้ามาในความทรงจำ เธอหน้าซีดเผือด ความวิตกในใจก็ตีขึ้นมาไม่หยุด แม้เื่ร้ายนั้นจะเกิดขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้าซึ่งเป็่ที่เธออายุได้สิบขวบ แต่เธอก็ไม่อยากนั่งรออย่างผู้ประสบภัย รอให้เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นแบบไม่สามารถทำอะไรได้อีก
“แม่เจ็บไหม” ตอนเข้านอน อัญจรีที่นอนอยู่ตรงกลางระหว่างพ่อและแม่ ได้เขยิบตัวเข้าไปนวดบ่าข้างที่ใช้หาบกระบุงของดวงฤทัยซึ่งบวมแดงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพราะแบกรับไม้คานที่มีกระบุงหนัก ๆ ห้อยอยู่ทั้งสองใบมาตลอด่บ่าย
เธอเหลียวมายังพ่อที่นอนอยู่ด้านข้างและเขยิบตัวเข้าไปใกล้พร้อมนวดบ่าให้พ่อเช่นกัน บ่าของพ่อก็บวมช้ำไม่ต่างกัน “พ่อด้วย เจ็บไหม”
“ได้ฝีมือนวดของอัญพ่อก็หายเจ็บแล้ว มือของอัญเป็มือวิเศษแน่ ๆ” ตรีจูบมือเล็ก ๆ ของลูกแล้วหอมแก้มนิ่ม ๆ ของเธออีกหนึ่งที
“ถ้าบ้านเรารวย พ่อกับแม่ก็ไม่ต้องหาบของหนัก ๆ อีก”
“ไม่ต้องห่วง สักวันเราต้องรวยให้ได้ น้องอัญของแม่จะได้แต่งตัวสวย ๆ และเรียนโรงเรียนดี ๆ อย่างคนอื่นเขา” ดวงฤทัยพูดพร้อมกับดึงร่างเล็กของลูกเข้ามาแนบอก
อัญจรีรู้สึกปวดแสบที่ั์ตา เธอก็อยากให้เป็เช่นนั้นเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ชีวิตตอนจบของครอบครัวเธอมันเป็การจบบริบูรณ์แบบไม่มีใครมีความสุขเลยสักคน แล้วสาเหตุหลักก็มาจากตัวเธอเอง
หากเธอ้าเปลี่ยนเส้นเื่ของครอบครัวตนเองในคราวนี้ไม่รู้นรกจะอนุญาตไหม?