บทที่ 21
พวกเขาเดินทางออกจากป่าไปทางเนินเขาตามเส้นทางหลักและหยุดเมื่อไปถึงยอดเขา
“ลูโซลาร์...” ฟิลลิปถอนหายใจ เขาจ้องมองไปที่หมู่บ้านที่กลายเป็เถ้าถ่านบริเวณใต้เนินเขา
“…ไม่คิดว่าความวุ่นวายจะปรากฏเช่นนี้” อีอันพูดออกมาขณะขึ้นบนหลังม้าอีกครั้ง สายตาของเขาจับจ้องไปที่หมู่บ้าน มีซากอาคารที่ถูกไฟเผาและถูกรื้อถอน เป็หมู่บ้านขนาดเล็กที่มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 100 คนเท่านั้น
“มีโจรบุกเข้ามาหรือเปล่า บางทีผู้ร้ายอาจเป็ฝูงหมาป่าที่เราเจอก็เป็ได้” ฟิลลิปพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
อีอันตอบอย่างไม่สนใจ “หมาป่าจุดไฟเผาได้หรือไง”
ฟิลิปหันมามองเขา “แล้วท่านคิดว่ามันเป็ฝีมือของพวกโจรงั้นหรือขอรับ?”
“ไม่รู้...”
“ถ้าเป็เช่นนั้นก็ให้อภัยไม่ได้”
เมฟแทรกเข้ามาอย่างกะทันหันก่อนที่อีอันจะพูดจบ
“เหยียบย่ำทำลายที่อยู่อาศัยของประชาชนอย่างน่าสังเวชเช่นนี้”
เสียงที่ทำให้รู้สึกถึงความโกรธแค้นและอาการหัวเสียที่ไม่เคยเป็มาก่อน
อีอันเหลือบมองไปแวบหนึ่งก็เห็นว่าเธอโกรธจริง ๆ
จะว่าไปแล้ว เธอเป็สาวกผู้แสวงหาความยุติธรรมและเกียรติยศอย่างแท้จริง
ในยุคมืดนี้ สุดท้ายแล้วก็ต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันโสมมทุกชนิดเหมือนกับที่เผชิญอยู่
บางครั้งก็เสียเวลาไปกับเื่พวกนี้ตอนเล่นเกม จนสุดท้ายก็หาพ่อมดดำไม่เจอ
อีอันยกยิ้มมุมปากข้างหนึ่งแล้วกล่าวคำพูดที่ต่างจากสิ่งที่คิดอยู่ในใจ “ท่านกำลังจะบอกว่า้าหาให้ได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ”
ในใจเขาก็กำลังคิดว่าน่าจะมีเควสต์อะไรบางอย่างอยู่เหมือนกัน จึงไม่มีเหตุผลในการห้ามเธอไม่ให้ออกตัวก่อน แต่กังวลว่าจะเสียเวลามากขึ้นเท่านั้น
“แน่นอนอยู่แล้ว ถ้าทำได้น่ะนะ…” เมฟพยักหน้า
“นายท่าน โปรดพิจารณาใหม่ด้วยขอรับ” ฟิลลิปห้ามอย่างรวดเร็ว
เมฟมองกลับมาที่ฟิลลิปด้วยสีหน้าสงสัย
“ฟิลลิป เ้าพูดว่าอะไรนะ?”
“ข้าเสียใจกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนี้ แต่ตอนนี้เรามีปัญหาใหญ่เกี่ยวกับความมั่นคงของอาณาจักรรออยู่เบื้องหน้า”
คิ้วของอีอันขมวดลงทันที เ้านี่ชอบเข้ามาแทรกตอนที่กำลังไปได้ดีแบบนี้ทุกครั้งเลย
“เรามีเวลาไม่มาก หากนายท่านไม่สามารถกำจัดความมืดมิดที่อยู่ในอาณาจักรได้ ทั้งอาณาจักรอาจกลายเป็เถ้าถ่าน ครั้งหน้าอาจไม่ใช่แค่หมู่บ้านเท่านั้น” ฟิลลิปพูดอย่างแน่วแน่แม้ว่าจะมีเหงื่อไหลพลั่กเมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องมองมาของทั้งสอง
“…ก็ถูกของเ้า” เมฟตอบกลับมาหลังจากได้ฟัง
ในขณะที่อีอันเริ่มไม่สบอารมณ์อยู่นั้น
“แต่ในฐานะอัศวินแห่งอาณาจักรและสาวกของทีร์เอ็น ข้ายอมรับไม่ได้ที่จะมองข้ามโศกนาฏกรรมนี้” เสียงของเมฟที่หันมองหมู่บ้านยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ไหวหวั่น
คิ้วของอีอันคลายลง สมกับเป็อัศวินที่ยึดมั่นในเกียรติจริง ๆ
ในขณะเดียวกัน ฟิลลิปที่พูดไม่ออกได้ก้มหัวลง “หากนายท่าน้า…โปรดอย่าเสียเวลามากเกินไปนะขอรับ พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้ว”
“เข้าใจแล้ว ข้าจะจำคำเตือนของเ้าเอาไว้”
ตอนนั้นเองที่อีอันพูดขึ้นแทรก “ไม่ต้องห่วงเื่เวลา”
“…?”
ฟิลลิปและเมฟมองกลับไปที่เขา
อีอันจ้องไปที่ตาของฟิลลิปและพูดเสริมว่า “เดี๋ยวก็หาเจอในไม่ช้า”
ในขณะที่ฟิลลิปกำลังขนลุกเพราะสายตาที่เย็นเฉียบของเขา เมฟก็ถามขึ้น “มีวิธีที่คิดไว้แล้วเหรอ?”
“ไม่ได้คิดวิธีไหนไว้เป็พิเศษหรอก” อีอันตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและยื่นมือชี้ออกไป
“เดี๋ยวเ้าก็รู้เอง”
“เดี๋ยวก็รู้…?”
สายตาของเมฟมองตามนิ้วชี้ที่ชี้ออกไปยังฝั่งตรงข้ามของกองเถ้าถ่าน
อีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้านบริเวณใกล้กับถนนหลัก มีรูปร่างคล้ายกับผืนดินแห้งแล้งสีทึม ๆ เดินไปมาอย่างเอื่อยเฉื่อย
ฝีมือของคนเหมือนที่อีอันพูด
“เ้าเจอมันอย่างนั้นเหรอ” เมฟประทับใจอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
อีอันจ้องมองที่ร่างนั้นอย่างนิ่งเฉยและพูดต่อ “พวกนั้นเป็คนกลุ่มติดอาวุธ มีคนสามคนคอยขุดดิน อีกคนหนึ่งอยู่ข้างถนน ข้าง ๆ กันมีบางอย่างคล้ายศพวางอยู่”
สถานการณ์ช่างน่าสงสัย
เมฟถามด้วยน้ำเสียงเ็า “กำลังจะฝังศพกันนี่เอง ถ้างั้นพวกนี้เป็คนร้ายใช่หรือเปล่า?”
“เื่นั้นข้าไม่รู้” อีอันยักไหล่พร้อมพูดต่อ “แต่เรารีบไปจับมันไว้ก่อน แล้วค่อยเค้นคำตอบ แค่นี้ก็จะรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมู่บ้านนี้”
“...เข้าใจแล้ว” เมฟพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและปิดเกราะส่วนหน้าลง “เื่สอบสวนเชื่อมือข้าได้”
เธอสะบัดบังเหียนแล้วควบม้าวิ่งออกไป
“ก็…ตามนั้นเลย” อีอันตอบอย่างเฉยเมยและมองตามหลังของอัศวินควบม้าไปไกล
เสียงอันอ่อนน้อมของฟิลลิปดังขึ้นมา
“นายท่านมีแผนเสมอ ข้าคิดน้อยไปอีกแล้ว”
โอ้ ต้องขอบคุณที่ทำให้ได้ใช้เวลาที่ดีกับเ้านี่
อีอันมองลงไปยังฟิลลิปอีกครั้งและพูดออกมา ในขณะที่ไหล่ของฟิลลิปก็แข็งทื่อขึ้นอีกครั้งเพราะสายตาที่เย็นเฉียบเหมือนเมื่อครู่นี้
“ถ้าเ้าพูดแทรกระหว่างที่ข้าพูดอยู่บ่อย ๆ ละก็ คอของเ้าก็จะสั้นลงด้วย ฟิลลิป”
ฟิลลิปพยายามหุบริมฝีปากของเขา “ฮ่า ๆ เล่นแรงอีกแล้วนะขอรับ”
“งั้นอยากให้ลิ้นเ้าสั้นลงก่อนไหม?”
ปากของฟิลลิปหุบลงในชั่วพริบตา
อีอันกระชับบังเหียนไว้แน่น
“ไปก่อนนะ ตามมาด้วยล่ะ”
“…ท่านจะตามไปตอนนี้เลยหรือขอรับ?”
“ถ้าข้าไปช้า พวกมันอาจฆ่าเซอร์ริอูเรลเอาได้”
พวกคนโง่เขลาส่วนใหญ่ในยุคมืดนี้เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเร่งความตายได้อย่างน่าทึ่ง
“งั้นข้าขอขี่ม้าไปด้วยดีกว่า…”
อีอันควบม้าออกไปโดยไม่รอฟังให้จบ
***
ชายสามคนกำลังลงมือตามหน้าที่ของแต่ละคน คนหนึ่งขุดดินด้วยพลั่วเก่า ๆ อีกคนหนึ่งช่วยขุดด้วยกริชอยู่ข้าง ๆ คนสุดท้ายกำลังใช้เท้าเหยียบกลบหลุมที่อยู่ถัดมา
แม้บทบาทแตกต่างกัน แต่พวกเขาร่วมมือกันเป็หนึ่งเดียวได้อย่างน่าประทับใจ
“ทำให้มันดี ๆ หน่อย ไอ้พวกนี้”
ในที่สุดชายคนสุดท้ายที่มองพวกเขาทำงานอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่ก็พูดออกมา ชื่อของเขาคือมิเกล เปรียบได้กับหัวหน้าของคนพวกนี้ เขาไว้หนวดรุงรังและมีแผลเป็เหมือนถูกหมีข่วนบนหน้าด้านหนึ่ง
เขาตวัดไม้ที่พาดอยู่บนบ่าแล้วหันไปมองซากศพที่เรียงรายอยู่ข้าง ๆ หลุม
“แค่ขุดหลุมศพ 6 หลุม ทำไมต้องใช้เวลานานขนาดนี้ด้วย? รีบทำให้เสร็จเถอะ พระอาทิตย์กำลังจะตกดิน”
“…”
ใบหน้าของพวกเขายับย่นมากขึ้น แต่ไม่มีใครตอบโต้อะไร เพราะมิเกลขุดหนึ่งในหลุมเองคนเดียว อีกทั้งยังขุดเร็วโดยที่พวกเขาเทียบไม่ได้เลย
“แต่อย่าทำลวก ๆ ล่ะ ข้าบอกแล้วใช่ไหม เมื่อคืนฝันไม่ค่อยดี”
เสียงบ่นที่ดังขึ้นตามมาทำให้พวกลูกน้องถอนหายใจยาวและเริ่มลงมือ
มิเกลเริ่มอารมณ์เสียขณะเฝ้ามองภาพที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขาเห็นได้อย่างชัดเจนว่าลูกน้องพวกนี้กำลังบ่นอยู่ในใจว่า ‘ทำไมต้องมาเหนื่อยอะไรแบบนี้กับแค่ความฝัน’ ซึ่งเป็ข้อพิสูจน์ได้ว่าพวกเขายังอ่อนหัด ไม่มีทักษะหรือประสบการณ์
ผู้ที่มีประสบการณ์เป็เวลานานจะไม่ถือเอาความเชื่อและลางสังหรณ์เล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มาใส่ใจ แน่นอนว่าเขาเป็คนประเภทเชื่อเื่พวกนี้มากกว่า
“โชคชะตาของข้าช่างเล่นตลกที่ต้องพาเหล่าคนโง่พวกนี้ไปไหนมาไหน...”
เสียงพูดของมิเกลเบาลงชั่วขณะ หูของเขาผึ่งขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงกีบเท้าม้า
เขาไม่ได้คิดไปเอง
มิเกลคว้าไม้และหันไปทางหมู่บ้านต้นเสียง แม้ว่าเสียงจะดังมาจากที่ไกล ๆ แต่ก็เดาได้ไม่ยากว่าคือเสียงอะไร
“…!”
ม้าศึกที่วิ่งเข้ามาเต็มแรง ชุดเกราะที่เปล่งประกายระยิบระยับบนหลังม้า และยังมีดาบกายสิทธิ์ที่มีพลังเวทสีฟ้า
ทุกอย่างสะดุดตาไปหมด