ยามตะวันสาดแสงเหนือเมืองเทียนฮุย ร่างเล็ก ๆ ของ จิ่นเม่ยหลงกลับต้องเผชิญกับเงาแห่งความอัปยศที่คอยตามหลอกหลอนมิจางหาย นานนับวันที่ความอดทนถูกเคี่ยวกรำดุจศิลาใต้กระแสน้ำเย็นเยือก แม้โลหิตจะหลั่งรินหรือร่างกายจะถูกบดขยี้เพียงใด ริมฝีปากที่ซีดขาวของเด็กน้อยกลับมิเคยเอ่ยคำอ้อนวอน แววตาอันว่างเปล่าจ้องมองผ่านร่างของคนเ่าั้ไปประหนึ่งเห็นเป็เพียงธาตุอากาศที่ไร้ค่า
“เ้าขยะ! วันนี้เ้ายังอวดดีมาให้ข้าเห็นหน้าอีกรึ หรือว่าร่างกายของเ้ามันกระหายรสชาติหมัดของข้าจนสั่นสะท้านไปหมดแล้ว!” ซือเฉิงนายน้อยผู้จองหองแห่งตระกูลซือแสยะยิ้มอย่างอำมหิต น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความดูแคลนที่พุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มผู้ไร้ทางสู้
“พวกเ้าช่างว่างงานนัก เหตุใดถึงต้องตามรังควานข้าไม่จบสิ้น” จิ่นเม่ยหลงแค่นเสียงตอบ แววตาฉายร่องรอยแห่งความรำคาญใจถึงขีดสุด
“บังอาจ! ไอ้ขยะชั้นต่ำ นับวันเ้ายิ่งกล้าสามหาว!” ซือเฉิงแผดเสียงด้วยโทสะที่ปะทุขึ้น ไม่ว่ามันจะกดขี่เพียงใด เด็กน้อยผู้นี้กลับไม่เคยส่งเสียงกรีดร้องให้มันได้เสพสมความสาใจ “ดี! ในเมื่อเ้าไม่ยอมก้มหัว วันนี้ข้าจะทำให้เ้าร้องขอชีวิตเอง! พวกเ้า... หักแขนมันทิ้งเสียข้างหนึ่ง ข้าอยากเห็นมันหมอบกราบแทบเท้าข้า!”
สิ้นคำสั่ง ลูกสมุนทั้งสามพลันทะยานเข้ากลุ้มรุม หมัดแรกกระแทกเข้าที่ยอดอกอย่างถนัดถนี่จนร่างเล็ก ๆ ปลิวถอยหลัง กระบวนท่าที่สองตามติดมาด้วยฝ่ามือที่ฟาดลงบนใบหน้าจนจิ่นเม่ยหลงล้มฟุบลงกับพื้นดิน ลูกสมุนคนที่สามย่างเท้าเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะที่น่ารังเกียจ “นายน้อยบอกว่าหักแขนเ้าสักข้างก็มิมิความผิด... เช่นนั้นข้าขอเลือกแขนซ้ายของเ้าก็แล้วกัน!”
จิ่นเม่ยหลงก้มหน้าฟุบกับผืนหญ้า ความเ็ปรวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทว่าฟันทุกซี่กลับขบแน่นจนหักมุก มิยอมให้ความอ่อนแอเล็ดลอดออกมาแม้เพียงครึ่งคำ
กร๊อบ!!
“อ๊ากกกกกก!”
เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นสะท้านขวัญ ผู้คนที่มุงดูอยู่รอบข้างต่างพากันหน้าถอดสีด้วยความหวาดผวา ทว่าในเมืองเทียนฮุยแห่งนี้ อำนาจของตระกูลซือนั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ผู้ใดจะกล้าสอดมือเข้าช่วยเหลือ จิ่นเม่ยหลงพยายามพยุงกายที่สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างยากลำบาก มือขวากุมแขนซ้ายที่บิดเบี้ยวผิดรูปไว้แน่นสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนรางท่ามกลางความทรมานที่แทบจะปลิดิญญา
ซือเฉิงเมื่อเห็นแววตาที่ยังมิยอมสยบกลับยิ่งทวีความคลุ้มคลั่ง มันสืบเท้าเข้าประชิดก่อนจะซัดหมัดที่อัดแน่นด้วยพลังปราณถึงห้าส่วนเข้าใส่หน้าท้องอย่างรุนแรง!
โครม!
กระดูกซี่โครงแตกสะบั้นลงในพริบตา! ทว่าซือเฉิงยังมิหยุดเพียงเท่านั้น มันระดมหมัดดุจพายุคลั่งเข้าใส่ร่างที่บอบบาง ก่อนจะปิดฉากด้วยหมัดหนักหน่วงที่กระแทกเข้าใส่ศีรษะจนร่างของจิ่นเม่ยหลงลอยละลิ่วไปไกลหลายวา!
เปรี้ยง!!
หยาดโลหิตสาดกระจายแดงฉานไปทั่วบริเวณ จิ่นเม่ยหลงนอนจมกองเื สติใกล้ดับวูบ ทว่าในวินาทีที่เท้าของซือเฉิงเหยียบลงบนหน้าอก แววตาของเด็กน้อยกลับลุกโชนด้วยเพลิงอาฆาตที่เยือกเย็นและลึกลับจนนายน้อยตระกูลซือถึงกับชะงัก รังสีอำมหิตที่แฝงอยู่นั้นทำให้ซือเฉิงต้องหลบตาด้วยความรู้สึกหวาดหวั่นอย่างประหลาด
“เหอะ! ไสหัวไปซะขยะ... หากข้าเห็นหน้าเ้าในเมืองนี้อีก วันนั้นจะเป็วันตายของเ้า!” ซือเฉิงเตะเข้าหน้าท้องส่งร่างที่ไร้ทางสู้กระเด็นไปไกลก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมเสียงหัวเราะ
จิ่นเม่ยหลงกระอักโลหิตคำโต พยายามพยุงร่างที่สะบักสะบอมขึ้นอย่างช้า ๆ สายตาจับจ้องตามหลังศัตรูด้วยความแค้นที่สลักลึกเข้าถึงจิติญญา “สักวัน... ข้าจะตอบแทนพวกเ้าอย่างสาสม!”
“นี่น่ะหรือคือลิขิต์? นอกจากจะทอดทิ้งให้ข้าโดดเดี่ยว ยังส่งพวกเดรัจฉานมาเหยียบย่ำข้าอีก! ชะตาฟ้าอันเหลวไหล... ต่อจากนี้ ข้าจะมิขอรับลิขิตจากผู้ใด ข้าจะลิขิตชีวิตด้วยมือของข้าเอง!”
จิ่นเม่ยหลงคำรามออกมาด้วยโทสะที่พุ่งทะลุขีดจำกัด ทว่าในเวลานั้นเอง หมอกสีดำบางเบาอันเยือกเย็นกลับค่อย ๆ แผ่ซ่านออกจากร่างกายของเด็กน้อยทีละน้อย... เป็จุดเริ่มต้นของพลังที่จะสั่นะเืปฐี!